
ต้องพิสูจน์ความยุติธรรม
นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศอย่างชัดเจน ว่าจะไม่แทรกแซงในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะในกรณีข้อหาเป็นผู้ก่อการร้ายโดยอ้างว่าเป็นการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีอย่างมีอิสระเส
และยังอ้างว่าเป็นขบวนการประชาธิปไตย ดังนั้นการเมืองจึงไม่ควรเข้าไปแทรกแซง ซึ่งคำอ้างนี้จะเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่ ประชาชนทั่วไปย่อมให้นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสพิสูจน์และผลที่จะตามมาจะพิสูจน์เช่นเดียวกันว่าการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีนั้นจะนำไปสู่ความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมของทุกฝ่ายโดยเฉพาะผู้ถูกกล่าวหาในคดีร้ายแรง รวมทั้งการตัดสินใจของตำรวจในการยกกรณีนี้มากล่าวหา
ประเด็นการตั้งข้อกล่าวหาว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นการก่อการร้ายยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าเหมาะสม สมควร และถูกต้องกับสภาวะแวดล้อมความเป็นจริงหรือไม่ และนายตำรวจผู้สอบสวนได้พิเคราะห์องค์ประกอบของมาตราที่เกี่ยวข้องโดยถ้วนถี่หรือไม่ เพราะในข้อยกเว้นระบุว่าการชุมนุมโดยสงบสันติ ปราศจากอาวุธเพื่อเรียกร้องในเรื่องของประชาธิปไตยไม่เป็นการก่อการร้าย
ในขณะเดียวกันความต้องการดำรงเป็นผู้มีความเที่ยงธรรมไม่ต้องการแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรมและการสืบสวนของตำรวจจะมีผลเช่นเดียวกันหรือไม่ถ้าหากนำกรณีการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนายตำรวจผู้ควบคุมคดีได้แสดงออกให้เห็นว่ามีแรงกดดันจากกลุ่มคนมีสีและอิทธิพลมืดโดยกลุ่มดังกล่าวเชื่อว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง และกลุ่มการเมือง ทำให้การสอบสวนและสืบสวนเผชิญต่ออุปสรรคเป็นไปด้วยความยากลำบากจนประชาชนไม่มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมตัวการและผู้ลงมือกระทำทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้หรือไม่ เพราะผู้ถูกกล่าวหาว่าได้มีส่วนลอบสังหารเป็นนายตำรวจและนายทหารชั้นประทวน ซึ่งได้หลบหนีหมายจับและอาจเข้าไปหลบในที่พำนักของกลุ่มผู้มีอิทธิพล
ดังนั้นในกรณีนี้นายอภิสิทธิ์ จะสามารถดำเนินการเพื่อสนับสนุนและให้ความมั่นใจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินคดีโดยปราศจากการกดดันของอิทธิพลกลุ่มการเมืองหรือจะยังคงดำรงแนวทางด้วยการไม่แทรกแซงการสอบสวนของตำรวจ ซึ่งน่าจะนำไปสู่ความล้มเหลวในการแสวงหาความยุติธรรมในคดีที่สร้างความตื่นตระหนกต่อประชาชน เพราะเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นในใจกลางเมือง และภายใต้การประกาศภาวะฉุกเฉิน ดังนั้นการไม่แทรกแซงของนายกฯ ในสองคดีย่อมส่งผลต่างกันด้านหนึ่งก็คือก่อให้เกิดความอยุติธรรมและอีกด้านหนึ่งจะสร้างความล้มเหลวในกระบวนการยุติธรรม โดยที่เป็นผลของการไม่แทรกแซงหรือการขาดความกล้าหาญทางการเมือง เพื่อดำรงความยุติธรรมในแผ่นดิน



