ข่าว

กกต.เชือด 13 ปชป.ลบครหา"อุ้มรัฐบาล"

กกต.เชือด 13 ปชป.ลบครหา"อุ้มรัฐบาล"

17 ก.ค. 2552

ลุ้นระทึกกันทั้งสภาล่าง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้วางบรรทัดฐานเมื่อครั้งตัดสิน 16 ส.ว. ว่า สมาชิกสภาไม่สามารถถือครองหุ้นที่เป็นสัมปทานรัฐ หรือหุ้นที่ดำเนินกิจการสื่อได้

เนื่องจากงานนี้มี ส.ส.ที่ถือครองหุ้นเช่นว่า อยู่หลายสิบคน และกระจายไปตามพรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแกนนำรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล หรือพรรคฝ่ายค้าน

 วันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นคิวของ 28 ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์ และในที่สุดก็มีผู้ที่รอดไม่พ้นคมดาบของ กกต. จำนวน 13 ราย

 กกต.ได้ใช้ความพยายามในการเทียบเคียงกับบรรทัดฐานเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของลักษณะบริษัท ว่าบริษัทใดบ้างที่เข้าข่าย

 แต่ที่น่าสนใจคือคำวินิจฉัยของ กกต.ในครั้งนี้ ระบุว่า "เนื่องจาก กกต.ได้เคยให้ที่ปรึกษากฎหมายพิจารณาในกรณีเช่นนี้แล้ว และเคยมีมติเมื่อครั้งการพิจารณาคุณสมบัติ ส.ว.ก่อนหน้านี้ จึงได้พิจารณาไปในแนวทางเดียวกัน"

 เหตุผลเช่นนี้ ฟังแล้วคล้ายกลับ กกต.อาจจำยอมต้องตัดสิน ตามที่ตัวเองเคยตัดสินเอาไว้เพราะหากในวันนี้ กกต.เห็นแย้ง ก็จะสุ่มเสี่ยงต่อข้อหาเลือกปฏิบัติ และหากฝืน ก็รังแต่จะเป็นการพาตัวเองเข้าไปสู่มุมอับว่าเลือกปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

 อย่างไรก็ตามหาก ดูเบื้องลึกเบื้องหลังแล้ว จะพบว่าการตัดสินครั้งนี้ กกต.มีความยากลำบาก กว่าเมื่อครั้งตัดสิน ส.ว.มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องข้อกฎหมาย

 ซึ่งในครั้งแรกนั้น มีเพียงความเห็นที่ต่างระหว่างคณะกรรมการไต่สวนชุด ส.ว.และความเห็นของที่ปรึกษากฎหมาย แต่ครั้งนั้นความเห็นในคณะกรรมการไต่สวนเองก็มีเสียงที่ก้ำกึ่งกัน จึงเป็นเรื่องไม่แปลกที่ กกต.จะเลือกรับฟังที่ปรึกษา ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางกฎหมายมากกว่า

 แต่ในครั้งนี้น้ำหนักของคณะกรรมการไต่สวนที่เห็นแย้งว่าควรยกคำร้องในส่วนของผู้ที่ถือครองหุ้นมาตั้งแต่ก่อนนั้นดูเหมือนจะมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นความเห็นเอกฉันท์ของคณะกรรมการไต่สวนทั้งสองชุด ไม่ว่าจะเป็นชุดของ 44 ส.ส. พรรคฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาล และ ชุดของ 28 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

 ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเห็นของคนนอกเข้ามาร่วมสนับสนุนความคิดเช่นว่า เพราะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่รัฐธรรมนูญจะห้ามคงหุ้นที่มีมาตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง เพราะหากมีความต้องการดังนั้นก็ต้องระบุให้ชัดเจนกว่านี้

 นอกจากนี้การตีความเช่นนี้ยังอาจจะหมายถึงว่า เส้นแบ่งระหว่างความผิดและความถูกเกิดขึ้นในทันทีเมื่อผลเลือกตั้งปรากฏ โดยที่ไม่เปิดโอกาสให้สละหุ้นด้วยซ้ำไป

 นั่นหมายถึงหาก กกต.ยังยืนตามความเห็นเดิม ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกโจมตีถึงดุลพินิจ แต่หากไม่ยืนตามก็จะโดนข้อหาสองมาตรฐาน

 และที่สำคัญคือ การตัดสินในครั้งนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับฝ่ายการเมือง จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้ก็เคยตัดสินกรณีของ ส.ว.ไปแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า ส.ว.นั้นเป็นเพียงการเมืองสนามย่อยเท่านั้น แต่การเมืองของจริงจะอยู่ที่ ส.ส.ต่างหาก

 ความกดดันดังนี้จึงเป็นที่มาของการกระทำทุกวิถีทางเพื่อความรอบคอบโดยคำนึงถึงทั้งบรรทัดฐานที่ตัวเองเคยขีดเส้นเอาไว้ และการสอบข้อมูลอย่างละเอียดไม่ให้ผิดเพี้ยนแม้แต่จุดเดียว รวมไปถึงการสอบไปถึงการถือครองหุ้นของภรรยาและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิภาวะ เพราะหากพลาดไม่กระทำในส่วนใดส่วนหนึ่งก็อาจถูกหอกการเมืองจากสองฝั่งทิ่มแทง และอาจจะถูกตั้งข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่รู้ตัว

 การตัดสินครั้งนี้ทำให้เห็นได้ว่าในสัปดาห์หน้า ที่ กกต.นัดลงมติในส่วนของ 44 ส.ส.พรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลนั้นก็ต้องออกมาในแนวทางเดียวกัน

 โดยหลังจากนี้ กกต.ต้องส่งเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาว่าจะมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกับ กกต.หรือไม่

 หากศาลไม่เห็นด้วย แม้ กกต.จะถูกต่อว่าเรื่องดุลพินิจอยู่บ้าง เพราะย่อมจะมีผู้กล่าวหาว่ามีผู้ท้วงติงแต่ กกต.กลับไม่นำพาและยืนตามความเห็นตัวเอง แต่สุดท้ายเรื่องก็จะจบลงตามกระบวนการ

 แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นตาม กกต.หมายความว่า จะมี ส.ส.เป็นจำนวนมากที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง และเมื่อนั้น เรื่องราวจะค่อยๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา

 เมื่อถึงขั้นนั้นจริงก็จำเป็นจะมีการเลือกตั้งขึ้นมาในหลายสิบเขตเลือกตั้ง และเป็นการประลองกำลังเบื้องต้นระหว่างสองขั้วการเมืองที่กำลังขัดแย้งกันอย่างหนัก

 หากเป็นเพียงการประลองกำลัง ธรรมดาวัดเสียง หรือเป็นเพียงการซ้อมใหญ่ ก่อนการเลือกตั้งก็คงเป็นเรื่องที่ดีไป

 แต่หากเป็นการประลองกำลังในสภาวะความขัดแย้ง นักการเมืองไม่สามารถลงพื้นที่หาเสียงได้ ไม่ว่าฝั่งใด เมื่อนั้นแหละจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาความขัดแย้งในบ้านเมืองให้หนักกว่าที่เป็นอยู่อีกหลายเท่า

อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ