
'มาร์ค'เชื่อ'บิ๊กตู่'รอบคอบ'อยู่ต่อ'
06 มิ.ย. 2558
'อภิสิทธิ์' เสนอ 'ประชามติ' ไม่ผ่านใช้ 'รธน.50' เชื่อ 'ประยุทธ์' รอบคอบอยู่ต่อหรือไม่ เย้ย 'บวรศักดิ์' เข้าใจเรื่องการเมืองภาคปชช.มากแค่ไหน
6 มิ.ย. 58 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องการทำประชามติ ว่า การทำประชามตินั้นตนคิดว่าน่าจะให้เลือกได้ว่าถ้าไม่ผ่านแล้ว น่าจะมีการเอารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาใช้ แต่ปรับแก้บางส่วนว่าจะดีหรือไม่ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็มีข้อดีเรื่องการทำประชามติ ซึ่งนี่ก็เป็นกลไกทำให้รัฐธรรมนูญฉบับที่ว่านี้ไม่ถูกรื้อ อีกเหตุผลนึงที่ตนเสนอให้ประชามติโดยแนะว่าถ้าไม่ผ่านก็ใช้ฉบับ 50 ไปก่อนนั้น ก็เพราะคิดว่าอาจจะมีบางคนนั้นไม่พอใจรัฐธรรมนูญ แต่ว่าโหวตยอมรับไปก่อน เพราะอยากให้มีการเลือกตั้ง และพอหลังจากได้รัฐบาลเลือกตั้งกันแล้ว ก็กลับมาเถียงกันเรื่องรัฐธรรมนูญอีก ทั้งนี้ตนคิดว่าประเทศไทยนั้นเสียเวลากับการร่างรัฐธรรมนูญมาพอแล้ว ควรจะไปหารือในเรื่องอื่นๆ ที่เป็นปัญหาอยู่จะดีกว่า ดังนั้นจึงขอฝากไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยให้ระบุชัดเจนว่า ประชามติไม่ผ่านแล้วจะทำอย่างไร
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดการทำประชามติโดยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำรงตำแหน่งต่ออีก 2 ปี เพื่อดำเนินการปฏิรูปว่า เรื่องนี้ยังไม่เห็นแนวคิดว่าจะเป็นอย่างไร ตอนนี้มีการพูดถึงการปฏิรูปว่าจะไม่เรียบร้อย นายกฯ เองก็พูดว่าเรื่องนี้ต้องไปดูวิธีการว่าให้มีความชอบธรรมหรือไม่ โดยไม่ให้มองว่าเป็นการขยายอำนาจ
ทั้งนี้ตนเชื่อว่าทุกคนก็อยากเห็นการปฏิรูปให้มีความมั่นคง ถ้าเป็นเช่นนั้นทุกอย่างก็พอจะยืดหยุ่นได้ แต่ก็คงพูดกันไม่ได้ว่าใช้เวลาเท่าไรจึงจะเหมาะสม
"คำว่าปฏิรูปสำเร็จมันจะวัดกันอย่างไร 2 ปี ตกลงจะปฏิรูปตำรวจไหม แยกสอบสวนออกมาจาก สตช.ภายใน 2 ปีหรือเปล่า หรือว่าเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดภายใน 2 ปีหรือเปล่า ถ้ามันมีความเป็นรูปธรรมแบบนี้ ก็อาจจะทำให้ประชาชนมองเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น แต่ถ้าพูดเฉยๆ ว่าปฏิรูปเสร็จก่อน ตรงนี้จะแปลว่าอะไร นายกฯ ก็คงต้องไปคิดว่าปฏิรูปสำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จก็คงถูกต่อว่าอีก"
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงเรื่องคดีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช.ที่ทาง ป.ป.ช.มีมติว่าจะเชิญตนไปให้ข่าว เรื่องนี้ตนยังไม่ได้รับการติดต่อว่าจะเชิญตนไปหรือไม่ ตอนนี้ก็มีการเชิญนายสมชาย แสวงการ อดีต ส.ว.สรรหา ไปให้ปากคำเรื่องนี้ด้วย ซึ่งสำหรับตนนั้น ก็ได้ส่งคำชี้แจงไปแล้ว ก็ต้องรอ ป.ป.ช.ว่าจะตัดสินกันอย่างไร แต่ทั้งนี้ตนมั่นใจว่าบริสุทธิ์
เย้ย 'บวรศักดิ์' เข้าใจเรื่องการเมืองภาคประชาชนมากแค่ไหน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างบรรยาย เรื่อง “โฉมหน้ารัฐธรรมนูญใหม่คนไทยได้อะไร” ที่ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช จัดโดยสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ถึงเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ว่า สาเหตุหนึ่งที่ต้องมาร่างรัฐธรรมนูญกันนั้น ก็เพราะว่าการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่งสาเหตุของการเกิดรัฐประหาร ก็เนื่องมาจากว่ารัฐบาลขณะนั้นไม่มีหลักธรรมาภิบาล มีความพยายามออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จนทำให้เหตุการณ์บานปลายจนถึงต้องรัฐประหารในเวลาต่อมา แต่ไม่มีใครมองเลยว่าปัญหานั้นมาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 อันที่จริงมีบางส่วนมองว่าหลังจากการรัฐประหารนั้นควรจะให้มีการใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ต่อไปเสียด้วยซ้ำไป หรือบางคนก็มองว่าให้แก้รัฐธรรมนูญแค่บางส่วน แต่พอเวลาต่อมาก็มีความรู้สึกว่าควรจะมีการทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่เพื่อทำให้เกิดการปฏิรูปขึ้น และไม่ทำให้การรัฐประหารเสียของ ก็เลยมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นโดยใส่สิ่งใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าดีหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่าการที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ มักกล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้พลเมืองเป็นใหญ่ แต่ตนไม่เข้าใจว่าผู้พูดนั้นมีความเข้าใจเรื่องการเมืองภาคประชาชนมากแค่ไหน เพราะการเมืองภาคประชาชนนั้นต้องมีเรื่องสิทธิ์ของประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงจะทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็ง ประชาชนนั้นจะต้องมีสิทธิ์รับรู้ข้อมูลต่างๆ ของภาครัฐที่จะกระทบกับตนเอง และมีสิทธิ์แสดงความเห็น มีการทำประชาพิจารณ์ และถ้าหากกระทบสิทธิ์ของประชาชน ก็สามารถไปฟ้องร้องได้ ซึ่งนี่คือกระบวนการของการเมืองภาคประชาชน แต่ทั้งนี้เมื่อตนได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็พบว่ามีความไม่ชัดเจนว่าประชาชนจะได้สิทธิ์มากขึ้นหรือไม่ บางเรื่องนั้นประชาชนก็มีสิทธิ์มากขึ้น เช่น ในเรื่องเพศสภาพ เป็นต้น แต่บางเรื่องก็น่าตกใจ เพราะสิทธิ์ของประชาชนหายไป อาทิ ในเรื่องสิทธิ์การฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น แต่กลับมีการเพิ่มอำนาจให้ภาครัฐมากขึ้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อถึงเรื่องการเมืองท้องถิ่น ตนมองว่าเรื่องนี้ก็มีความไม่ชัดเจนเช่นกัน เนื่องจากว่าไม่มีการบัญญัติชัดเจนว่าจะให้ประชาชนนั้นมีโอกาสเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนเรื่องสมัชชาพลเมืองนั้น ตนกังวลว่าคงจะไม่ได้ทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็ง เพราะผู้ที่เข้ามาก็คงจะเป็นผู้ที่อยากเป็นนักการเมืองอีกเช่นกัน ถ้าอยากเห็นตัวอย่างของการเมืองภาคประชาชนเข้มแข็ง อยากให้ไปดูในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ชาวบ้านที่มาบตาพุดก็ได้มีการไปฟ้องศาลปกครองเรื่องโรงไฟฟ้าที่มาบตาพุด จนในที่สุดรัฐบาลของตนและส่วนราชการก็ต้องออกมาตรการมาเพื่อแก้
ปัญหาทำให้ศาลพอใจกับมาตรการนั้น ซึ่งนี่ก็คือตัวอย่างของการเมืองภาคประชาชน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อถึงเรื่องการเมืองภาคตัวแทนว่า สิ่งที่สำคัญคือประชาชนนั้นใช้สิทธิ์การเลือกตั้ง เพื่อให้ได้ผู้บริหารที่ดำเนินงานตามทิศทางที่ประชาชนผู้เลือกต้องการ ปัญหาของรัฐธรรมนูญประการหนึ่งนั้นคือการมองผิดว่าปัญหาบ้านเมืองที่ผ่านมามาจากพรรคการเมืองแข็งแกร่งเกินไป พรรคการเมืองใหญ่เกินไป ก็เลยมีการออกแบบให้มีกลุ่มการเมืองขึ้น ให้มีพรรคเล็กมากขึ้น ซึ่งตนมองว่าตรงนี้เป็นการตีโจทย์ที่ผิด ตนกล้าพูดเลยว่าพรรคการเมืองของตนนั้นแพ้การเลือกตั้งมาโดยตลอด แต่ปัญหาของประเทศ ตนก็ไม่ได้อยู่ที่ว่าอีกพรรคหนึ่งชนะการเลือกตั้ง ปัญหานั้นอยู่ที่เรื่องของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ขอยืนยันว่า การทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอไม่ได้ทำให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น แต่กลับทำให้นักการเมืองนั้นมีอำนาจมากขึ้นเสียเอง ประชาธิปไตยไทยนั้นพัฒนามาถึงจุดที่ประชาชนสามารถเลือกตั้งจากความพอใจนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ถ้าทำให้มีกลุ่มการเมืองนั้นมีระบบที่เต็มไปด้วยพรรคเล็กนั้น ก็จะไม่มีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเพราะมาจากหลายพรรค และพรรคเล็กเหล่านี้ก็จะรวมหัวกันคุมแต่ละหน่วยงานไม่สนใจประชาชน
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อถึงเรื่องกลุ่มการเมืองนั้นก็คงจะไม่สนองความต้องการของประชาชนได้ในเรื่องการออกนโยบาย ทำให้เกิดการต่อรองอำนาจในการเข้ามาบริหารงาน ซึ่งในอดีตการทุจริต เกิดขึ้นมาจากพรรคการเมืองขนาดเล็กมากกว่าพรรคขนาดใหญ่ที่มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นกว่า ดังนั้นตนจึงไม่อยากให้ กมธ.ยกร่างฯ ยึดติดวาทกรรมว่า ถ้าทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอแล้วประชาชนจะเข้มแข็งขึ้น อันที่จริงแล้วการทำให้ประชาธิปไตยนั้นเข้มแข็ง พรรคการเมืองก็จะต้องเข้มแข็งด้วย เพราะพรรคการเมืองต้องต้องรับผิดชอบต่อนโยบายที่ตนได้นำเสนอไป อีกทั้งในพรรคการเมืองจะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่หากมีการตั้งกลุ่มการเมือง ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดจะเข้ามาตรวจสอบ หากนักการเมืองที่ไม่ดีเข้ามาแสวงผลประโยชน์ก็จะเข้ามาในช่องทางของกลุ่มการเมืองได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงเรื่องสมัชชาคุณธรรมว่า ตรงนี้ก็น่าเป็นห่วงว่าอะไรจะเป็นตัวบัญญัติคำว่าคุณธรรมที่ชัดเจน และอะไรจะเป็นสิ่งที่ตรวจสอบสมัชชาคุณธรรมต่อไป แม้แต่ตนซึ่งมั่นใจว่าไม่ใช่คนชั่วนั้นก็ไม่กล้าไปนั่งในสมัชชาคุณธรรมนี้ ประเทศไทยนั้นมีปัญหาอย่างหนึ่งคือการเผยแพร่ค่านิยมว่าโกงไปก็ไม่เป็นไรเพราะว่าทำงานดี ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผิด ที่ญี่ปุ่นนั้นมีรัฐมนตรีเมาแล้วหลับ อีก 2 วันก็ลาออกเลย นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ที่ปกครองในระบอบสภา แต่ที่เมืองไทยนั้นมีรัฐมนตรีเมาแล้วอาละวาดในสภา แต่ในที่สุดหลังจากสอบสวนเป็นเวลาปีครึ่งก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่สามารถสรุปว่าเมาจริงหรือไม่ ตนเคยพูดกับทางผู้ตรวจการแผ่นดินว่าอย่าเอามาปนกับเรื่องถอดถอน การให้สมัชชาคุณธรรมมีอำนาจถอดถอนนั้นก็ไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจน นักการเมืองที่ถูกกล่าวหานั้นก็อาจจะไปลอบบี้ทางสมัชชาที่ว่านี้ไม่ให้ถอดถอนได้ด้วย ตนว่าเมื่อนักการเมืองทำผิดจริยธรรมนั้น ไม่จำเป็นจะต้องไปให้ถอดถอนอะไร แต่น่าจะให้สังคมซึ่งถูกส่งเสริมเรื่องจริยธรรมนั้นเป็นผู้ตัดสินเองว่าผู้นั้นจะรับผิดชอบอย่างไร จะให้ขอโทษหรือลาออกก็ว่ากันไป
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อถึงปัญหาในเรื่องมาตรา 181 และ 182 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารมากเกินไป ให้สิทธิ์รัฐบาลถ้าอยากได้กฎหมายอะไร ก็ให้ยื่นคำขาดกับสภาว่าถ้าไม่อภิปรายใน 48 ชั่วโมง กฎหมายนี้จะผ่านโดยไม่ต้องแก้ไขถ้อยคำ ตรงนี้ตนไม่เข้าใจว่าคนเขียนคิดได้อย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญ 2550 มีมาตรานี้ กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอยคงผ่านไปแล้ว ทั้งนี้ก็ไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีขอเสนอญัตติไว้วางใจตัวเองได้ แล้วถ้าชนะในปีนั้นฝ่ายค้านก็ไม่สามารถที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อีกเลย ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเป็นแบบนี้แล้วฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบกันอย่างไร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อถึงเรื่องหมวดการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ตนมั่นใจว่า 2 ปี ก็คงปฏิรูปไม่เสร็จ บางเรื่อง 5 ปีก็ไม่เสร็จ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องระบบรางในประเทศ ที่มีการเสนอว่าให้ปฏิรูปทั้งเรื่องราง เรื่องระบบรถไฟความเร็วสูง ที่ผ่านมาตนเคยหารือกับทางทีดีอาร์ไอเรื่องนี้ ซึ่งทางทีดีอาร์ไอก็เคยเสนอไปแล้วว่า ต้องปฏิรูปการรถไฟไทยก่อนจึงจะปฏิรูปเรื่องรถไฟทั้งหมดได้ ซึ่งต้องใช้เวลา 10 ปี นี่แค่เรื่องเดียวเท่านั้นก็ต้องใช้เวลาขนาดนี้ แล้วเรื่องอื่นๆ ล่ะ ตนเข้าใจเจตนาพลเอกประยุทธ์ ที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูป ต้องดำเนินการตามโรดแม็พที่วางไว้ แต่ทั้งนี้ตนคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงจะทุกข์ใจการส่งต่อเรื่องการปฏิรูปไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าการปฏิรูปจะสูญเปล่าหรือไม่ การปฏิรูปเรื่องใดจะสำเร็จอยู่ที่สังคมกับพรรคการเมือง ส่วนเรื่องของการปรองดองนั้นจะสำเร็จได้ตนเห็นว่าทุกฝ่ายต้องยอมรับและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยไม่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการปรองดองตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะคณะกรรมการปรองดองชุดนี้นั้นมีอำนาจสามารถจะออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษกับคดีใดก็ตามเสนอไปยังรัฐบาลได้ ถ้าหากมีการสำนึกผิดเกิดขึ้น ซึ่งนี่ตนคิดว่าจะยิ่งเป็นเงื่อนไขสร้างความขัดแย้งมากขึ้น ส่วนเรื่องคณะกรรมการปรองดองที่จะมาค้นหาข้อเท็จจริงแก้ไขกระบวนการยุติธรรมนั้น ตนคิดว่าตรงนี้ก็สมควรให้มี



