ข่าว

บาดแผลจากผืนทราย

บาดแผลจากผืนทราย

04 มิ.ย. 2558

บาดแผลจากผืนทราย : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

               ใ นนาทีนี้ ผมคงห่มคลุมด้วยผ้าขาวสองชิ้น ยืนอยู่บนแผ่นดินหะรอม มหานครมักกะห์ โดยคำเชิญผ่านสถานทูตของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ประเทศที่เคยมีประวัติศาสตร์บาดแผลกับรัฐบาลไทยมายาวนาน ซึ่งถึงวันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติก็ยังไม่ดีขึ้นนัก

               ซาอุฯ ลดระดับความสัมพันธ์กับประเทศไทยลงอีก หลังจากศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจ ในคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุฯ โดยเรียกอุปทูตกลับประเทศ และให้เลขานุการโทรักษาการแทนเมื่อปีก่อน

               ระยะห่างระหว่างประเทศไทย และซาอุดีอาระเบีย ห่างออกไปเรื่อยๆ คงเหลือเพียงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ไม่เป็นทางการ การเดินทางไปซาอุดีอาระเบียครั้งนี้ของผมก็เป็นความสัมพันธ์ในแง่ตัวบุคคลอีกทางหนึ่งที่อาจสร้างความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้น

               ในอดีตความเกี่ยวข้องกับประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ใกล้ชิดที่สุดในชีวิตการเป็นนักข่าว คือ การสัมภาษณ์พิเศษ นายมูฮัมมัด ซาอิด โคจา อดีตอุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย เมื่อหลายปีก่อน ท่านทูตโคจามีบุคลิกค่อนข้างแข็งกร้าว ดุดัน สมกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ติดตามคดีฆาตกรรมทูตซาอุฯ และติดตามเครื่องเพชรที่ถูกคนงานไทยโจรกรรมมาจากพระราชวังของกษัตริย์

               เรื่องของเพชรซาอุฯ เป็นเรื่องยืดเยื้อยาวนาน และเป็นจุดพลิกผันในชีวิตของอดีต พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ซึ่งน่าจะมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ในชีวิตการรับราชการ ให้กลายเป็นนักโทษหลายสิบปี จนกระทั่งได้รับอิสรภาพในวัยชราเมื่อปีก่อน

               หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นลำปาง “ลานนาโพสต์” ได้ตามไปดูชีวิตของนายเกรียงไกร เตชะโม่ง คนลำปาง ต้นตำนานเพชรซาอุฯ เมื่อไม่นานมานี้ มีแง่มุมน่าสนใจ โดยเฉพาะบทเรียนของความโลภ ที่สุดท้ายเหลือเพียงอดีตที่เรียกคืนเอามาไม่ได้

               เกรียงไกร เตชะโม่ง ผู้โจรกรรมเครื่องเพชรของกษัตริย์ไฟซาลแห่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถ้าเขายังอยู่ที่นั่นในเวลาที่กระทำความผิดและถูกจับได้ โทษคือการตัดมือ ตามกฎเหล็กของศาสนา แต่โชคดีที่เขาได้กลับมาประเทศไทยและรับโทษจำคุกฐานลักทรัพย์เท่านั้น

               ชีวิตความเป็นอยู่ของเกรียงไกร เตชะโม่ง วันนี้อาศัยอยู่กับภรรยาเพียง 2 คน ในหมู่บ้านแม่ปะหลวง ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง บ้านของเขาใช้ไม้เก่ายกพื้นสูง มีรถกระบะดัดแปลงเป็นรถดัมพ์ไว้รับจ้างบรรทุกหิน ดิน ทราย อยู่เพียง 1 คัน ชีวิตความเป็นอยู่ของเกรียงไกรไม่ได้ร่ำรวย ยึดอาชีพทำไร่ทำนาเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป

               “ผมมีอาชีพทำไร่ข้าวโพด ทำนา โดยที่ดินของตัวเองมีอยู่ 4 ไร่ ที่เหลือก็เช่าที่ดินของคนอื่นทำ และมีรถดัมพ์เล็กไว้รับจ้างขนลากทรายอยู่ 1 คัน ถ้ามีคนสั่งหิน ทราย ก็จะไปรับที่ท่าทรายนำมาส่งให้ กับเพื่อนบ้านก็เข้ากันได้ดีเวลามีกิจกรรมในหมู่บ้านก็ร่วมกันทำ เท่าที่ดูแล้วคิดว่าเพื่อนบ้านเห็นว่าผมได้รับโทษแล้ว เมื่อพ้นโทษออกมาก็ไม่ประพฤติตัวแบบนั้นอีก ไม่เคยทำเรื่องไม่ดี จึงไม่มีใครพูดถึงเรื่องนั้นอีก”

               เกรียงไกร บอกเล่าด้วยน้ำเสียงใสซื่อ เหมือนเขาไม่ใช่เกรียงไกร ที่เคยคิดคดลักทรัพย์ข้ามชาติมาก่อน

               "ถึงตอนนี้ก็มีคนเชื่อว่า ผมยังมีเงินมีเพชรซ่อนอยู่ การที่ไปรับจ้างทำนาทำสวนก็คิดว่าผมแกล้งจน ความจริงแล้วเราไม่มีจริงๆ แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรอยู่แล้ว ตอนนี้อายุมาก 55 ปีแล้ว อยู่กับภรรยาด้วยกันสองคนก็ต้องเข้าใจกัน ชีวิตความเป็นอยู่ทุกวันนี้ก็พอมีพอกิน ไม่ได้ทุกข์ใจอะไร ทำไร่ทำสวนไปเรื่อยๆ จะบอกว่าร่ำรวยก็คงไม่ใช่ ตอนนี้คิดอยากจะทำบ้านใหม่ก็ยังไม่เงิน ต้องปรึกษาลูกก่อน บ้านหลังนี้ก็อยู่มากว่า 20 ปีแล้ว เคยโดนน้ำท่วมหนักเมื่อปี 2544 ทรุดโทรมไปมาก ส่วนลูกทำงานอยู่กรุงเทพฯ”

               “หากย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ทำแบบนี้ ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยว่าจะเกิดอะไร พอเกิดเรื่องลำบากมาก ตอนที่ไปอยู่ในเรือนจำแทบจะเป็นบ้า เป็นคดีที่อื้อฉาวใครพ่วงกับคดีนี้ก็เดือดร้อนกันเกือบทั่วหน้า”

               ชีวิตของเกรียงไกร ที่ฝากบาดแผลไว้บนผืนทราย บอกเล่าเรื่องราวที่หลายคนในยุคสมัยนี้อาจลืมเลือนไปแล้ว

               บทสรุปหนึ่งที่บอกเรื่องราวทั้งหมด นั่นคือความโลภตัวเดียวเท่านั้น ที่นำหายนะมาอย่างคาดไม่ถึง