ข่าว

ไม่กลัวด่า!'บิ๊กตู่'พร้อมอยู่ปฏิรูป

ไม่กลัวด่า!'บิ๊กตู่'พร้อมอยู่ปฏิรูป

04 มิ.ย. 2558

เชียร์อยู่ต่อปฏิรูปให้สำเร็จ 'ประยุทธ์' พร้อม ชี้ต้องชอบธรรม-ช่วยปกป้อง 'ฝ่ายเห็นต่าง' ซัดสืบทอดอำนาจ ยิ่งด่ายิ่งมีแรง ไม่หวั่น ครม.สัญจร 'เชียงใหม่' ถูกต้าน

 
                      4 มิ.ย. 58  เมื่อเวลา 11.30 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ส่วนหนึ่ง ที่ให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง 2 ปี โดยมีการทำประชามติ ว่า ตนเห็นข่าวจากหนังสือพิมพ์ เรื่องนี้ใครมีสิทธิ์เสนอก็เสนอไป เพราะการแก้รัฐธรรมนูญ ตนฟังความคิดเห็นจากทุกคน เมื่อเสนอมาในรัฐธรรมนูญ ก็เป็นหน้าที่ตน และ ครม. ก็แก้ให้เขา ฉะนั้นมันต้องมีคนเริ่ม แต่ไม่ใช่ตน การแก้รัฐธรรมนูญถ้าเป็นรัฐบาลปกตินั้นทำได้ แต่รัฐบาลอย่างตน หากจะต้องทำการปฏิรูปหรือไม่ทำ ถือว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องตรงนั้น ตนจะไม่ใช้อำนาจ
 
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ นายกฯ เคยกังวลเรื่องการสานต่อการปฏิรูปของรัฐบาลใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนพูดคำว่า ส่งต่อ ไม่ได้หมายความว่ากลัวตรงนั้น แต่ต้องการให้คิดว่าตรงนั้นจะแก้อย่างไร แต่จะแก้อย่างไร เป็นเรื่องของเขา
 
                      เมื่อถามว่า ล่าสุดมีข้อเสนอให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเห็นด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ผมเฉยๆ ถ้าให้ผมอยู่ ผมก็ทำ อยู่ด้วยความชอบธรรมนะ ไม่ได้อยู่ด้วยอำนาจ ถ้าทุกคนอยากให้ผมอยู่ ผมก็อยู่ ผมก็ทำให้ แต่ต้องช่วยปกป้องผมจากภายนอกประเทศ รวมถึงภายในประเทศด้วย ที่กล่าวหาว่าผมอยากสืบทอดอำนาจ ซึ่งผมไม่ต้องการอำนาจ เพราะผมไม่ได้ผลประโยชน์ ผมต้องการทำประเทศชาติให้ดีขึ้น แต่จะทำอย่างไร ผมไม่รู้ มันเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ"
 
                      เมื่อถามว่า การที่จะให้ นายกฯ อยู่ต่อนั้น ประชาชนต้องทำอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การแสดงออกของประชาชนนั้นไม่ใช่ปกป้อง ประชาชนมีหน้าที่ คือ การออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เลือกรัฐบาลเข้ามา และความร่วมมือในการทำประชามติ เมื่อถามย้ำว่า ถ้าจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่อต้องทำอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ไม่รู้ ต้องไปถามฝ่ายกฎหมาย
 
                      เมื่อถามว่า ถ้าการปฏิรูปยังไม่สำเร็จตามที่วางไว้นั้น มีโอกาสที่จะยืดโรดแม็พออกไปให้สำเร็จหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พูดไปแล้ว และก็เพิ่งได้ยินข้อเสนอนี้และมีคนเขียนว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ต้องการให้อยู่ต่อ 2 ปี เพื่อปฏิรูป
 
                      "ผมถามว่า อูย ! ดีใจหรืออยากอยู่ ถ้าอยากอยู่ไปเข้าช่องทางมา แต่ข้อเสนอแนะนี้จะเป็นแนวทางที่ดีหรือไม่ ผมไม่รู้ ผมจะไปพิจารณาเองได้อย่างไร ดีหรือไม่ดี เพราะผมใช้อำนาจอยู่ในตอนนี้ แล้วจะให้บอกว่าอยู่ต่อแล้วจะดี ตรงนี้ผมพูดได้ไหม วันนี้ใครต้องการให้ผมปฏิรูป ประชาชนก็ต้องไปหาทางมา"
 
                      เมื่อถามว่า มันจะดีหรือไม่ที่อยู่ต่ออีก 2 ปี ในการปฏิรูปให้เสร็จ เพื่อไม่ให้สิ่งที่ทำมาเสียของ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนั้นตนไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ทำมาจะดีทั้งหมด สิ่งที่ตนทำถ้าคนยอมรับ และให้ความร่วมมือมันก็น่าจะดี แต่ถ้าไม่ร่วมมือยังขัดแย้งคัดค้านอยู่อย่างนี้ ทำอะไรก็ติดไปหมด สร้างอะไรก็ไม่ได้ มันก็อยู่ที่เดิม แต่อย่างน้อยก็ไม่แย่ไปกว่าเดิม แต่ถ้าต้องการพัฒนาสู่จุดมุ่งหมายที่ต้องการ โดยความร่วมมือ ไม่ขัดแย้งอะไรกันต่อไป มันถึงจะสำเร็จ การปฏิรูปหลายรัฐบาลต้องการทำมาอยู่แล้ว เพียงแต่เขาต้องการปฏิรูปภายใต้รัฐบาลของเขา ขอถามว่า ทำได้หรือไม่ ซึ่งการปฏิรูปคือการทำใหม่ เช่น กระบวนการผลิตด้านการเกษตรทั้งภาค องค์รวมทั้งหมด ใครจะอยากทำ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งจะทำหรือไม่ การจัดระเบียบสังคม ถนนหนทาง ความเป็นระเบียบเรียบร้อย คูคลองจะต้องขุดลอก เอาคนที่รุกล้ำพื้นที่ออก จะทำหรือไม่ แต่วันนี้รัฐบาลนี้ทำ และยอมรับในเสียงที่พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง ตนก็ยอม ซึ่งวันหน้าเขาจะเข้าใจตนเอง แต่ถ้าวันหน้าเป็นรัฐบาลเลือกตั้งเขาจะทำไหม จะยอมหรือไม่ และมันจะกลับมาแบบเดิม ตนห่วงตรงนี้ แต่ตนไม่สามารถจะเอาสิ่งเหล่านี้มาบอกให้ตนอยู่ต่อ คงพูดไม่ได้ เพียงแต่เตือนว่าต้องบังคับรัฐบาลใหม่ให้ได้ อย่างน้อยให้เขาทำอย่างที่ตนทำ
 
                      เมื่อถามว่า รัฐบาลนี้ปฏิรูปไปเลย กับการบังคับให้รัฐบาลใหม่มาปฏิรูปอะไรจะดีกว่ากัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ท่านต้องการประชาธิปไตยกันไม่ใช่หรือ ท่านบอกผมไม่ใช่ประชาธิปไตยไง ผมไม่ได้เลือกตั้งเข้ามาไง ท่านก็ว่าผมอยู่ทุกวัน ต่างชาติก็ถามว่าผมจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ ฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับคนไทย จะกำหนดอนาคตประเทศไทยอย่างไร เป็นเรื่องของประชาชน 67ล้านคนไปว่ากันมา ไม่ใช่ผม"
 
                      เมื่อถามว่า ถ้าต้องอยู่ต่ออีก 2 ปี พร้อมที่จะโดนด่าจากฝ่ายที่เห็นต่างหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ผมไม่กลัวคำว่า คำด่า ยิ่งด่า ผมยิ่งมีแรง"
 
 
 
ไม่หวั่น ครม.สัญจร 'เชียงใหม่' ถูกต้าน
 
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการเดินทางไปประชุม ครม.นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีกระแสข่าวว่าจะจัดขึ้นในปลายเดือนมิถุนายนนี้ ว่า "ก็ไป เตรียมวางแผนไว้อยู่ ถามทำไมกันหรือ ไปไม่ได้หรืออย่างไร พวกสื่อที่จะตามไป ก็ไม่ต้องเตรียมตัวอะไร ทำไมจะเตรียมไปตั้งคำถามหรือ"
 
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า ไปเชียงใหม่ครั้งนี้ตั้งใจจะไปดูงานด้านอะไรเป็นพิเศษ เกี่ยวกับโครงการหลวงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ไหนไปแล้ว ก็จะไม่ไป ก็ไปพบปะประชาชน ส่วนไปครั้งนี้ห่วงว่าจะมีปัญหาเรื่องคลื่นใต้น้ำหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ฉุนเฉียวในทันทีว่า ถ้ายังมีอยู่ ก็เลิก
 
                      ต่อข้อถามที่ว่า ทำไมเลือกไปที่จังหวัดเชียงใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เป็นการเดินทางไปทีละภาค ครั้งที่แล้วในการประชุม ครม.สัญจร ก็เป็นภาคกลาง ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่ใช่หรือ ก่อนหน้านี้ก็ไปที่ภาคอีสาน แล้วประเทศไทยเรามีกี่ภาค ก็จะลงพื้นที่และเดินทางไปทีละภาค แต่ละภาคมีจังหวัดอะไรบ้าง ถ้าไปได้ก็ไป ทำไม จะไปไหนไม่ได้เลยหรือ"
 
                      ส่วนทำไมไม่เลือกจังหวัดเล็กๆ ที่ไม่ใช่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ได้หรือ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าไปจังหวัดเล็กๆ จะเจอคนหรือไม่ จังหวัดเชียงใหม่ใหญ่แค่ไหน มีกิจการหลายอย่าง ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว ทั้งชาวไร่ชาวนา
 
                      เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ไม่กลัวกลุ่มคนต่อต้านหรือ พล.อ.ประยุทธ์ หันมากล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันอารมณ์ฉุนเฉียวว่า "จะกลัวอะไร โธ่ ถ้ากลัว ไม่มายืนตรงนี้หรอก ถามอยู่ได้ ไอ้เรื่องแบบนี้ ถามวนเวียนกันอยู่แค่นี้"
 
 
 
มอบรางวัลเกษตรกร ขอชาวนาพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เลิกขัดแย้ง
 
 
                      เมื่อเวลา 09.30 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล  พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานมอบรางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2558 ให้แก่ผู้นำชาวนา องค์กรชาวนา เนื่องในโอกาสวันข้าวและชาวนาแห่งชาติในวันที่ 5 มิ.ย.
 
                      โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ดีใจที่ได้มาพบชาวนาในวันนี้ ตนเป็นทหารมาทั้งชีวิตเคยทำงานแถวชายแดนในพื้นที่ชนบท จึงได้เห็นความยากจนและความลำบากของชาวนา และจากการตามเสด็จ จึงทำให้ทราบว่าทั้งสองพระองค์ทรงห่วงชาวนา อยากให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น วันนี้เราจึงต้องนำสิ่งที่พระองค์ท่านเริ่มต้นมาทำต่อ แม้เป็น นายกฯ ที่ไม่ใช่นักการเมือง ไม่เคยคิดมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อต้องเข้ามาดูแลบ้านเมืองชั่วคราว จะต้องสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้มากที่สุด โดยเฉพาะปัญหาในด้านการเกษตรที่วันข้างหน้าสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนจะไม่ตกตามฤดูกาล จึงต้องมีการวางแผนการเพาะปลูก ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ จะต้องวางแผนบริหารจัดการข้าวทั้งประเทศ กำหนดพื้นที่เพาะปลูก ส่งเสริมปลูกข้าวพันธุ์ดี และทำระบบชลประทาน ขุดเจาะแหล่งน้ำ ลดต้นทุนการผลิต ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้มากขึ้น โดยจัดทำในรูปแบบสหกรณ์
 
                      "อยากให้ชาวนาทุกคนภาคภูมิใจ เพราะชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ ถ้ากระดูกสันหลังหักก็เหมือนกับชีวิตดับหรือเป็นอัมพาต เท่ากับประเทศไทยป่วยหรือบาดเจ็บ เหมือนผมที่ขณะนี้ปวดคอ ปวดหัว เพราะเครียดจากการทำงาน จะหายก็ต่อเมื่อเห็นชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น วันนี้เวลาผมนั่งรถโก้ๆ แล้วผ่านไปเจอชาวนาที่ตากแดดตากฝน ผมอายเขา เพราะยังช่วยอะไรเขาไม่ได้"
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ข้าวล้นคลัง ราคาข้าวตกต่ำ มีความเสียหายมาก ซึ่งนโยบายประชานิยมนั้น อาจจำเป็นในบางเรื่อง แต่เป็นเพียงระยะสั้น ไม่ใช่ระยะยาว ซึ่งวันนี้ตนเข้ามาหยุดการทุจริตทั้งหมด ทุกคนต้องช่วยกันดูไม่ให้มีคนโกง ต้องช่วยกันรักษาประโยชน์ของชาติ วันนี้ขอให้ชาวนามองวิกฤตเป็นโอกาส ต้องไม่มีสีไม่มีกลุ่ม จะมาทะเลาะกันไม่ได้อีกแล้ว โลกจะทะเลาะหรือรบกันจนตายก็ปล่อยเขาไป แต่ถ้าเรามัวแต่ทะเลาะกันประเทศจะขับเคลื่อนต่อไปไม่ได้ ตนไม่ได้รังเกียจนักการเมืองหรือประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยต้องมีธรรมาภิบาลและต้องดูแลคนทุกอาชีพ
 
                      "วันนี้รัฐบาลเข้ามาสร้างอนาคตให้ ก่อน 22 พ.ค. ปัญหามีมากมาย เพราะมีคนมาปั่นให้ทะเลาะกันเอง ถามว่าคนปลุกปั่นได้อะไร ประเทศเสียอะไร แกนนำตายหรือไม่ มีแต่มวลชน เราต้องคิดถึงประเทศชาติ วันหน้าประเทศจะได้เป็นมหาอำนาจในอาเซียน ใครทำแล้วโกงก็อย่าไปเลือก ผมไม่ได้หมายถึงใครนะ วันนี้ยังมีเคเบิ้ล หรือเสียงตามสายพูดจาปลุกระดมให้คนเกลียด คสช. ผมอยากฝากชกปากสักที"
 
                      ทั้งนี้ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ยังเปิดโอกาสให้ชาวนาซักถาม ซึ่งนายรังสรรค์ กาสูรงค์ ตัวแทนชาวนาจาก จ.ฉะเชิงเทรา ลุกขึ้นถามว่า ทำไมซื้อข้าวจากพวกเราในราคาถูก แต่เมื่อไปขายกลับมีราคาแพง จึงอยากให้นายกรัฐมนตรี หาตัวไอ้โม่งที่ทำให้ราคาแพงขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงกล่าวว่า ไอ้โม่งไม่ต้องไปหาก็เจอ แต่ตนก็จะรับเรื่องให้กระทรวงเกษตรฯ ไปจัดการ อย่างไรก็ตาม การจะทำอะไรก็ต้องระวังและดูข้อกฎหมายเป็นหลัก ถ้าเป็นการแทรกแซงก็จะผิดข้อตกลงของเขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ ส่วนการแทรกแซงราคารับจำนำข้าว 15,000 บาทต่อตัน ผิดหรือไม่ ตนไม่รู้ แต่ต้องมีการตรวจสอบ ทั้งนี้ขอให้ชาวนารวมตัวกันใช้โซเชียล บิซซิเนส เพื่อให้มีช่องทางในการขายข้าวโดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เพราะหากรัฐบาลจะนำข้าวในสต็อกมาขายราคาถูกก็จะทำให้เสียกลไกตลาด
 
                      จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงข้อเรียกร้องของตัวแทนชาวนาจังหวัดฉะเชิงเทรา ว่า ชาวนาเขามีความสงสัยว่ากำไรในเรื่องการขายข้าวอยู่ที่ใคร ซึ่งขณะนี้กระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ ก็มีทั้งเรื่องกระบวนการการรับจำนำข้าว การขายข้าว ทั้งหมดอยู่ในกระบวนการสอบสวนแล้ว ในส่วนที่ตนได้มอบหมายให้ไปดูข้าวที่อยู่ในโกดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ต้องไปดูกติกา กฎหมาย ว่าจะสามารถนำข้าวที่อยู่ในโกดังออกมาขายให้กับประชาชนในราคาถูกได้หรือไม่ ซึ่งก็จะมาดูว่าต้นทุนที่เราใช้ไป จะสามารถนำมาทดแทนได้แค่ไหน ไม่เช่นนั้นก็จะถูกผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการรับจำนำข้าว กล่าวหาว่าเราจำหน่ายข้าวในราคาที่ถูกเกินไป แล้วทำให้ขาดทุนเยอะ กลายเป็นว่า ความผิดที่พวกเขาได้รับมาเป็นเพราะเราขายข้าวไม่ดีเอง เรื่องนี้ต้องระวังหากจะเอาข้าวมาขายในราคาถูก จะกลายเป็นข้อแก้ตัวให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าขายได้มาก ในราคาสูง ก็จะเป็นข้ออ้างอีกว่า แสดงว่าเขาทำถูก ส่วนจะถูกหรือผิดก็ให้กระบวนการยุติธรรมไปว่ากัน ตนรู้แต่เพียงว่าตอนนี้มันเป็นภาระกับระบบการเงินการคลังของประเทศ จึงต้องไปหาตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการ ทั้งการส่งออก การปลอมปนข้าว ที่หลายคนเรียกว่า ไอ้โม่ง ตอนนี้อยู่ในกระบวนการทั้งหมดแล้ว ซึ่งทุกฝ่ายก็คงจะรู้ว่าเป็นใคร โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ กำลังรวบรวมข้อมูล และดำเนินการฟ้องศาลอยู่ ซึ่งอาจจะดำเนินคดีในทางแพ่งด้วย
  
 
 
แจงผลงาน 1 ปี ให้ สปช.นำแนวทางปฏิรูปที่รัฐบาลวางไว้ไปทำ
 
 
                      เมื่อเวลา 13.30 น.  ที่รัฐสภา  มีการสัมมนาแม่น้ำ 3 สาย ประกอบด้วย ครม. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานการสัมมนา เพื่อรับฟังผลการดำเนินงานของรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา โดย พล.อ.ประยุทธ์ นำทีมรองนายกรัฐมนตรี 4 คน ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นายวิษณุ เครืองาม นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ และ ครม. มาชี้แจงผลงานต่อ สนช.และ สปช. โดยให้เวลาชี้แจงคนละ 30 นาที ซึ่งนายพรเพชร ชี้แจงถึงกรอบการแถลงผลงานรัฐบาลว่า รัฐบาลจะชี้แจงตามกรอบใน 5 เรื่อง คือ 1. ภารกิจตามโรดแม็พของรัฐบาล 2. นโยบายเร่งด่วน 3. การบูรณาการแต่ละกลุ่มงาน 4. งานที่เป็นวาระแห่งชาติ 5. งานโครงสร้างพื้นฐาน จากนั้นจะเปิดโอกาสให้สมาชิก สนช.และ สปช.ซักถามการดำเนินงานของรัฐบาลตาม 5 กรอบดังกล่าว แต่จะไม่มีการซักถามเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญ
 
                      จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ แถลงชี้แจงผลงานรัฐบาลเป็นคนแรกว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำตามโรดแม็พที่วางไว้ ตอนนี้อยู่ในโรดแม็พช่วงที่ 2 ในช่วงการยกร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว บริหารราชการแผ่นดินบางเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะใช้มาตรา 44 ได้ บางเรื่องก็ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งดำเนินการระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมาย คำสั่งดังกล่าวจะลักษณะคล้ายคลึงกับกฎหมายที่กำลังพิจารณาอยู่ ขอให้ สปช.นำแนวทางปฏิรูปที่รัฐบาลวางไว้ไปทำ ไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่ ขอให้ฟังว่าตนทำไปถึงไหนแล้ว บางเรื่องต้องทำทันที ไม่ต้องรอการประชุม ถ้าจำเป็นต้องใช้มาตรา 44 ก็ต้องใช้ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความสงบเรียบร้อย และนำไปสู่ความยุติธรรม แต่ละกระทรวงต้องไปจัดลำดับความเร่งด่วนในงานที่ทำ
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการรักษาความสงบนั้น ให้ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยเพื่อความปรองดอง ไม่ได้ไปกดหัวใคร แต่ไปสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่าย ทุกเรื่องให้มารายงานให้ตนทราบ เพื่อเข้าสู่ ครม.และมอบหมายให้ฝ่ายเกี่ยวข้องไปแก้ไข ตนฟัง สนช. สปช. ฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ จะได้ทราบว่า ประชาชนต้องการอะไร จะได้ไม่หลงทาง วันนี้ไม่ต้องการคะแนนเสียง ไม่ต้องการให้ใครนิยมชมชอบ ใครจะเกลียดไม่เป็นไร วันหน้าอาจจะรักก็ได้ แค่ไม่เกลียดก็พอ ส่วนเรื่องการปฏิรูป ถ้าไม่ทำก็จะกลับไปสู่วังวนเดิม แต่ถ้ามีการปฏิรูปทุกคนต้องร่วมมือกัน จะให้ตนทำคนเดียวไม่ได้ ทำวันนี้ก็ปวดหัวแล้ว สิ่งที่จะทำ ทุกคนต้องมีความพึงพอใจและให้ความเห็นชอบ ถ้ายังขัดแย้งกันอยู่ก็ไปไม่ได้ เมื่อหมดอำนาจแล้ว ตนไม่ได้จะไปเป็นอะไร จะกลับบ้านไปนอน
 
                      "การปฏิรูปคือหัวใจ ผมเริ่มต้นหยุดเลือดแล้ว วันนี้ต้องให้น้ำเกลือ ในอนาคตต้องใส่วิตามินทำให้เข้มแข็ง เพื่อไปต่อสู้ข้างนอก เดินหน้าไปสู่เออีซี และประชาคมโลก"
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ตนติดตามข่าวสารทุกอย่าง และที่ต่างประเทศมาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็เห็นว่า เราเริ่มเดินหน้าแล้ว วันนี้ใครผิดหรือถูกก็อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความปรองดอง แต่การปรองดองจะให้ยกโทษทั้งหมด มันใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่ใช่การปรองดอง เพราะการปรองดองคือการเจอหน้ากัน ทักทายกัน ครอบครัวคุยกันได้ ไม่มีระเบิด ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง จะให้มีการปรองดองโดยการนิรโทษกรรมมันคนละเรื่อง ทุกเรื่องต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทำให้ทุกอย่างเดินหน้า อย่างไรก็ตาม โลกทั้งโลกไม่มีอะไรเท่าเทียมกัน แต่กฎหมายจะทำให้คนเท่าเทียมกันได้ ตนจำคำพูดนี้มาจากหนังเรื่องประธานาธิบดีลินคอร์นที่บอกว่า แม้จะทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันไม่ได้ แต่จะให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันและเคารพกติกา เพื่อให้ประเทศเดินหน้า