ข่าว

‘ยิ่งลักษณ์’ยังไม่ตอบรับให้ข้อมูลเยียวยาม็อบ

‘ยิ่งลักษณ์’ยังไม่ตอบรับให้ข้อมูลเยียวยาม็อบ

05 มิ.ย. 2558

‘ยิ่งลักษณ์’ยังไม่ตอบรับให้ข้อมูลเยียวยาม็อบ กมธ.ร่างรธน.เห็นต่างข้อเสนอเลื่อนเลือกตั้ง ขณะที่ ‘บุญยอด’ลั่นสปช.สื่อฯต้องรักษาสิทธิดันสื่อฯเข้าฟังคำแปรญัตติร่างร

            5มิ.ย.2558 นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงการแจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี รวม 34 ราย กรณีดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2548-2553 ว่า เมื่อ ป.ป.ช. มีมติแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว ได้ส่งหนังสือถึงผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาทุกราย เพื่อให้ทยอยมารับทราบข้อกล่าวหา ตั้งแต่วันที่ 9-30 มิ.ย.นี้ โดยแจ้งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาในวันที่ 9 มิ.ย.

            อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ได้ตอบรับว่าจะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาเอง หรือมอบหมายทนายความ ซึ่งสามารถทำได้ หรือจะส่งเป็นเอกสารลายลักษณ์อักษรเพื่อมารับทราบข้อกล่าวหาก็ได้ เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายว่า ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องรับทราบและส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน

            ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้นำนโยบายเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมฯ ปี 2556-2557 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเทียบเคียงในการพิจารณาหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะในคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับพวก มีการไต่สวนในประเด็นการอนุมัติเงินเยียวยาโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ส่วนนโยบายของรัฐบาลนี้ต้องดูว่ามีกฎหมายรองรับในการเยียวยาอย่างไร ทำได้หรือไม่ เพียงแต่ ป.ป.ช. ได้ให้ข้อเสนอแนะไปว่า เคยมีปัญหา ดังนั้นต้องดูในข้อกฎหมายให้ดีด้วย ส่วนการไต่สวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ป.ป.ช. ก็ดำเนินการไปตามขั้นตอน

            ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรองนายกฯ ระบุว่า เป็นการเยียวยาทางจิตใจนั้น นายปานเทพ กล่าวว่า หากพูดเช่นนี้จริง นายยงยุทธ ก็ต้องมาแก้ข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. เพราะป.ป.ช. จะพิจารณาข้อมูลทั้งหมดไปตามข้อเท็จจริงและดูกฎหมาย เชื่อว่าคงใช้เวลาอีกไม่นาน เพราะมีข้อกฎหมาย มีระเบียบให้พิจารณาอยู่แล้ว

            ส่วนกรณีมีการจ่ายเงินเยียวยาไปแล้ว แต่ขณะนี้เรื่องอยู่ในการไต่สวนของ ป.ป.ช. นั้น นายปานเทพ กล่าวว่า เรื่องยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ตนตอบไม่ถูกเหมือนกัน ก็ต้องไต่สวนลงลึกไปเรื่อย ๆ ให้ดูที่เหตุ

            ต่อข้อถามที่ว่าสามารถเรียกคืนเงินจากคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ หรือจะเรียกคืนจากประชาชน นายปานเทพ กล่าวว่า ไม่น่าจะใช่อย่างนั้น


กมธ.ร่างรธน.เห็นต่างข้อเสนอเลื่อนเลือกตั้ง

            นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอให้ทำประชามติสอบถามประชาชนต่อประเด็นการปฏิรูปให้แล้วเสร็จก่อนจะจัดการเลือกตั้งว่า ประเด็นดังกล่าวที่ประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้นำมาพิจารณาหรือหารือยอมรับว่าในวาระให้ตัวแทนกลุ่มสปช. ที่เสนอคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มีบางกลุ่มที่เสนอให้แก้ไขบทเฉพาะกาล เพื่อให้จัดทำประชามติในประเด็นดังกล่าวด้วย ซึ่งความเห็นส่วนตัวมองว่าเป็นข้อเสนอที่แปลกและไม่ควรจะนำมาเกี่ยวข้องกันในประเด็นการทำประชามติเรื่องปฏิรูปให้เสร็จ กับการเลื่อนการเลือกตั้งตามโรดแม็พออกไป หากจะดำเนินการได้ควรทำให้มีความชัดเจน ทั้งกลไกการปฏิรูปหรือประเด็นอื่น ๆ

            นายคำนูณ กล่าวในประเด็นข้อเสนอว่าด้วยการปฏิรูปให้แล้วเสร็จก่อนเลือกตั้งและพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีท่าทีไม่ขัดข้อง ว่า ขณะนี้ต้องจับตาดูว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เพื่อดำเนินการอย่างไรกับเรื่องดังกล่าว เพราะประเด็นที่เกิดขึ้นนั้นมีผลกระทบต่อโรดแม็พของคสช. ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าขณะนี้มีความกังวลในหลายประเด็น เช่น หลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้แล้วความขัดแย้งในบ้านเมืองจะกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่หรือการเดินหน้าปฏิรูปไม่ง่ายหากมีพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะต้องมุ่งทำงานตามนโยบายแม้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญพยายามกำหนดกลไกและเนื้อหาแต่ยังพบจุดอ่อนที่สังคมวิจารณ์จำนวนมาก

            “ข้อเสนอให้ปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง ต้องรอการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว ) พ.ศ.2557 ด้วยว่าจะมีกลไกอย่างไร หากมีผลเปลี่ยนแปลงโรดแม็พก็ต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ดังนั้นหากแก้ไขเฉย ๆ อาจเป็นปัญหาได้ อาทิ คสช. ถูกมองว่าไม่รักษาสัญญา ดังนั้นหากให้มีกระบวนการประชามติอาจเป็นเหตุที่น่าจะทำได้ เพราะมาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง อีกทั้งผลประชามติที่รองรับอาจเป็นส่วนที่ผ่อนคลายสถานการณ์ของต่างประเทศที่จับตาการเมืองไทยอยู่” นายคำนูณ กล่าว

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่นายไพบูลย์นำเสนอประเด็นชะลอการเลือกตั้งตามโรดแม็พเพื่อทำการปฏิรูปให้แล้วเสร็จก่อน ทางกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ร่วมพูดคุยถึงประเด็นดังกล่าวระหว่างรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกัน และเห็นคัดค้านกับกรณีที่นายไพบูลย์ ได้ใช้สิทธิของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไปนำเสนอประเด็นดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะสังคมอาจเกิดความไม่ไว้วางใจในการทำงาน ทั้งนี้ข้อเสนอของนายไพบูลย์ ยังไม่เคยผ่านที่ประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญ ถือเป็นข้อเสนอโดยพลการ อีกทั้งเสียงของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญกลุ่มใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว แต่หากจะมีผู้เสนอรายละเอียดเพื่อกำหนดเป็นกลไกไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอาจจะเป็นส่วนที่สร้างปัญหาให้กับการทำงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้

 

รองปธ.สปช.ขอเวลาดูผลงานปฏิรูปยังไม่ตัดสินใจยืดเวลา
 
               น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คนที่สอง กล่าวว่า ประเด็นการปฏิรูป ที่สปช. ได้กำหนดไว้ทั้งสิ้น 32 ประเด็น และ 7 วาระพัฒนาเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน ขณะนี้สปช. อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งประเด็นปฏิรูปและวาระพัฒนาที่ได้กำหนดร่วมกันไว้นั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำเสนอให้สปช.พิจารณาในรอบแรก และเมื่อผ่านรอบแรกแล้ว คณะกรรมาธิการปฏิรูปที่รับผิดชอบจะนำความเห็นและข้อเสนอไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งให้สปช.พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งบางประเด็นนั้นเกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายที่ต้องใช้เวลา ดังนั้นขอเวลาอีกสักนิดให้สปช. ได้ทำงาน ทั้งนี้ตนตอบไม่ได้ว่าการปฏิรูปที่กำหนดจะแล้วเสร็จตามกรอบเวลา โดยไม่จำเป็นต้องยืดเวลาทำงานออกไปอีก 2 ปีหรือไม่ เพราะขณะนี้การดำเนินงานทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนปฏิบัติการ
 
               “เข้าใจว่าข้อเสนอของสปช.นั้นเป็นเป็นเพียงความเห็นของบางคนเท่าที่ส่งเสียงดังให้รับรู้กันเท่านั้น ยังไม่มีการพูดกันอย่างเป็นกิจลักษณะหรือมีการตกผลึกร่วมกันซึ่งการทำงานปฏิรูปด้านต่าง ๆ สมาชิกสปช.ได้ทำงานกันหนักมากทำงานเช้าจรดค่ำและประเด็นต่าง ๆ ได้ทยอยออกมาแล้ว ส่วนใหญ่การปฏิรูปที่สปช.ดำเนินการต้องใช้เวลา 3- 5 ปี ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ดีดนิ้วเพียงครั้งเดียวก็แก้ปัญหาได้ อีกทั้ง สปช. ไม่ใช่รัฐบาลที่สามารถสั่งการภายใต้มติคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาที่ทำได้โดยทันที ดังนั้นขอให้รอคอยอีกสักนิด” น.ส.ทัศนา กล่าว
 
               ขณะที่นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ สปช. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทย สปช. ยืนยันว่าประเด็นปฏิรูปและวาระพัฒนาที่ได้กำหนดไปแล้วนั้นเป็นสิ่งที่หวังผลต่อการปฏิรูปในอนาคตได้ ซึ่งขณะนี้ประเด็นและวาระการทำงานได้ทยอยออกมาและมีบางประเด็นที่เสนอให้ครม และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาแล้ว ทั้งนี้เข้าใจว่าประเด็นการเร่งปฏิรูปนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ต้องการให้มีงานออกมาเร็ว ๆ แต่งานปฏิรูปนั้นต้องเข้าใจว่าเป็นงานในระยะกลางและระยะยาว


‘เสรี’หนุนปฏิรูปก่อนเลือกตั้งชี้แม้มีรธน.ถาวรบ้านเมืองยังไม่สงบ
       
               นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้สัมภาษณ์สนับสนุนข้อเสนอของ สปช. ต่อประเด็นการทำประชามติเพื่อถามประชาชนว่าจะให้ปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 2 ปี ก่อนประกาศจัดการเลือกตั้ง ว่า เป็นข้อเสนอที่ดีเพราะพิจารณาจากประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา ตั้งแต่การยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ พ.ศ.2550 ที่ขณะนั้นสังคมคาดหวังว่าเมื่อมีรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วบ้านเมืองจะสงบ แต่ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น ดังนั้นข้อเสนอที่ให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งจึงเป็นผลจากการวิเคราะห์สถานการณ์ไม่ใช่การคิดเพื่อต้องการสืบทอดอำนาจของเครือข่ายแม่น้ำ 5 สายออกไปอีก ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวตนเคยพูดไว้ต่อสาธารณะก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน ขณะที่การขยายเวลาเพื่อทำปฏิรูปให้แล้วเสร็จนั้น หากพิจารณาตามโรดแม็พที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางไว้ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ไม่สามารถทำได้ เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านต้องจัดการเลือกตั้งทันที แต่หากมีการแก้ไขเพื่อเปิดโอกาสให้มีประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้ว และหากเห็นความจำเป็นของการปฏิรูปให้แล้วเสร็จก่อนประกาศเลือกตั้งควรทำไปในคราวเดียว
       
               ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในกรณีที่ตัวแทน สปช. อาจใช้เวทีของสปช.เพื่อขับเคลื่อนขอความเห็นประชาชนและลงรายมือชื่อเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกฯ นั้น สมาชิก สปช. ส่วนหนึ่งมองว่าไม่เหมาะสมที่สปช. จะเป็นผู้ออกมาริเริ่มหรือขับเคลื่อน เนื่องจากถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับประเด็นดังกล่าว แต่หากจะมีการริเริ่มต่อการเรียกร้องของประชาชนควรให้หน่วยงานอื่นเป็นผู้ดำเนินการจะเหมาะสมกว่า

 

‘สมชัย’เผยให้ความเห็นปรับปรุงร่างรธน.

             นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ฐานะผู้นำกลุ่มสปช.กลุ่มเศรษฐกิจ การคลัง ที่ยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าชี้แจงรายละเอียดประกอบคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าภาพรวมทางกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้เกียรติกับทางสปช.ที่เข้าชี้แจงมาก โดยการพูดคุยนั้นเป็นส่วนที่เข้าไปเติมเต็มข้อผิดพลาดในบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญที่เชื่อว่ากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ทันได้นึกถึง ในประเด็นที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ และการคลัง อาทิ มาตรา201ว่าด้วยการทำพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี ซึ่งเปลี่ยนชื่อจากเดิมที่ใช้คำว่า พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่โดยในความสำคัญของการปรับชื่อเรียกใหม่เพื่อให้มีการกำหนดการประมาณการรายรับของประเทศไว้เป็นอีกมาตราในพระราชบัญญัติงบประมาณ ซึ่งตนให้ความเห็นไปว่า หากกำหนดให้มีการกำหนดมาตราว่าด้วยการรับ อาจทำให้เป็นข้อจำกัด ในการดำเนินการหารายได้เข้าประเทศได้ เช่น เมื่อรายรับประเทศไม่เป็นไปตามเป้า ต้องเร่งเก็บภาษีซึ่งเกิดผลกระทบกับประชาชนหรือภาคส่วนต่างๆ ได้ หรือหากได้รายรับตามเป้าแล้วจะไม่สามารถหยุดการหารายรับได้

             นายสมชัย กล่าวด้วยว่ากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญยังได้ขอความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยตนได้ให้หลักการเพิ่มเติมของการกำหนดบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ในการบริหารเศรษฐกิจ ต้องมีกลไกสำคัญ คือ การลดการจัดการโดยภาครัฐลง หากรัฐบาลจะผูกขาดการดำเนินการเรื่องใดๆ ต้องกำหนดให้มีการตรวจสอบ หรือกำกับดูแลด้วย ขณะที่การปฏิรูประบบราชการ ต้องทำให้ชัดเจน ว่าหน่วยงานใดมีหน้าที่กำกับดูแล มีหน้าที่ให้บริการ มีหน้าที่เป็นฝ่ายปฏิบัติการ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินงาน ส่วนการดำเนินงานของรัฐที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับภาคเอกชนต้องกำหนดให้อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน โดยข้อเสนอทั้งหมดกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้การตอบรับเป็นอย่างดี แต่จะนำไปปรับบทบัญญัติหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ


‘บุญยอด’ลั่นสปช.สื่อฯต้องรักษาสิทธิดันสื่อฯเข้าฟังคำแปรญัตติร่างรธน.

            ขณะที่นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)อาทิ นายจุมพล รอดคำดี ประธานกมธ.ปฏิรูปฯ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กมธ.ปฏิรูปฯ และคณะออกมาแสดงความเห็นกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟังการขอแปรญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะและเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากจะเป็นร่างสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อส่งสปช.แล้วจะไม่สามารถแก้ไขได้อีก นอกจากต้องลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบทั้งฉบับเท่านั้น

            นายบุญยอด กล่าวว่า สปช.ด้านสื่อมวลชนควรออกมาเรียกร้องให้สื่อมวลชน เข้าถึงข้อมูลเพื่อนำมาเผยแพร่ต่อประชาชน เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุดซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของประเทศ โดยตามข้อบังคับการประชุมข้อ 13 ระบุว่า การประชุมย่อมเปิดเผยแม้ว่าในข้อ 91 จะบัญญัติไว้ว่าการประชุมกมธ.ต้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้ได้รับอนุญาตเข้าฟัง เป็นเจตนารมณ์ที่ต้องการเปิดให้เข้าฟังได้ ไม่ใช่ตีความเป็นโทษตามใจกมธ.ยกร่างฯว่าจะให้หรือไม่ให้ใครเข้าฟังก็ได้ แล้วแต่กมธ.ยกร่างฯแต่ต้องตีความเป็นคุณคือเปิดกว้างให้สื่อมวลชนได้ติดตาม พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่ทำให้กมธ.ยกร่างฯ ออกกฎไม่ให้สื่อมวลชนเข้าฟังอาจเป็นเพราะอยู่ในขั้นตอนสำคัญคือคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเข้าชี้แจงและกมธ.ปฏิรูปการเมือง และคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มีประเด็นร้อนหลายเรื่องทำให้กมธ.ยกร่างฯ กลัวสื่อมวลชนเห็นบรรยากาศที่ไม่อยากให้เห็นหรือไม่