
ไฟเขียว!'ทรงพร'นั่งปลัดไอซีที
02 มิ.ย. 2558
ครม.ไฟเขียว 'ทรงพร' นั่งปลัดไอซีที อนุมัติ 22 หน่วยงาน เข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎร เห็นชอบแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการข้ามแดน 'ไทย-เขมร-เมียนมาร์-ลาว'
2 มิ.ย. 58 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งนายอนุสันต์ เทียนทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ และนางทรงพร โกมลสุรเดช รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ครม.มีมติแต่งตั้งนายสมเกียรติ บุญทอง แรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษากฎหมาย (นิติกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาที่ดิน จำนวน 5 ราย ได้แก่ 1. ศาสตราจารย์ศุภมาศ พนิชศักดิ์พัฒนา 2. นายสิทธิพงษ์ ดิลกวณิช 3. นายโสภณ ชมชาญ 4. นายวุฒิชาติ สิริช่วยชู 5. นางสาวณัฐภัทร ถวัลยโพธิ
อนุมัติ 22 หน่วยงาน เข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎร
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลาง ยินยอมให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ 22 หน่วยงาน เชื่อมโยงข้อมูลที่ปรากฏในทะเบียนอื่น (ภาพใบหน้า) เพิ่มเติมนอกจากทะเบียนตามมาตรา 15 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร 2534 เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนราษฎรในระบบคอมพิวเตอร์ของกระทรวงมหาดไทย เพิ่มเติมจากเดิมที่มี 119 หน่วยงาน โดยข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงได้ประกอบด้วย ทะเบียนบ้าน ทะเบียนเกิด และทะเบียนตาย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยมีภัยคุกคามรูปแบบใหม่และต้องเผชิญกับปัญหาที่มีความซับซ้อน หน่วยงานด้านความมั่นคงทุกหน่วยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมโยงข้อมูลกับทะเบียนราษฎร เพื่อปกป้องประชาชนที่บริสุทธิ์ และสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดหรือขบวนการกระทำความผิดมาลงโทษ ดังนั้นหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกส่วนจำเป็นที่จะต้องได้ข้อมูลมากกว่าทะเบียนบ้าน ทะเบียนเกิด ทะเบียนตาย คือทะเบียนราษฎรที่มีหน้าคนมาประกอบข้อมูล ซึ่งแต่ละหน่วยจะใช้ตามความจำเป็น ประชาชนจึงไม่ต้องตระหนกตกใจ เพราะข้อมูลส่วนนี้ประชาชนได้เปิดเผยต่อกรมการปกครองอยู่แล้ว เพียงแต่อนุญาตเพิ่มเติมให้ 22 หน่วยงานเข้าถึงข้อมูลได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 22 หน่วยงานที่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กรมสรรพสามิต กรมการจัดหางาน องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรมกำลังพลทหารอากาศ ฯลฯ
เห็นชอบแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการข้ามแดน 'ไทย-เขมร-เมียนมาร์-ลาว'
พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการแก้ไขความตกลงว่าด้วยการข้ามแดนระหว่างรัฐ พ.ศ. 2540 ซึ่งมีกฎหมายลูกด้วยกัน 3 ฉบับ คือ 1. ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา 2. ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลเมียนมาร์ 3. ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุมวันนี้ ระบุถึงวัตถุประสงค์เพิ่มเติมในการข้ามไปทำงานแบบไปกลับว่าเป็นไปตามฤดูกาล ซึ่งจะเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้กับทั้ง 3 ประเทศ , ขอบเขตพื้นที่ที่อนุญาต โดยบริเวณชายแดนไทย เมียนมาร์ ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่พัฒนาเศรษฐกิจ , นอกจากนี้ระยะเวลาที่อนุญาตให้พำนักไม่มีการแก้ไข แต่จะประสงค์ให้ผู้ที่ถือบัตรผ่านแดนที่ประสงค์จะทำงาน ได้รับอนุญาตให้พำนักไม่เกิน 30 วัน โดยกฎเกณฑ์นี้จะใช้กับทั้ง 3 ประเทศ โดยต้องขออนุญาตจากกระทรวงแรงงานก่อน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มเติมดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนในท้องถิ่นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการค้า การลงทุน และการผลิต โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงาน จะทำให้แรงงานจากประเทศเพื่อบ้านเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้
---------------------
(ขอบคุณภาพ : นางทรงพร โกมลสุรเดช - http://www.mict.go.th/)



