
เบื้องลึก-งานลับ เปิดช่องค้ามนุษย์
03 มิ.ย. 2558
เบื้องลึก-งานลับ เปิดช่องค้ามนุษย์
นับเป็นข้อมูลอันน่าตื่นตะลึงยิ่ง เมื่อสำรวจตรวจสอบแบบลงลึกเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์-โรฮิงญา ที่มีเบื้องหลังที่มาที่ไปที่หลายๆ คน หรือแม้รัฐบาลเองก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้
เขียนเป็นนิยาย หรือสร้างเป็นหนังสืบสวนสอบสวนว่าด้วยการลักลอบเข้าเมือง หรือ วิธีการฉ้อฉลในระบบตรวจคนเข้าเมือง รับรองได้ว่า ไม่แพ้ฮอลลีวู้ดอย่างแน่นอน
เพราะบทของเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นในความเป็นจริงว่าด้วยขบวนการค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซียครั้งนี้้ เป็นพล็อตที่ได้มาจากการทำงานแบบ "ราชการลับ" ที่สุดท้าย ในความดำมืดนั่นเองที่เป็นช่องทางทำมาหากินของเจ้าหน้าที่รัฐผู้ทุจริตคิดคด
ทั้งนี้ ข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงระบุว่า ปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญาปะทุขึ้นตั้งแต่ปี 2555 แต่เจ้าหน้าที่บางหน่วยประเมินว่า ไทยเป็นเพียงทางผ่านของชาวโรฮิงญา เพราะเรือที่ชาวโรฮิงญารวมเงินซื้อหรือเช่าเพื่อเดินทางมา ส่วนมากแล้วมักจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเดินทางจากคอกซ์บาซาร์ผ่านทะเลอันดามันและเพียงถึงน่านน้ำของไทยเท่านั้น หลังจากนั้นชาวโรฮิงญาจะพยายามหลบหนีขึ้นบกทางด้าน จ.ระนอง ซึ่งมีชัยภูมิชายฝั่งและป่าเขาติดทะเลที่เหมาะสมกับการหลบซ่อนอย่างยิ่ง แล้วจึงเดินทางทางบกต่อไปยังมาเลเซีย
ในช่วงนั้น หน่วยงานบางหน่วยจึงใช้วิธีจัดงบประมาณเพื่อดำเนินการในทางลับ ขนชาวโรฮิงญาออกจากราชอาณาจักร เพื่อแก้ปัญหาการพักพิงในประเทศไทย เนื่องจากเมื่อถูกจับกุมในฐานะลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจะไม่สามารถส่งกลับประเทศต้นทางได้ เนื่องจากพม่าและบังกลาเทศไม่ยอมรับคนเหล่านี้เป็นพลเมือง ซ้ำจะยังถูกนานาชาติกดดันให้ตั้งศูนย์พักพิงชาวโรฮิงญาในประเทศไทยด้วย
จากการดำเนินนโยบายและใช้งบลับดังกล่าว กลายเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐบางรายจับมือกับนักการเมืองท้องถิ่นและฝ่ายปกครอง รวมทั้งตำรวจ ร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์ ด้วยการวางโครงข่ายขบวนการนำพาชาวโรฮิงญาส่งให้ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแลกกับผลประโยชน์ แต่กระบวนการกลับใช้งบประมาณและพาหนะของหน่วยงานรัฐ
จึงทำให้เครือข่ายค้ามนุษย์โรฮิงญาเป็นเครือข่ายใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และมีผลประโยชน์มหาศาล!
ในอีกด้านหนึ่ง สำหรับการออกหมายจับทหารยศ "พลโท" แห่งกองทัพบก ที่เข้าไปพัวพันกับคดีนี้ หน่วยงานความมั่นคงก็ยืนยันว่า มีหลักฐานแน่นหนาพอที่จะเอาผิดได้ เพราะตรวจสอบพบการโอนเงินเข้าบัญชีนายทหารสัญญาบัตรหลายครั้งหลายหน จำนวนกว่า 14 ล้านบาท
หลักฐานของหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งสรุปจากเอกสารการโอนเงินจากขบวนการค้ามนุษย์ เข้าบัญชีธนาคารของนายทหารคนดังกล่าว พบว่ามีการโอนเงินยอดต่างๆ กันร่วมร้อยครั้งในห้วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนปลายปี 2555 เข้าบัญชีผู้ต้องหา แบ่งเป็น
1,708,000 บาท 1 ครั้ง
1,500,000 บาท 1 ครั้ง
1,000,000 บาท 3 ครั้ง
670,000 บาท 1 ครั้ง
100,000 บาท 62 ครั้ง
98,120 บาท 1 ครั้ง
80,000 บาท 1 ครั้ง
77,000 บาท 1 ครั้ง
47,000 บาท 1 ครั้ง
38,000 บาท 1 ครั้ง
รวมทั้งสิ้น 14,138,120 บาท
หลักฐานการโอนเงินทั้งหมดถูกสรุปส่งถึงรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายทหารระดับสูง กระทั่งได้ไฟเขียวให้ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด รวมทั้งให้สอบสวนเอาผิดทางวินัยด้วย



