ข่าว

บทเรียนราคาแพงจริงๆ

บทเรียนราคาแพงจริงๆ

17 ก.ค. 2552

หลังจากทำงานแบบเอื่อยๆ เรื่อยๆ จนบ้านเมืองถลำเข้าสู่วิกฤติไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ การติดเชื้อแพร่กระจายไปทั่ว จำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตเพิ่มไม่หยุด ในที่สุดรัฐบาลก็ตื่นจากภวังค์และความหวังที่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะหายไปเอง

 เห็นได้ชัดว่าการระบาดของไข้หวัดใหญ่รุนแรงกว่าไข้หวัดนก เพราะการป้องกันการระบาดตั้งแต่เริ่มแรกต่างกันมาก ยุคไข้หวัดนกมีความพยายามของหน่วยแพทย์ ระดมกลุ่มต่างๆ เพื่อสกัด รวมทั้งฆ่าสัตว์ปีกตายไปเยอะ ต้องทำบุญล้างประเทศ

 กรณีไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ ชาวบ้านถูกตะล่อมให้เชื่อว่าไม่อันตราย เป็นแล้วหายได้เอง กินยาลดไข้ปกติ ไม่ต้องหาแพทย์ กว่าจะรู้ตัวก็ค่อนข้างสาย เพราะค่าใช้จ่ายในการตรวจ รักษาไม่ธรรมดา ตั้งแต่ไม่กี่พันบาทจนถึงหมื่นกว่าบาท แล้วแต่โรงพยาบาล

 มาถึงขั้นนี้แล้วทำอะไรได้ นอกจากนักการเมืองออกมาเต้น ถ้าระวังตั้งแต่แรกเริ่ม ตั้งชุดเฉพาะกิจทำงานอย่างจริงจัง สถานการณ์ไม่น่าจะเลวร้ายมากอย่างนี้ รู้ทั้งรู้ว่านี่เป็นไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ นักการเมืองควรเปิดทางให้แพทย์ ผู้รู้จัดการรับมือ

 เอาเถอะ! พูดไปก็เหมือนซ้ำเติม ต้องดูซิว่าเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้แล้วจะแก้ไข แก้มืออย่างไร ไม่ต้องเสียเวลาแก้ตัว มุ่งแก้ปัญหาตัดตอนการติดเชื้อดีกว่า
 ผลกระทบรุนแรงต่อภาคเศรษฐกิจ เมื่อชาวบ้านไม่เดินห้างซื้อของ กินอาหารนอกบ้าน หรือใช้ชีวิตตามปกติได้ เท่ากับกลไกขับเคลื่อนในกระบวนการต่างๆ เฉื่อยหรือหยุดชะงัก เริ่มจากขายสินค้าไม่ได้ การผลิตลดลง การขนส่ง ทุกขั้นตอน เงินไม่สะพัด

 ถ้าโรงเรียนหยุด โรงงาน บริษัท ห้างร้านต่างๆ ปิดชั่วคราว เท่ากับการสูญเสียในกระบวนการผลิต รายได้ สร้างความเสียหายต่อสถานะการเงินซึ่งย่ำแย่อยู่แล้ว

 ภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว ถูกกระหน่ำ ทำให้ผู้ประกอบการแทบอยู่ไม่รอด!

 การกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควรตามแผน ยิ่งชาวบ้านแห่กันไปซื้อพันธบัตร เท่ากับว่าเงินจำนวน 5 หมื่นล้านบาทจะไม่สะพัดจากกระเป๋าเพื่อการจับจ่ายใช้สอย เว้นแต่ว่านี่เป็นเงินเย็นจริงๆ ส่วนเกินที่เหลือจากการใช้จ่ายตามปกติ

 คำปลอบใจจากนักการเมืองแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะนี่เป็นวิกฤติซ้ำซ้อน ทำให้สภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวยากกว่าเดิม ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่เป็นทั่วโลก แต่อย่างน้อยที่สุด ปัญหาไม่ได้หมักหมม หลากหลายมิติ จนรัฐบาลแทบอยู่แบบวันต่อวัน

 ความหวังจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้วยการจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจาในภูเก็ต ได้แปรเป็นความหวาดผวาม็อบเสื้อแดง ต้องใช้กฎหมายความมั่นคงเพื่อจัดการ แต่กระนั้นนักการเมืองยังบอกว่าวางใจไม่ได้

 คงจะจริง เมื่อเห็นความล้มเหลวไม่เป็นท่าของระบบรักษาความปลอดภัยในการประชุมที่พัทยา รายงานออกมาประจานความบ้อท่าขององค์กรต่างๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปเดาว่านั่นเป็นผลงานของใคร ต้องการวางยาใคร โดยเฉพาะกรณีม็อบบุกมหาดไทย

 ไม่เคยมียุคไหนที่คนสำคัญถูกรุมไล่ฆ่ากลางเมือง โดยไม่เห็นตำรวจปรากฏตัว!

 ต้องจัดการปัญหาเศรษฐกิจ ไข้หวัด การประชุมอาเซียนให้สำเร็จ จะหวังพึ่งแพนด้าน้อยช่วยกลบข่าวด้านลบ ให้ชาวบ้านลืมทุกข์ตลอดไปคงไม่ได้แล้ว นิ! อิอิอิ!!!