
ยิงถล่มชุดชป.ฉก.ยะลาทหารพรานดับ4ศพ
กลุ่มผู้ไม่หวังดีซ่อนตัวในรถสิบล้อบรรทุกทราย ดักถล่มกลุ่มทหารพรานชุดรักษาความปลอดภัยชาวบ้านยะลาดับ 4 ศพ บนถนนระหว่างเสร็จภารกิจลาดตระเวนขับรถกลับฐาน
สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ยังคงเกิดขึ้นให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นวันที่ 3 มิถุนายน เกิดเหตุคนร้ายแฝงตัวมากับรถบรรทุกทรายสิบล้อ ไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด กระหน่ำยิงถล่มใส่เจ้าหน้าที่ทหาร ชุดรักษาความปลอดภัยประชาชน (ชป.ร้อย.ร.15221) ฉก.ยะลา 12 บริเวณบ้านปาลูกาปาลัส หมู่ 7 ต.บาลอ อ.รามัน จ.ยะลา ขณะนั่งในรถเก๋งเพื่อเดินทางกลับฐานที่มั่น เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งแต่งกายนอกเครื่องแบบเสียชีวิตทันที จำนวน 4 นาย
เบื้องต้นทราบชื่อผู้เสียชีวิตประกอบด้วย จ.ส.อ.ทนง มีชัยชนะ จ.ส.อ.อดิศร แสงโกสิทธิ์ พลทหารธีรคม ไกรฤทธิ์ และพลทหารธีรนันท์ ล้วนซิ่ง ซึ่งคนร้ายได้ลงจากรถมาขโมยปืนเอ็ม16 จำนวน 3 กระบอก และปืนพกสั้นอีก 1 กระบอก ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังกันตรวจค้น ซึ่งทราบว่าหลังก่อเหตุรถของคนร้ายได้มุ่งหน้าไปทาง อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส
ส่วนที่หอประชุมบรมราชกุมารี สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.นราธิวาส เช้าวันเดียวกัน พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เดินทางพร้อมด้วยนายณัฐพงศ์ ศิริชนะ ผู้ว่าฯ นราธิวาส พล.ต.วราห์ บุญญะสิทธิ์ ผบ.ฉก.นราธิวาส พล.ต.ต.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ผบก.ภ.จ.นราธิวาส นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส น.อ.นพดล ฐิตะวัฒนสกุล ผบ.หน่วยเฉพาะกิจ นาวิกโยธิน ภาคใต้ ค่ายจุฬาภรณ์ เข้าพบปะนายซาฟีอี เจ๊ะเลาะ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.นราธิวาส รวมทั้งโต๊ะอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต.ในพื้นที่ 13 อำเภอของ จ.นราธิวาส รวม 1,500 คน ตามโครงการพบปะเสวนาพัฒนาสัมพันธ์สู่สานเสวนา เพื่อสันติสุขในชุมชนศรัทธา “กำปงตักวา” เพื่อเป็นการต่อยอดการสร้างชุมชนเข้มแข็ง กำปงตักวาให้ขยายไปสู่ทุกพื้นที่ โดยใช้มัสยิดเป็นศูนย์กลางในการที่จะหล่อหลอมชาวบ้านในทุกระดับ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาในทุกมิติ โดยเฉพาะมิติของความมั่นคงในพื้นที่ จชต.
พล.ท.ปราการ กล่าวกับกลุ่มแกนนำ 4 เสาหลักว่า นโยบายของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องการให้การแก้ปัญหาในพื้นที่ยึดหลักบนแนวทาง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา รวมทั้งปรับทุกข์ ผูกมิตร เพื่อเป็นการลดข้อขัดแย้ง และยุติปัญหาทุกอย่าง จึงขอฝากความหวังไว้กับทุกท่านให้ช่วยกันสร้างความเข้มแข็งไปสู่ทุกพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทำให้ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ทั้ง 2 ศาสนาเหมือนเช่นที่ผ่านๆ มาก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เพื่อให้เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม
"ช่วงนี้ใกล้เดือนรอมฎอนหรือถือศีลอดของชาวไทยมุสลิม ขอให้ทุกภาคส่วนยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ สร้างความเข้าใจร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในช่วงเดือนถือศีลอดอันศักดิ์สิทธิ์ ให้การปฏิบัติศาสนกิจเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักศาสนา" แม่ทัพภาคที่4 กล่าวทิ้งท้าย



