ข่าว

มุมดีๆที่‘ปาดังเบซาร์’เมืองการค้า-วัฒนธรรมอาเซียน

มุมดีๆที่‘ปาดังเบซาร์’เมืองการค้า-วัฒนธรรมอาเซียน

06 มิ.ย. 2558

มุมดีๆที่‘ปาดังเบซาร์’ เมืองการค้า-วัฒนธรรมอาเซียน : สมชาย สามารถรายงาน

              การนำเสนอข่าวการขุดพบศพต่างด้าวจำนวน 36 ศพ ที่บ้านตะโล๊ะ หมู่ 8 ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ของสื่อมวลชน และเกาะติดต่อเนื่องยาวนานกว่า 1 เดือนทำให้ “ปาดังเบซาร์” เมืองชายแดนเล็กๆ เป็นที่รู้จักในอีกแง่มุมหนึ่งในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ กับภาพความน่าสะพรึงกลัวในสายตาผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร ที่ถูกสรุปรวบยอดเป็น “ศูนย์กลางการค้ามนุษย์”
    
              แต่สำหรับคนพื้นที่ “ปาดังเบซาร์” คือเมืองเล็กๆ ชายแดนที่มีความเป็นอยู่ที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะที่สะท้อนความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและเป็น 1 ใน 4 เมือง (จ.เชียงราย,ตาก, สระแก้ว, สงขลา) ที่รัฐบาลประกาศให้เป็นเมืองหน้าด่านวัฒนธรรมอาเซียนเมื่อปี 2557 เพื่อรองรับประชาคมอาเซียนในปลายปี 2558
    
              “ผมว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อภาพของเมืองหน้าด่านวัฒนธรรมอาเซียน เชื่อว่าคนที่บริโภคข้อมูลข่าวสารน่าจะแยกแยะได้ว่าคนที่กระทำดังกล่าวเป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ไปเกี่ยวข้อง ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่เขาไม่ได้รับรู้หรือเกี่ยวข้องอะไรด้วย” บุญชวน บัวสว่าง วัฒนธรรมจังหวัดสงขลาให้ความเห็นกับปรากฏการณ์ประทับตราเมืองปาดังเบซาร์
    
              แต่ในปีนี้จะมีโครงการที่จะดำเนินการคือ โครงการก่อสร้างซุ้มประตูเมือง ซึ่งขณะนี้เทศบาลเมืองปาดังเบซาร์และทางอำเภอกำลังพิจารณาในเรื่องของงบประมาณก่อสร้าง และสถานที่ที่เหมาะสมในการก่อสร้าง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ
    
              “เป็นซุ้มคล้ายๆ กับประเทศมาเลเซีย เวลาเราเดินทางเข้าไปจะมีซุ้มประตูเมือง ที่เป็นสถาปัตยกรรมของเขาตั้งเด่นตระหง่าน เราก็เลยอยากจะทำเพื่อให้นักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นไทย หรือมาเลเซีย สิงคโปร์ จะเดินทางผ่านเข้ามาหรือเห็นซุ้มประตูเมือง”
    
              สำหรับการคัดเลือกเมืองหน้าด่านวัฒนธรรมอาเซียนเดิมจะเลือกด่านศุลกากรสะเดา เนื่องจากเป็นด่านที่มีการเข้าออกมากที่สุด ตรงบริเวณด่านจังโหลน ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่มีความคึกคัก แต่หลังจากได้หารือกับด่านศุลกากรสะเดาก็สรุปว่าความเหมาะสมน่าจะเลือกปาดังเบซาร์เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะที่สะท้อนความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมในพื้นที่ชัดเจนกว่า ต่างกับด่านจังโหลนที่แม้จะเป็นเมืองการค้าและบริการมากกว่า แต่เป้าหมายของเมืองหน้าด่านวัฒนธรรมอาเซียนก็คือต้องการแสดงออกถึงอัตลักษณในพื้นที่
    
              บุญชวน บอกว่า เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา ได้ประชาสัมพันธ์เรื่องเมืองหน้าด่าน และโครงการต่างๆ ที่จะลงไปในพื้นที่ตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณของกระทรวงวัฒนธรรม นำร่องสำหรับเมืองชายแดน
    
              โครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้ “ปาดังเบซาร์” มีความพร้อมเป็นเมืองหน้าด่านวัฒนธรรมอาเซียน ประกอบด้วย 1.โครงการฝึกอบรมสถานประกอบการ ในเรื่องมารยาทการต้อนรับนักท่องเที่ยว 2.มอบให้ทางโรงเรียนในพื้นที่จัดการเรียนการสอนและอบรมทางด้านภาษา ทั้งภาษามลายู อังกฤษ และ 3. แนะนำแหล่งท่องเที่ยวใน ต.ปาดังเบซาร์ เช่น วัดเขารูปช้าง ซึ่งนักท่องเที่ยวมาเลเซีย สิงคโปร์ นิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องมีป้ายสำหรับบอกเส้นทาง และส่วนต่างๆภายในวัด เช่น ทางเข้าห้องน้ำที่เป็นภาษาสำหรับต้อนรับอาเซียน การจัดอบรมรถรับจ้างเรื่องภาษาการให้บริการ โดยกระทรวงวัฒนธรรมได้จัดสรรงบประมาณในโครงการปี 2557 ให้แก่ศาสนสถาน เช่น วัด มัสยิด ศาลเจ้าแม่กวนอิม แห่งละประมาณ 1-2 แสนบาท แต่ในปีนี้ มีโครงการที่จะดำเนินการคือ ก่อสร้างซุ้มประตูเมือง ซึ่งขณะนี้เทศบาลเมืองปาดังเบซาร์และทางอำเภอกำลังพิจารณาในเรื่องของงบประมาณ และสถานที่
    
              ขณะที่ กฤษฎา ทองธรรมชาติ นายด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ ได้นำเสนอภาพโครงการใหญ่ที่เขาเชื่อว่าน่าจะเป็นประตูสู่การท่องเที่ยว ซึ่งมีความสำคัญเกินกว่าใครจะแลเห็นว่า ข่าวขบวนการค้ามนุษย์ จะมีผลต่อภาพลักษณ์เมืองปาดังเบซาร์
    
              กฤษฎา บอกว่า ในเดือนกรกฎาคมนี้ ประเทศมาเลเซียจะทดสอบระบบรถไฟทางคู่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าซึ่งมาจ่อที่สถานีปาดังเบซาร์แล้ว ซึ่งจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ เมื่อมาเลเซียเปิดให้บริการจะทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวสะดวกมากขึ้น เพราะใช้เวลาจากปาดังเบซาร์ไปปีนังไม่เกิน 2 ชั่วโมง และเดินทางไปถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ภายใน 4 ชั่วโมงเพราะทำความเร็วได้สูงถึง 140-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    
              ในขณะที่การพัฒนาด่านปาดังเบซาร์ อยู่ระหว่างการรื้อและเริ่มลงมือก่อสร้างอาคารผู้โดยสารขาเข้า-ขาออก คลังสินค้า ตรวจปล่อยสินค้า โดยจะใช้งบประมาณ 50 ล้านบาท และก่อสร้างโรงตรวจปล่อยสินค้าและโรงพักสินค้า รวมถึงลานตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งจะทั้งหมดจะใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท เชื่อว่าจะทำให้เมืองปาดังเบซาร์มีความคึกคักทั้งด้านการค้าชายแดน และการท่องเที่ยว
    
              นอกจากนี้ ล่าสุดสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มีโครงการศึกษาและออกแบบระบบรถไฟทางคู่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 48 กิโลเมตร เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ เชื่อมต่อกับระบบรถไฟทางคู่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอิโปห์-ปาดังเบซาร์ ของมาเลเซีย ระยะทาง 329 กิโลเมตร โดยขบวนรถไฟทางคู่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์สามารถรองรับขนส่งสินค้า 1.5 ล้านตัน/ปี และรองรับผู้โดยสาร 3.5 ล้านคน/ปี
    
              นี่คือมุมดีๆ สำหรับ “ปาดังเบซาร์” ที่ผู้นำท้องถิ่นต้องการสื่อสารให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่า ปาดังเบซาร์ เป็นเมืองหน้าด่านที่มีสำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทย และรัฐบาลกำลังทุ่มงบประมาณพัฒนาโครงการต่างๆ หลายโครงการ เพื่อให้เขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ เป็นหน้าตา เป็นประตูบ้านของประเทศไทยในเวทีอาเซียน