ข่าว

ยุทธการปราบ 'ค้าโรฮิงญา' ยังสาวไม่หมดตัวการใหญ่

ยุทธการปราบ 'ค้าโรฮิงญา' ยังสาวไม่หมดตัวการใหญ่

07 มิ.ย. 2558

ยุทธการปราบ 'ค้าโรฮิงญา' ยังสาวไม่หมดตัวการใหญ่

 
                    ต้องบันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์คดีอาชญากรรมทั้งในระดับประเทศและระดับโลกกับการขุดรากถอนโคน ทลายเครือข่ายค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาและบังกลาเทศในครั้งนี้
 
                    เพราะตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ค้นพบ “คอกกัก” และ “หลุมศพ” บนเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เรื่อยมาจนขั้นจับกุม “นายทหารชั้นผู้ใหญ่” ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะตำรวจ ทหาร ได้เปิดปฏิบัติไปแล้วทุกมิติ 
 
                    แต่ทว่ามิติที่สังคมจับตามองและมีความคาดหวังมากที่สุดเห็นจะเป็นการ “ปราบปราม” ซึ่งผู้ที่จะมาบอกเล่าเบื้องหน้าเบื้อหลังปฏิบัติการทลายเครือข่ายผู้กระทำผิดได้ดีที่สุด คือ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ผู้กำกับดูแลการสอบสวนคดี
 
                    พล.ต.อ.เอก บอกว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจับตาความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด โดยเฉพาะเครือข่ายของขบวนการค้ามนุษย์เหล่านี้ แต่การทำงานในบางช่วงได้ขาดตอนไป จากเหตุความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ
 
                    กระทั่งมีการค้นพบพบแหล่งพักพิงชาวโรฮิงญา ซึ่งอยู่ในฐานะเป็นผู้อพยพและเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์บนเทือกเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 1 และวันที่ 2 พฤษภาคม ขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาจึงถูกจับตาอีกครั้ง
 
                    พล.ต.อ.เอก ย้อนถึง 2 เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ตำรวจได้รับข้อมูลเบาะแสจนมีการพบแหล่งพักพิงบนเทือกเขาแก้ว เหตุการณ์แรกเกิดที่จุดตรวจค้นในพื้นที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช พบการขนย้ายชาวโรฮิงญา เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเหตุการณ์ที่สอง คือ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 (ตม.6) ได้รับข้อมูลจากชาวโรฮิงญาที่ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์จากการเรียกค่าไถ่ 
 
                    ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของการพบแหล่งพักพิงดังกล่าว จากนั้นก็ขยายผลพบว่าพื้นที่ จ.ระนอง ถูกใช้เป็น "ที่พักต้นทาง" ของการอพยพชาวโรฮิงญาในประเทศไทย เพื่อเตรียมเดินทางข้ามไปยังประเทศมาเลเซีย หรือประเทศที่สาม
 
                    พล.ต.อ.เอก อธิบายถึงเส้นทางการอพยพของชาวโรฮิงญาว่า ชาวโรฮิงญาจำนวนมากจากรัฐยะไข่ ประเทศพม่า พยายามหลบหนีออกมาจากถิ่นฐานเดิม เนื่องจากเป็นชาวมุสลิมที่ถูกรัฐบาลพม่ากดขี่ แต่ในปัจจุบัน พบชาวบังกลาเทศอพยพทางทะเลกันมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงเดือน พฤศจิกายน-เมษายน ซึ่งยังไม่มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในทะเลอันดามัน
 
                    "ข้อมูลเชิงลึกชี้ชัดว่า เรือใหญ่ที่ไปรับชาวโรฮิงญาตั้งแต่ต้นทาง เป็นเรือของคนไทย แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากยังขาดพยานหลักฐานที่จะมัดตัว เพราะขบวนการค้ามนุษย์เหล่านี้ รู้จักการหลบเลี่ยงการถูกสาวไปถึงตัวตนที่แท้จริง"
 
                    หลังจากผ่านเส้นทางทะเลแล้ว เดิมทีขบวนการค้ามนุษย์จะมาขนถ่ายชาวโรฮิงญาขึ้นชายฝั่งที่ จ.ระนอง ก่อนจะลัดเลาะผ่านพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่ จ.พังงา กระบี่ ตรัง ไปจนถึง จ.สตูล แล้วหยุดพักเพื่อเตรียมเดินทางข้ามพรมแดนไปยังประเทศมาเลเซีย นี่คือเส้นทางบกด้านพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน 
 
                    บางส่วนที่ขึ้นฝั่งที่ จ.ระนอง เดินทางข้ามไปยังพื้นที่อ่าวไทยจาก จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง แล้วหยุดพักเพื่อเตรียมเดินทางข้ามพรมแดนไปยังประเทศมาเลเซีย
 
                    พล.ต.อ.เอก ชี้ว่า ทั้งที่ จ.สตูล และ จ.สงขลา ถือเป็นสถานที่เหมาะสมที่สุดในการใช้เป็นพื้นที่แหล่งพักพิง เนื่องจากอยู่ใกล้ชายแดนซึ่งเป้าหมายการเดินทาง รวมทั้งเป็นพื้นที่ป่าเขาใกล้กับพื้นที่เศรษฐกิจที่มีความเจริญในชุมชน เหมาะแก่การลำเลียงเสบียงหรือทำธุรกรรมทางการเงิน 
 
                    สังเกตได้จากแหล่งพักพิงบนเทือกเขา ในจุดที่มีการค้นพบนั้น ตั้งอยู่ไม่ห่างจากด่านปาดังเบซาร์เท่าไรนัก ซึ่งเป็นชุมชนที่มีความเจริญมากๆ เช่นเดียวกับแหล่งพักพิงอื่นๆ ใน จ.สตูล 
 
                    พล.ต.อ.เอก อธิบายอีกว่า เส้นทางบกมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อหลบเลี่ยงการถูกจับกุม โดยส่วนหนึ่งจอดเรือตามเกาะแก่งต่างๆ ในพื้นที่ จ.ระนอง เพื่อใช้เป็นพักพิงชั่วคราว ก่อนจะเดินทางเรือเพื่อขึ้นฝั่งที่ จ.สตูล เช่น ทุ่งหว้า ละงู หรือ เกาะตะรุเตา เพื่อเตรียมเดินทางข้ามพรมแดนไปยังประเทศมาเลเซีย 
 
                    "ในช่วงที่มีการพักพิงของชาวโรฮิงญาหรือการเคลื่อนย้ายจะมีนักการเมืองท้องถิ่นเข้าไปเกี่ยวข้องทุกพื้นที่"
 
                    ส่วนตำรวจหลายสิบนายที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เคยมีคำสั่งโยกย้ายนั้น พล.ต.อ.เอก บอกว่า แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ตำรวจที่ประจำตามสถานีตำรวจในพื้นที่ต่างๆ สังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 8 และภาค 9 ซึ่งถูกกล่าวถึงว่า เครือข่ายค้ามนุษย์ใช้พื้นที่รับผิดชอบเป็นเส้นทางผ่าน หรือมีกิจกรรม ธุรกรรมของขบวนการค้ามนุษย์ บนสมมุติฐานที่ว่า ตำรวจในพื้นที่ต้องรู้ต้องเห็นความเป็นไปของการกระทำความผิด
 
                    ขณะที่ตำรวจในสังกัดหน่วยงานสนับสนุน แต่มีพื้นที่เดียวกันกับเครือข่ายค้ามนุษย์ที่เข้ามาใช้พื้นที่ในกิจกรรมของขบวนการ เช่น ตำรวจน้ำ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ก็ต้องถูกสอบสวนเช่นเดียวกัน
 
                    พล.ต.อ.เอก ยืนยันว่า หากผลสอบสวนของจเรตำรวจแห่งชาติพบพยานหลักฐานที่ชี้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องก็จะต้องถูกดำเนินคดี แต่หากพบว่าเป็นการปล่อยปละละเลยก็จะต้องถูกลงโทษทางวินัย
 
                    ด้าน นายปภพ เสียมหาญ ผู้ประสานงานโครงการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (เอชอาร์ดีเอฟ) พูดถึงคดีโรฮิงญาในงานเสวนาเรื่องสถานการณ์ค้ามนุษย์ ที่เครือข่ายปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ปัญหาโรฮิงญาเป็นประเด็นฮอตเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา 
 
                    แต่ในความเป็นจริงปัญหาลักลอบเข้าประเทศมีมาเป็นสิบปี ไม่ต่างจากปัญหาแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านลักลอบเข้าประเทศ ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงพบว่า กลุ่มที่เดินทางมาทางเรือไม่ใช่แค่ชาวโรฮิงญา แต่ส่วนใหญ่ 60-70% เป็นชาวบังกลาเทศที่ต้องการเดินทางไปประเทศที่สาม
 
                    ส่วนกลุ่มโรฮิงญาจะถูกนายหน้าหลอกว่าให้เดินทางไปก่อนแล้วค่อยจ่ายทีหลังจึงเป็นข้อจูงใจทำให้โรฮิงญาเดินทางไปกับขบวนการนายหน้า และสำหรับการเดินทางทางทะเลแต่เดิมโรฮิงญามากับเรือลำเล็กๆ แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาเรือให้ใหญ่ขึ้นบรรจุได้เป็นหลักร้อยหรือหลักพัน โดยผู้ที่สนับสนุนเรือคือกลุ่มนายหน้า
 
                    “จากการสัมภาษณ์ชาวโรฮิงญาส่วนหนึ่งก็พบว่าชะตากรรมพวกเขาถูกกำหนดโดยนายหน้า ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าถูกนายหน้าทำร้าย ทุบตี เพื่อบังคับใช้ติดต่อครอบครัวนำเงินห้าหมื่นถึงหนึ่งแสนมาเป็นค่าไถ่ตัวจึงจะได้รับเสรีภาพหรือเดินทางไปประเทศที่สาม”
 
                    นายปภพ บอกว่า ชาวโรฮิงญาหลายคนที่ญาติหาเงินให้ไม่ได้ก็จะถูกให้อดข้าว ทุบตี บังคับใช้งาน ในค่ายจังหวัดภาคใต้ บางรายถึงกับเสียชีวิต ซึ่งมูลนิธิมีโอกาสเข้าไปทำคดีโรฮิงญารายหนึ่ง ถือว่าเป็นคดีแรกๆ ที่ระบุว่าโรฮิงญาเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ชาวโรฮิงญาคนนี้ได้รับการช่วยเหลือจากสำนักตรวจคนเข้าเมืองภาค 6 หลังจากสืบทราบว่าจะมีการส่งตัวเขาให้แก่ญาติที่พื้นที่ จ.สงขลา 
 
                    "การจับกุมครั้งนั้น ทำให้จับกุมนักการเมืองท้องถิ่น จ.สตูล ได้หนึ่งราย หลังจากเราไปศึกษาคดีพบองค์ประกอบว่าเป็นการกระทำผิดเข้าข่ายการค้ามนุษย์ และเราได้รับมอบอำนาจจากชาวโรฮิงญาให้ดำเนินคดีแทนผู้เสียหาย เราพบเครือข่ายที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้แต่เมื่อสองปีก่อนหลักฐานโยงไม่ถึงและปัจจัยอื่นที่พูดถึงไม่ได้ ณ ที่นี้" 
 
                    ทั้งนี้ แบ่งเครือข่ายผู้ต้องหาในคดีนี้ออกเป็น 4 ระดับ คือ 1.นักการเมืองท้องถิ่น 2.กลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ 3.ข้าราชการหน่วยต่างๆ ที่คอยอำนวยความสะดวกให้ และ4.กลุ่มระดับสูง มีอิทธิพลคอยเคลียร์ให้ทุกอย่างราบรื่น
 
                    อย่างไรก็ดี เขาเชื่อว่า การสืบสวนสอบสวนขยายผลเครือข่ายจะไปหยุดอยู่ที่ พล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก ที่ตกเป็นผู้ต้องหา แม้จะมีการเชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้ต้องสงสัยอีก 4-5 คน ซึ่งมีข้อมูลว่าหนึ่งในนั้นมีนายทหารระดับสูงแต่เป็นเหล่าทัพอื่นด้วยก็ตาม
 
                    “ยิ่งระดับสูงเท่าไรก็มีอิทธิพลมากขึ้น แต่จุดที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายเหล่านี้ได้คือเงินและการติดต่อสื่อสาร” 
 
                    นอกจากนี้ จะเห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญมีความร่วมมือระดับนานาชาติ แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น การปราบปรามจะต้องจริงจัง ไม่เลือกปฏิบัติ การดำเนินคดีกับผู้มีอิทธิพลต้องทำให้ถึงที่สุด ไม่มีการละเว้น ชาวโรฮิงญาต้องได้รับการเยียวยา เช่นเดียวกับผู้เสียหายค้ามนุษย์ ซึ่งการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและคดีเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ถึงแม้ว่าบางส่วนอาจไม่ใช่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์แต่ก็เป็นผู้เสียหายจากการถูกทำร้ายร่างกาย เรียกค่าไถ่ ถูกกดขี่ทางเพศ หรือถูกฆาตกรรม
 
                    “ทิศทางการแก้ปัญหาโรฮิงญาจะสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับผู้บริหารบ้านเมืองมองว่าปัญหานี้เป็นเรื่องการเมืองหรือมนุษยธรรม และทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญ”
 
 
 
 
---------------------
 
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)