
อภิสิทธิ์เสนอสภา-ครม.ศึกษาผลสรุปกก.สมานฉันท์คู่กัน
ผลสรุปกก.สมานฉันท์ ถึงมือนายกฯแล้ว เสนอ นายกฯ ตั้งคณะทำงานพิจารณาข้อเสนอเพื่อนำไปปฏิบัติจริง ชัย รับ ผลการศึกษากก.สมานฉันท์ ระบุมั่นใจประเทศปรองดองได้ นายกฯ เสนอให้สภา-ครม. พิจารณาผลการศึกษาควบคู่กันไป ระบุยังมีความเห็นต่าง อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง จ
เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 16 ก.ค. ที่รัฐสภา นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการ ได้ทำพิธีส่งมอบผลรายงานการศึกษาของคณะกรรมาการฯพร้อมบรรยายสรุป แก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ร่วมรับฟังรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ด้วย
นายดิเรก กล่าวรายงานว่า คณะกรรมการยึดหลักในการทำงานว่า “หากความเป็นธรรมไม่มี ความสามัคคีในชาติจะเกิดไม่ได้” ซึ่งคณะอนุกรรมการทั้ง 3 ชุดได้ยึดหลักนี้ในการทำงาน แม้จะมีความคิดที่แตกต่างกันในที่สุดก็มารวมกัน ทำเพื่อลดความความขัดแย้ง เพื่อให้ปัญหายุติ และฟังความคิดเห็นประชาชนในการทำงาน ซึ่งในที่สุดผลการศึกษามีบางส่วนนำมาสู่การแก้รัฐธรรมนูญบางประเด็นในระยะเร่งด่วน
นายดิเรก กล่าวอ่กว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ได้ประชุมครั้งสุดท้ายและมีความเป็นห่วงว่า เมื่อส่งมอบรายงานผลการศึกษากับนายกฯ การปฏิบัติจะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะรายงานของคณะกรรมการมีข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญระยะสั้น 6 ประเด็น และระยะยาว โดยการตั้งส.ส.ร. 3 เพื่อพิจารณา รัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ ทั้งนี้เมื่อได้ส่งมอบให้นายกฯแล้ว ขอให้นำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจัง กรรมการพร้อมที่จะช่วยเหลือเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง เพื่อทำให้ประเด็นความขัดแย้งในสังคมหมดสิ้นไป ขอยืนยันว่าการพิจารณาของคณะกรรมการอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม และจากวันนี้ไปอยากให้นายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภา ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณารายงานนี้พร้อมนำข้อเสนอของคณะกรรมการไปสู่แนวทางการปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจัง
จากนั้น เป็นการรายงานผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการทั้งสามชุด โดยนายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความสมานฉันท์ทางการเมืองของสังคมไทย รายงานว่า แนวคิด คือ คนไทยทุกคนคือส่วนหนึ่งขอทางออกของปัญหาความขัดแย้ง โดยกระบวนการสมานฉันท์เป็นเรื่องเร่งด่วน และต้องทำต่อเนื่อง อาศัยเครือข่ายทุกส่วนของสังคม และต้องปลุกจิตสำนึกให้ทุกคนทดแทนบุญคุณแผ่นดินเกิด มีการดำเนินการ ระยะเร่งด่วนมีเป้าหมายลดการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง รวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมานฉันท์และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระยะกลางและระยะยาวคือการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย และการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ถาวร เพื่อรองรับการปฏิรูปการเมืองในอนาคตตลอดจน การแก้รัฐธรรมนูญ การยุบสภาและการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ในฐานะกรรมการ ยังได้ยื่นเรื่องถึงนายกฯ กรณีรายการหนึ่งที่ออกทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 โดยระบุว่า มีเนื้อหาไม่สร้างความสมานฉันท์ ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และการดำเนินการของรัฐสภา
ด้านนายประเสริฐ ชิตพงษ์ ส.ว.สงขลา ประธานคณะอนุกรรมการปฏิรูปการเมือง รายงานว่า แนวทางการปฏิรูปการเมืองได้แก่ การปฏิรูปโครงสร้างทางอำนาจการบริหาร การเมืองและเศรษฐกิจ วัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย บทบาททางการเมืองของภาคส่วนต่างๆที่ส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และ หลักนิติธรรม
ขณะที่พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รายงานว่า คณะอนุกรรมการ รวบรวมความเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้านที่สุด โดยเฉพาะการเสนอแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น คือ ระบบเลือกตั้งส.ส.ที่มาของส.ว. มาตรา 190 มาตรา 237 มาตรา 265 และมาตรา 266 เพื่อความสมานฉันท์ ก่อนจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหญ่ในระยะยาว เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม ขอยืนยันว่า เปิดโอกาสทุกภาคส่วนแสดงความเห็น จนมีข้อสรุปดังกล่าว ขั้นตอนต่อไป หากมีการแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องนำไปสู่กระบวนการยกร่าง ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ก็จะต้องไปรับฟังความคิดเห็นประชาชนเพิ่มเติมว่า จะหาแนวทางใดที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ไข นอกจากนี้ ต้องมีการแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องด้วยอาทิ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญด้วยกกต.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากประธานอนุกรรมการฯได้รายงานเสร็จแล้ว นายดิเรก ได้ส่งมอบรายงานผลการศึกษา แก่นายชัย โดยนายชัย กล่าวว่า ตามที่ตนได้แต่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เมื่อวันที่ 1 พ.ค. มีอำนาจหน้าที่พิจารณาศึกษา ค้นคว้า รวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางสมานฉันท์ การปฏิรูปการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ผลเป็นที่ประจักษ์ว่า กรรมการ ทำงานจริงจัง ทุ่มเท อุตสาหะ มุ่งมั่นทำงานเต็มที่ โดยมีแนวทางให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน จนทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นตามระยะเวลา 45 วัน และส่งมอบได้ ในนามประธานรัฐสภา ขอชื่นชม และขอบคุณคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการ และเจ้าหน้าที่ที่ได้เสียสละแรงกาย แรงใจ มุ่งมั่นศึกษาและแสวงหาแนวทางแก้ไข ดังนั้น ตนจึงเชื่อมั่นว่า แนวทางของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ จะสามารถ แก้ปัญหาของประเทศ ทำให้ประชาชนมีความรักปรองดอง สามัคคีได้อย่างแน่นอน โดยฝ่ายรัฐสภา จะนำมาเป็นแนวทางแก้ปัญหา เพื่อให้ทุกภาคส่วนพึงพอใจ มีเจตจำนงเพื่อความปรองดองของคนในชาติ ความสุขร่วมเย็น อันจะนำพาให้บ้านเมืองเจริญยิ่งขึ้นสืบไป และขอส่งมอบรายงาน แก่ นายกรัฐมนตรี เพื่อรับไปดำเนินการ ต่อไปด้วย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขอขอบคุณประธานรัฐสภา และคณะกรรมการ ที่ได้จัดทำรายงานจนสำเร็จ หลายคนจำได้ว่า ตนเป็นคนปรารภ ให้ประธานตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลังจากบ้านเมืองประสบปัญหาความขัดแย้งต่อเนื่องมาหลายครั้ง ซึ่งพบว่า รายงานฉบับนี้ มีเรื่องครอบคลุมหลายประเด็น ที่เห็นชัดเจนเฉพาะหน้าที่สุดคือ เกี่ยวข้องกับกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีการเสนอทั้งระยะสั้น กลาง ยาว และมีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ระบบการบริหาร วัฒนธรรมทางการเมืองและพฤติกรรมทางกรเมืองของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตนได้ปรึกษาหารือ นายชัย เนื่องจากมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ว่า จะทำอย่างไรให้ทางสภา มีโอกาสพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งคงต้องดำเนินการหลังจากเปิดสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติวันที่ 1 ส.ค.แล้ว ในรูปแบบที่เหมาะสม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนฝ่ายบริหาร จะดำเนินการคู่ขนานกันไป โดยจะนำไปหารือในครม. เพียงแต่อยากนำเสนอแง่มุมที่ครบถ้วน ตนเข้าใจดีว่า กว่าจะมาเป็นรายงาน ทุกคนเหน็ดเหนื่อย และมีความแตกต่างหลากหลายพอสมควร และความแตกต่างนี้ แม้จะแตกต่างเพียงหนึ่งหรือสองประเด็น แต่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ ฉะนั้น ฝ่ายบริหาร จะคำนึงถึงความละเอียดอ่อนตรงนี้ และจะพิจารณาถึงรูปแบบความเหมาะสมในการดำเนินการต่อ จากนี้ต่อไป ทั้งนี้รัฐบาลมีเจตนาแน่วแน่ว่า จะให้การเมืองเข้าสู่ระบบ เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย และแก้ไขปัญหาโดยการปฏิรูปการเมืองที่เป็นปัญหาอย่างช้านาน ภายใต้เจตนารมณ์ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยืนยันว่า จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป
ด้านนายชัย กล่าวว่า ในรายงานพบว่า บางอย่างปฏิบัติง่าย บางอย่างปฏิบัติยาก ก็จะหารือกับนายกฯต่อไป เพื่อพิจารณาว่า จะทำอย่างไร จะต้องตั้งคณะกรรมการต่อไปหรือไม่ และในเย็นวันนี้ ขอเชิญคณะกรรมการทุกคน รับประทานอาหารเย็น ที่โรงแรมปริ๊นเซส หลานหลวง ทั้งนี้เป็นงบรับรองของประธานสภา และปิดพิธีการส่งมอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนที่นายอภิสิทธิ์จะเดินทางมาร่วมพิธีรับมอบรายงานของคณะกรรมการสมานฉัน ฯ ปรากฎว่า มีส.ว.ทั้งกลุ่มที่ต่อต้าน และกลุ่มที่สนับสนุนข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็น ต่างมายืนออกันที่หน้าห้องรับรองพิเศษ บริเวณชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2 โดยฝ่ายต่อต้าน นำโดยน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ซึ่งได้สวมหน้ากากอนามัยที่เขียนข้อความว่า “สมานฉันท์ หยุดแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง” โดยเจ้าตัวกล่าวด้วยเสียงดังว่า “เป็นหน้ากากป้องกันเชื้อโรคของนักการเมืองที่เห็นแก่ตัว” รวมทั้งน.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี นายคำนูณ สิทธิสมาน นายสมชาย แสวงการ นายวรินทร์ เทียมจรัส นายไพบูลย์ นิติตะวัน นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ส่วนส.ว.ฝ่ายสนับสนุน นำโดยพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส.ว.ทั้ง 2 กลุ่มได้ปะทะคารมกันอยู่ตลอดเวลา โดยนายเกชา ยืนยันว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นหนทางในการสร้างความเป็นธรรมในบ้านเมือง ขณะที่นายประสาร ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นนี้เป็นหลุมพรางของความสมานฉันท์ และน.ส.สุมล แย้งว่า แก้ไขได้แต่ต้องไม่ใช่แก้เพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ น.ส.รสนา กล่าวก่อนการยื่นหนังสือคัดค้านข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ต่อนายกฯ ว่า การแก้รัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็นนั้นเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของนักการเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ได้นำไปสู่ความสมานฉันท์แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งใหม่ โดยในประเด็นต่างๆไม่ว่าจะเป็น ม.237 เป็นการนิรโทษกรรมซ่อนรูป หรือการแบ่งเขตเลือกตั้ง ล้วนไม่ได้ตอบโจทย์ความขัดแย้งในสังคมไทยได้เลย ยิ่งทำให้เขตเล็กยิ่งบีบให้ประชาชนในพื้นที่แคบๆที่มีทั้งสีเหลืองสีแดงทะเลาะกันมากขึ้น นอกจากนี้ยังสอดใส้ที่จะออกกฎหมายปรองดองที่มีเนื้อหาให้ยกเลิกความผิดของนักการเมืองทั้งหมดนั้นเป็นการทำลายหลักนิติรัฐอย่างชัดเจน เปรียบว่า เชื้อหวัด 2009 ยังไม่น่ากลัวเท่าเชื้อชั่วของนักการเมืองที่เห็นแก่ตัว
ด้านนายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี แกนนำกลุ่มส.ว.เลือกตั้ง กล่าวว่า ส.ว.กว่า 50 คน เห็นด้วยกับแนวทางของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เพราะเชื่อว่า จะสร้างความสมานฉันท์ให้ประเทศได้ ส่วนที่กลุ่ม 40 ส.ว. ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ก็ไม่เป็นไร เป็นความเห็นที่ต่างกันได้ อย่างไรก็ดี ที่กลุ่ม 40 ส.ว. มองว่า ได้ประโยชน์เฉพาะนักการเมือง คงไม่ใช่ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชน และ ฝ่ายการเมืองได้ประโยชน์
นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร แกนนำกลุ่มส.ว.เลือกตั้ง กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เพราะต้องการให้บ้านเมืองสงบสุขและเชื่อว่า จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เพราะแนวทางที่คณะกรรมการเสนอ อยู่บนทางสายกลาง ขณะนี้ต้องยอมรับว่า บ้านเมืองมีคนสองกลุ่มที่แตกแยกทางความคิด แต่ข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ จะสร้างความเป็นธรรมให้ทุกกลุ่ม ซึ่งขณะนี้ส.ว.หลายคนเห็นด้วย แต่อย่าไปเทียบจำนวนกับกลุ่ม 40 ส.ว. เพราะแต่ละคนมีความเห็นต่างกันได้ ทั้งนี้กลุ่มส.ว.เลือกตั้ง จะยื่นหนังสือเหตุผลสนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ ถึงนายกฯ ต่อไป
ด้านพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กล่าวถึงกรณีที่กลุ่ม 40 สว.ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ก็เป็นเหตุผลของคนที่ไม่เห็นด้วย แต่ตนยืนยันว่า การแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ทำเพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่าคิดอะไรมาก ส่วนกรณีที่ส.ว.มีความคิดเห็นแบ่งเป็น 2 ฝ่ายเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนั้น ยอมรับว่า เรื่องนี้ย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ที่สุดแล้วก็ต้องอยู่ผ่านกระบวนการรัฐสภาโหวตเพื่อลงมติ ส่วนการที่กลุ่ม 40 สว.มองว่าตนเป็นฝ่ายการเมืองนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่แน่นอน เรื่องนี้เป็นการเอาใจทุกฝ่ายไม่มีฝ่ายใดได้รับประโยชน์ สิ่งที่ตนพูดก็ล้วนแต่เป็นความจริง
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า การได้มาซึ่งส.ส.และส.ว.ที่ดี สุดท้ายแล้วจะได้รัฐบาลที่เป็นที่ยอมรับของประชาชน อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นคนเลือดใหม่ และเป็นน้ำดี ย่อมจะมีวิจารณญาณที่ดีพอในเรื่องดังกล่าว และการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีวาระซ่อนเร้อน เป็นการกระทำที่เปิดเผยไม่มีใครได้รับประโยชน์
ผู้สื่อข่าวถามว่าการแก้มาตรา 237 จะทำให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองกลับมาอีกครั้งนั้น พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า เรื่องบทลงโทษไม่ได้มีผลย้อนหลัง เมื่อได้รับการลงโทษแล้วก็ต้องรับไป ทั้งนี้ ตนยังไม่เคยเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใดในโลกที่มีคนทำผิดเพียงคนเดียวแล้วต้องมีการยุบทั้งพรรค และสิ่งที่ตนพูดก็ไม่ได้เปิดช่องให้กับผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ แต่ตนพูดในข้อเท็จจริง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็เคยมีการพูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ต่และางก็แสดงความไม่เห็นด้วยที่มีคนกระทำผิดแต่ลงโทษด้วยการยุบพรรค
“ชัย“หลุดพรรคร่วมไม่มีใครอยากเลือกตั้ง
นายชัย กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นพิธีส่งมอบรายงานว่า เมื่อมีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ ในเดือนสิงหาคม นี้ จะมีการปรึกษากับนายกรัฐมนตรี และวุฒิสภา ว่า จะมีการดำเนินการอย่างไร โดยจะนำข้อเสนอของคณะกรรมการฯมาศึกษาและพิจารณาอย่างละเอียด เพราะเท่าที่ดู แต่ละเรื่องมีความละเอียดอ่อนมาก จึงต้องทำอย่างรอบคอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในสมัยประชุมสภาฯดังกล่าว จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จเลยหรือไม่ นายชัย กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นการเอาข้อเสนอ มาพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้เป็นรูปธรรม และต้องรอผลการทำงานของคณะกรรมการที่ดูเรื่องการสลายการชุมนุมด้วย เพื่อจะได้นำมาสรุปร่วมกัน ในคราวเดียวไปเลย
“ ทุกเรื่องมีความละเอียดอ่อนมาก ดูอย่างที่ท่านวิทยา (บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย) ก็ส่งเรื่องให้รัฐบาลยุติการออกรายการหนึ่งที่ออกอากาศทาง ช่อง11 มันมีปัญหาอะไรร้อยแปดไปหมด ถ้าอย่างนั้นผมก็กราบเรียนอดีตนายกรัฐมนตรีหยุดโฟนอิน และทางนี้ก็หยุดก็หมดเรื่องกัน” ประธานสภาฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญช้ากังวลหรือไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเกิดการงอน นายชัย กล่าวทันควันว่า “ไม่หรอก เพราะส.ส.ก็ไม่มีใครอยากให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่กันทั้งนั้น เพราะว่ามันเหนื่อยอยากอยู่กันยาวๆ เขามีความคิดเห็นกันอย่างนั้น และยืนยันว่าไม่ใช่การซื้อเวลาแน่นอน แต่เพื่อการประนีประนอมให้อยู่ด้วยกัน อย่าลืมว่า ถ้าแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็ต้องมีการยุบสภาทันที แต่สำหรับผมถ้าจะมีการยุบสภาในวันพรุ่งนี้ก็ได้ดีซะอีกผมจะได้กลับไปพักผ่อน”
ด้านนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า สำหรับการยื่นข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ต่อ นายกรัฐมนตรีนั้น ตนคิดว่ารัฐบาลต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว และในส่วนของสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯก็ต้องเร่งดำเนินการเช่นกัน ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องของนักการเมืองนั้น ต้องบอกว่า มีหลายข้อหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการ เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ปรองดองที่แท้จริง ไม่ใช่แก้ไขเพื่อนักการเมืองเท่านั้น
อย่างไรก็ตามตนตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา 3 สัปดาห์ ได้มีการออกอากาศรายการหนึ่งทางช่อง 11 ซึ่งมีเนื้อหาที่สร้างความแตกแยก นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ปล่อยให้ออกอากาศได้อย่างไร ทั้งที่ผู้จัดรายการนี้ ก็เป็น 1 ใน คณะกรรมการที่มาแก้ไขปัญหาทางการเมืองเพื่อความปรองดองและสมานฉันท์และการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ได้มาจัดรายการที่สร้างความแตกแยกเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้หากยังไม่การถอดรายการดังกล่าวออก ตนจะปรึกษากับพรรคเพื่อไทย เพื่อดำเนินการยื่นเรื่องขอให้ถอดรายการนี้อย่างเป็นทางการอีกครั้ง



