ข่าว

สองพี่น้อง‘ชินวัตร’ในวันที่มรสุมซัดกระหน่ำ

สองพี่น้อง‘ชินวัตร’ในวันที่มรสุมซัดกระหน่ำ

04 มิ.ย. 2558

สองพี่น้อง‘ชินวัตร’ ในวันที่มรสุมซัดกระหน่ำ : โอภาส บุญล้อมรายงาน

               กำลังโดนมรสุมซัดกระหน่ำไม่ยั้งกับสองอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร   

               เริ่มจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กระทรวงการต่างประเทศถอนพาสปอร์ตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเสนอเข้ามาเป็นวาระทราบจร   โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการตามข้อเสนอของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพราะพบว่าพ.ต.ท.ทักษิณมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศและเข้าข่ายกระทำผิดตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา

               ทั้งนี้ การถูกถอนพาสปอร์ตบุคคลธรรมดา 2 เล่ม คือ หนังสือเดินทางบุคคลธรรมดา (เล่มน้ำตาล) หมายเลข U957441 และหมายเลข Z530117 มีที่มาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ช่วงที่มาร่วมงาน "Asian Leadership Conference” ที่ประเทศเกาหลีใต้ แล้วมีคลิปเผยแพร่คำพูดออกมาในวันครบรอบ 1 ปีของการยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พ.ต.ท.ทักษิณระบุถึงการยึดอำนาจที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อ้างถึงผู้อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ จนทำให้รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถบริหารราชการได้ รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณได้วิพากษ์วิจารณ์ทหารด้วยถ้อยคำเสียดสีในเรื่องประชาธิปไตย

               ในวันเดียวกัน(26 พ.ค.) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร  รมช.กลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้ พล.ต.ศรายุทธ กลิ่นมาหอม ผู้อำนวยการสำนักพระธรรมนูญ กองทัพบก เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศาลอาญา ในข้อหาหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และมาตรา 328

               แค่นั้นไม่พอ... ยังมีคนไปแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และได้มีการส่งสำนวนดำเนินคดีให้แก่สำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นความผิดที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ตามขั้นตอนจึงต้องเสนอเรื่องให้นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เป็นผู้พิจารณาดำเนินการ

               ขณะที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือคดีความผิดตามมาตรา 112 ได้กล่าวถึงกรณีการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศเกาหลีใต้ ว่า ได้สั่งให้อธิบดีดีเอสไอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปไล่ดูคำให้สัมภาษณ์ว่าเข้าข่ายหรือไม่ เพื่อนำมาเป็นหลักฐานในการขอศาลออกหมายจับ

               ตามมาด้วยการที่กำลังจะถูกถอดยศ "พ.ต.ท." เมื่อ “คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการถอดยศตำรวจ” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อ 29 พฤษภาคม ให้ถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากเข้าข่ายระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้จำคุก 2 ปี ในคดีซื้อที่ดินรัชดาภิเษก และหลบหนีคดี  

               ทั้งนี้ ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 ข้อ 1 ระบุว่า การเสนอขอถอดยศตำรวจทั้งแก่ผู้อยู่ในราชการและที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว ให้กระทำได้เมื่อมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้... (2) ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และ (6) ต้องหาในคดีอาญาแล้วหลบหนีไปสำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐ

               หลังจากคณะกรรมการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการถอดยศ มีมติ ก็ได้เสนอให้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงนาม ขณะนี้ พล.ต.อ.สมยศ กำลังให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบข้อกฎหมายที่คณะกรรมการดังกล่าวอ้างมาว่าถูกต้องหรือไม่

               เหมือนกับ “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” เมื่อเริ่มมีกระแสเรียกร้องให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ อีกด้วย ซึ่งประเด็นนี้่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า หากมีการปลด ก็ต้องเรียกคืนเครื่องราชฯ อยู่แล้ว

               ทั้งนี้ เนื่องจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 ข้อ 7 บัญญัติว่า เหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีดังต่อไปนี้

               (2) ระบุว่า เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก (พ.ต.ท.ทักษิณ โดนจำคุกคดีที่ดินรัชดาภิเษก 2 ปี)

               (3) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ (พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินในคดีร่ำรวยผิดปกติ จำนวน 46,000 ล้านบาท)

               และข้อ 8 บัญญัติว่า ให้ส่วนราชการต้นสังกัดหรือส่วนราชการที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชฯ ดำเนินการส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จากนั้นสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก็จะเสนอให้นายกฯพิจารณา ในกรณีที่นายกฯ เห็นชอบ สำนักเลขาธิการ ครม. เสนอชื่อและชั้นตราเครื่องราชฯ ที่จะขอพระราชทานพระบรมราชนุญาตเรียกคืน ไปยังสำนักราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูล พระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชฯ

               จากข้อมูลพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ มาตั้งแต่ปี 2517-2545 ดังนี้

               พ.ศ. 2517 เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย (บ.ม.)

               พ.ศ. 2519 จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย (จ.ม.)

               พ.ศ. 2523 จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก (จ.ช.)

               พ.ศ. 2528 ตริตาภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.)

               พ.ศ. 2537 ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) (ชั้นสายสะพาย)

               พ.ศ. 2538 มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)

               พ.ศ. 2539 มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)

               พ.ศ. 2544 ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.)

               พ.ศ. 2545 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) (ชั้นเจ้าพระยา)

               ทั้งนี้ ตามระเบียบการเรียกคืนเครื่องราชฯ หากเรียกคืนต้องดำเนินการเรียกคืนทุกชั้นตรา

               ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็กำลังเผชิญมรสุม ไม่แพ้กัน 

               เริ่มจาก วันที่ 23 มกราคม ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกจากตำแหน่ง กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายโครงการจำนำข้าว และส่งผลให้ถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีด้วย

               - ถูกดำเนินคดีอาญาตามที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ในฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าว และอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลได้นัดพิจารณาคดีครั้งแรกในคดีนี้ไปแล้ว เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

               - 14 พฤษภาคม คณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. มีมติแจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ “คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์” กรณีจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ระหว่างพ.ศ.2548-2553 โดยไม่มีอำนาจ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ และเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องของตนเอง

               - ป.ป.ช.เล็งแจ้งข้อหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ กรณีจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศในการคืนพาสปอร์ตให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะนี้อยู่ในช่วงรวบรวมข้อมูล คาดว่าภายในเดือนนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็จะมีมติออกมาได้ว่า เรื่องดังกล่าวมีมูลเพียงพอที่จะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือไม่

               ขณะที่ “แกนนำเสื้อแดง” มองปรากฏการณ์ที่มีการ “ไล่บี้” สืบเนื่องจากการออกมาให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ว่า ทาง คสช.คงต้องการแสดงให้เห็นว่าเอาจริงกับคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดความเสียหาย

               แต่ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น

               “หากจะมีการเคลื่อนไหวใดๆ จะต้องมีการเชื่อมโยงไปสู่มวลชน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการเชื่อมโยงใดๆ ตอนนี้ยังอยู่ในจุดที่อดทนได้” เขากล่าว และย้ำคำว่า “ยังอยู่ในจุดที่อดทนได้”

               ส่วนที่มีการมองว่าสิ่งที่ “ทักษิณ” ถูกกระทำ ทำให้เกินจุดที่จะ “ปรองดอง” กันได้ แกนนำเสื้อแดงคนดังกล่าว ตอบทันทีว่า “มันเลยจุดปรองดองตั้งแต่วันที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ถูก สนช.ถอดถอนแล้ว”

               ฉะนั้นหากถามถึงจุดยืนของคนเสื้อแดงตอนนี้ ก็ต้องบอกว่า ยังยืนในจุดเดิมคือ “อดทนรอสถานการณ์” ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป ประชาชนจะได้เห็นความจริงว่า คสช.สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่

               อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการ “เผลอ” พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด ไม่ใช่ว่าจงใจจะพูดเพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมใดๆ ทั้งสิ้น