ข่าว

ความมั่นคงทางอาหาร

ความมั่นคงทางอาหาร

17 ก.ค. 2552

การประชุมสุดยอดชาติที่ร่ำรวยที่สุดของโลก หรือ จี 8 ที่เมืองลากิลา ประเทศอิตาลี ที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงเมื่อสัปดาห์ก่อน มีการเปลี่ยนแปลงประเด็นหลักจากสภาวะโลกร้อนและวิกฤติการณ์ทางการเงิน ไปเป็นการให้ความสำคัญแก่การหาทางช่วยเหลือด้านความมั่นคงทางอาหารแก่ประเทศ

 ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ราคาอาหารซึ่งมีราคาสูงขึ้น ประธานาธิบดีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี แห่งอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพจัดการประชุม จี 8 ครั้งนี้คาดว่าโครงการความช่วยเหลือดังกล่าวของ จี 8 จะมีมูลค่ากว่าหมื่นล้านดอลลาร์

 ทั้งนี้ พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ประธานาธิบดีลีเบีย ในฐานะประธานสหภาพแอฟริกา และผู้นำประเทศในแอฟริกา เช่น แอลจีเรีย แองโกลา ไนจีเรีย และเซเนกัล รวมทั้งประธานกลุ่มประเทศหุ้นส่วนใหม่เพื่อการพัฒนาแอฟริกา (เนแพต) ได้เข้าร่วมในการหารือกับ จี 8 ด้วย

 การที่อาหารมีราคาสูงขึ้นอย่างมากเมื่อปีที่แล้ว ส่งผลกระทบต่อชาติที่ยากจนอย่างหนักโดยเฉพาะประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) คาดว่าในปีนี้ยอดผู้ประสบความอดอยากหิวโหยในโลกจะมีตัวเลขสูงขึ้นไปถึง 1 พันล้านคน ซึ่งทำให้ชาติที่ร่ำรวยต้องหันมาให้ความสนใจต่อปัญหานี้ และหาทุนเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเกษตรกรรมเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่ประเทศที่ยากจน

 สาเหตุที่ทำให้อาหารมีราคาสูงขึ้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน แต่ที่สำคัญประการหนึ่งได้แก่การที่พื้นที่ที่ใช้ในการเพาะปลูกของภาคเกษตรกรรมได้ลดลงไปจากเดิมเป็นจำนวนมากเนื่องจากการขยายตัวของเมืองและภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีความต้องการพื้นที่เหล่านั้นเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและโรงงาน อีกประการหนึ่งคือสภาพของการเพาะปลูกส่วนใหญ่ที่ยังต้องพึ่งพาและฝากอนาคตไว้กับธรรมชาติ

 นอกจากนี้การเติบโตของจำนวนประชากรโลกซึ่งสวนทางกับจำนวนเกษตรกร รวมทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมากในช่วงทศวรรษหลังของจีนและอินเดีย ซึ่งมีจำนวนประชากรรวมกันเกือบครึ่งโลก เหล่านี้ล้วนส่งผลให้ความต้องการในด้านบริโภคของสองประเทศนี้สูงขึ้นตามไปด้วย

 นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาหลายปีก่อให้เกิดผลกระทบด้านการผลิต และการขนส่งของสินค้าเกษตรกรรม รวมถึงแนวคิดเรื่องการแสวงหาพลังงานทดแทนจากพืช ทำให้ต้องมีการลดพื้นที่การเพาะปลูกพืชที่เป็นอาหารลงและหันมาปลูกพืชเพื่อเป็นพลังงานแทนมากขึ้น ร่วมกับการดูแลแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการผลผลิต และรายได้ของเกษตรกรที่เวลานี้ส่วนใหญ่ถึงอย่างไรก็ยังคงหนีไม่พ้นการตกอยู่ในมือของพ่อค้าคนกลางและผู้ส่งออก

 โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติได้ให้คำจำกัดความของความมั่นคงทางอาหารไว้ว่า หมายถึงการมีปริมาณอาหารสำหรับบริโภคภายในครอบครัวและชุมชนอย่างพอเพียง ปลอดภัย และมีคุณภาพ ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงระบบการจัดการผลผลิตที่ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตอย่างยั่งยืน อาทิ การปฏิรูปที่ดิน การจัดการแหล่งน้ำ และปัจจัยการผลิตต่างๆ การกระจายผลผลิตและผลประโยชน์ที่เป็นธรรมต่อเกษตรกร ชุมชน และประเทศชาติ ขณะที่มีบางกลุ่มเสนอแนะแนวทางเกษตรกรรมแบบยั่งยืน ซึ่งให้ความสำคัญกับความสมดุลทางธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มากกว่าผลประโยชน์ด้านการตลาด

 แม้ว่าความช่วยเหลือของ จี 8 จะมุ่งเน้นไปที่ประเทศที่ยากจนในแอฟริกา แต่ประเทศไทยของเราก็ยังอยู่ในวังวนของปัญหาความมั่นคงทางอาหารเช่นกัน ถึงแม้ว่าไทยจะเป็นประเทศที่มีพื้นฐานของการผลิตอาหาร แต่ปัญหาพลังงานก็ทำให้เกิดแนวคิดด้านการเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันอีก 12 ล้านไร่ และลดพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 55-60 ล้านไร่ ลงเหลือเพียง 25 ล้านไร่
 ถ้าเป็นเช่นนี้จริง ปัญหาที่จะตามมาก็คือการก่อให้เกิดการว่างงานของแรงงานในภาคเกษตร การใช้สารเคมีเพื่อเร่งผลผลิตให้สูงขึ้นเพื่อทดแทนพื้นที่ที่ลดลงไปและการใช้สารเคมีเพื่อช่วยในการกำจัดศัตรูพืชมากยิ่งขึ้น รวมถึงการนำเครื่องจักรเครื่องกลเข้ามาใช้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ทำให้เชื่อได้ว่าจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อการเกษตรกรรมแบบยั่งยืน และความมั่นคงทางอาหารของไทยในอนาคต