ข่าว

‘บิ๊กตู่’ออกจม.ข่าวแจงใช้ม.44แก้โรฮิงญา

‘บิ๊กตู่’ออกจม.ข่าวแจงใช้ม.44แก้โรฮิงญา

02 มิ.ย. 2558

‘บิ๊กตู่’ออกจม.ข่าวแจงใช้ม.44แก้โรฮิงญา เปิดใจตัวตนคนเรียบง่ายขอคนวิจารณ์เข้าใจ กมธ.ปฏิรูปการเมือง-กฎหมาย จี้หั่นรธน.เหลือ 118 มาตรา

               เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาล ได้มีการเผยแพร่“จดหมายข่าวรัฐบาล เพื่อประชาชน”ฉบับที่3วันที่1มิถุนายน2558โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้เขียนบทความลงในหน้า 1 “จากใจนายกรัฐมนตรี”มีเนื้อหาระบุว่า การเผยแพร่รายการคืนความสุขของคนในชาติ เกือบจะออกอากาศครบ1ปี โดยความปรารถนาคือต้องการสื่อสาร เจตนารมณ์ และเพื่อเป้าหมายการทำงานของรัฐบาล แม้จะมีหลายคนบ่นว่า นายกฯพูดอะไรมากมายบ้าง พูดเยอะไปแล้วบ้าง ไม่มีมุขเลย ไม่สนุกบ้าง อยากให้พิธีกรมาสัมภาษณ์ หรืออยากดูละครบ้าง โดยขอน้อมรับฟังความเห็นและพยายามปรับปรุงรายการ รวมทั้งให้รองนายกฯ รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงมาชี้แจงประชาชน และอยากขอให้ประชาชนให้ความสำคัญกับเนื้อหา ซึ่งเป็นเรื่องของประเทศชาติ อนาคตลูกหลาน รากฐานของประเทศ ที่ปรากฏในรายการมากกว่าใส่ใจในเรื่องรูปแบบของรายการ ว่าควรสนุก มีสีสัน แปลกใหม่ ดึงดูดใจ เพราะในฐานะนายกฯต้องการสงวนเวลาเพื่อทำงานแก้ไขปัญหาและปฏิรูปประเทศมากกว่า

               “ผมคงทำงานแบบของผม ตรงๆ เรียบง่าย ชัดเจนแบบนี้ต่อไป ผมไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เมื่อตั้งใจทำแล้วต้องทำให้สำเร็จ เหนื่อยยากแค่ไหนก็ต้องทำ หวังว่าสักวันท่านที่เคยวิพากษ์วิจารณ์จะเข้าใจผมมากขึ้น พี่น้องประชาชนคงทราบดีว่าบ้านเมืองในห้วงเวลานี้มีเรื่องรุมเร้าที่ต้องได้รับการแก้ไขมากมาย สิ่งที่จะทำให้ประเทศของเราผ่านพ้นอุปสรรคไปได้คือการยึดหลักคิดดี ทำดี ซึ่งที่สุดแล้วจะได้ผลดีตามมาด้วย ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายด้วยความรอบคอบ มีคุณธรรม มีเหตุผล และซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชนทั้งปัจจุบันและอนาคต”พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
 
               ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจากนี้ในจดหมายข่าวยังมีการชี้แจงการใช้อำนาจมาตรา44ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ผ่านมา ว่าเป็นการใช้อย่างสร้างสรรค์ ทั้งยังมีการระบุถึงการแก้ปัญหาชาวโรฮิงญา โดยหวังว่าการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมานั้น ความร่วมมือดังกล่าวจะสามารถทำให้การแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้

 

เลขาฯสมช.จับตาแก้โรฮิงญา 
  
                ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญา ว่า การย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติเมื่อมีผู้ที่เข้าไปหวังผลประโยชน์มีการจัดการโดยมิชอบ ผิดกฎหมายก็จะกลายเป็นปัญหาอาชญากรรม อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาต่อไป เชื่อว่าจะมีเซอร์ไพรซ์ เพราะจะมีการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจังโดยรัฐบาล ทำให้สิ่งที่หมักหมมในอดีตฟุ้งขึ้นมา แล้วจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นทำให้แก้ปัญหาได้ดีขึ้น หากเราไม่ทำอย่างจริงจังก็จะเกิดการกดทับปัญหาอย่างเดิม
  
                เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้สมช.ได้ข่าวพล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์บ้างหรือไม่ เลขาฯสมช. กล่าวว่า ไม่ได้ข่าว แต่ได้จากการขยายผล ซึ่งต่อไปเราจะเห็นในสิ่งที่เราไม่เคยเห็นและไม่คิดว่าจะมีสิ่งที่เรานึกไม่ถึง เราพยายามทำงานตรงนี้อย่างเต็มที่ แต่ในเรื่องของระบบบริหารแรงงาน ซึ่งปัจจุบันได้พยายามให้มีการจดทะเบียนและดูแลให้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่แอบแฝง ซ่อนเร้น โดยรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการปราบปรามอยู่
  
                เมื่อถามว่า ต่อไปจะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดผู้ที่จะเข้ามาทำงานด้านนี้หรือไม่ เลขาฯสมช. กล่าวว่า แต่ละกระทรวงคงต้องเป็นผู้ตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อดูแลคนในหน่วยงานตัวเอง อย่างไรก็ตามเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนแม้ปัญหาจะมากขึ้นแต่การจัดการก็จะดีขึ้นตามไปด้วย เพราะจะมีการจัดการร่วมในประเทศสมาชิก เพราะปัญหาชาวโรฮิงญานั้นเป็นปัญหาของโลก ซึ่งสหประชาชาติจะต้องเข้ามาดูแล ส่วนที่มีการกดดันไทย เราก็ต้องพูดเพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้แก่ต่างประเทศ เพราะแต่ละประเทศก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง แต่เมื่อนำข้อมูลของทุกประเทศมารวมกันคิดว่าไม่มีใครสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้
  
                “ผมหนักใจ เพราะในการบริหารจัดการของเราต่างเผชิญกับปัญหาเยอะ มีปัญหามากมายที่สะสมอยู่ไม่ใช่เริ่มจากศูนย์แล้วมานับหนึ่งในเออีซีใหม่ แต่ปัญหาที่หมักหมมอยู่นี้จะเป็นอุปสรรคที่บั่นทอนความก้าวหน้าในเรื่องของเออีซีพอสมควร แต่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการในหลายๆมิติ และคิดว่าการรื้อระบบข้าราชการใหม่ของราชการ ทำให้ข้าราชการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนมีความสุขมากขึ้น ได้รับความถูกต้องชอบธรรม และปัญหาโรฮิงยาหากมีการจัดการแบบมีส่วนร่วมปัญหาก็น่าจะเบาบางลง” เลขาฯสมช. กล่าว

 
กมธ.ปฏิรูปการเมือง-กฎหมาย จี้หั่นรธน.เหลือ 118 มาตรา
  
               ที่รัฐสภา นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เปิดเผยว่า ประเด็นที่กมธ.ปฏิรูปการเมืองและกมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จะไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 4 มิ.ย.เพื่อให้มีการทบทวนร่างรัฐธรรมนูญคือ การขอให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่สั้น กระชับ ตามหลักสากล ซึ่งกมธ.ทั้งสองคณะเสนอให้ตัดรัฐธรรมนูญเหลือ 118 มาตรา ส่วนรายละเอียดอื่นๆให้ไปส่งในกฎหมายลูก เช่น ระบบรัฐสภา และที่มาส.ว. ควรระบุว่า มีที่มาอย่างไรเท่าไร ส่วนจำนวน และสัดส่วนให้ไปใส่ในกฎหมายลูก เพราะในอนาคตหากมีการแก้ไข ก็สามารถแก้ไขในกฎหมายลูกได้ ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐธรรมนูญใช้ได้ 50 -100 ปี
 
                นายสมบัติ กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่จะขอให้กมธ.ยกร่างฯทบทวน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องโครงสร้างการเมือง อยากให้กมธ.ยกร่างฯได้ศึกษาเรื่องการมีรัฐบาลผสมทำให้ประเทศอ่อนแอ แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เพราะรัฐบาลผสมเป็นอันตรายต่อการพัฒนาประเทศ ยังไม่เคยเห็นประเทศใดขับเคลื่อนประเทศ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ โดยใช้รัฐบาลผสม
 
               “ประเด็นนายกฯคนนอก เห็นว่าไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชน รัฐธรรมนูญบอกว่า ระบอบประชาธิปไตยต้องยึดหลักความใกล้ชิดกับประชาชน ถ้ามีความจำเป็นต้องมีนายกฯคนนอกในช่วงเวลาเฉพาะกิจ ก็ให้นำไปใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลแทน ทั้งนี้หากกมธ.ยกร่างฯไม่แก้ไขในเรื่องรัฐบาลผสม กมธ.ทั้งสองคณะก็คงรับไม่ได้ เพราะถ้ารัฐบาลอ่อนแอ ประเทศก็ไม่มีอนาคต”นายสมบัติ กล่าว

 

พระสุเทพขอปชช.อยู่นิ่งรอรธน.เสร็จก่อน
 
               ที่วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม จ.สุราษฏร์ธานี   พระสุเทพ ปภากโร (สุเทพ เทือกสุบรรณ) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพร้อมที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และทำประชามติ ตามเสียงเรียกร้องว่า ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์  เป็นทหารอาชีพ ไม่เคยเตรียมตัวที่จะมาเป็นนักการเมืองหรือนายกฯ เขาต้องเข้ามาเป็นนายกฯ เพราะสถานการณ์ บังคับ เพื่อให้ประเทศอยู่รอด เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง มีแต่ทหาร มีแต่กองทัพ ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาตอนนั้นได้
 
               “เขาเป็นผู้นำกองทัพ เขากล้าตัดสินใจ เขากล้าหาญมาก เราต้องยอมรับ เพราะถ้าทำแล้วแพ้ เขาเองก็ต้องติดคุกติดตะราง โดนยิงเป้าเวลานี้เขาเองก็เปลี่ยนหลายอย่างเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน เขาก็มารับภาระแทนประชาชนหมดแล้ว แบกอยู่คนเดียว เวลานี้ดูเหมือนใครๆก็รุมเขา ทั้งฝั่งซ้ายฝั่งขวาซัดเขาหมด เราบอกตรงๆว่า กปปส.และมวลมหาประชาชนเอาใจช่วย และเราเองก็ไม่มีอะไรผูกพันกับเขา แต่เมื่อเขามาด้วยเจตนาดี ตั้งใจทำดีเพื่อบ้านเมืองเราก็เอาใจช่วย อยากให้เขาทำงานให้สำเร็จ อยากให้เขากลับบ้านอย่างมีความสุข เมื่อทำงานสำเร็จ เราคิดว่าประชาชนควรแยกแยะให้ดี แยกมิตร แยกศัตรูให้ดี ว่าใครคือศัตรูของประเทศ ใครคือมิตรของประชาชน ตรงนี้สำคัญ อย่าไปทำตามกระแส เดี๋ยวนี้มีการปั่นกระแสกันมาก ให้รัก ให้ชัง ซึ่งมันไม่เป็นจริง ปัจจุบันมี โซเซียลมีเดีย ถล่มกันใหญ่เลย อย่างนี้อันตรายมาก”
 
               พระสุเทพ กล่าวว่า แต่เราเชื่อมั่นในคนไทย เพราะคนไทยเป็นชาวพุทธ มีสติ คิดได้รู้ได้ ไม่หวือหวา ส่วนที่หวือหวา เป็นพวกอยู่ในเมือง คนไทยส่วนใหญ่คิดได้แต่ถ้าใครมาถามก็จะบอกว่าเราสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ สามารถทำงานให้สำเร็จ เพราะนั่นคือเจตนารมณ์ของคนไทยส่วนใหญ่ที่ต้องการเห็นประเทศเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง มีความสงบสุข
 
               พระสุเทพ กล่าวถึงการทำประชามติว่า เป็นเรื่องตลก สมมุติว่าเรามีของดีชิ้นหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องถามใคร เพราะอย่างไรมันก็ต้องดี ไปถามเขาแล้วจะออกความเห็นอย่างไรมันก็ดีเหมือนเดิม ไม่เป็นปัญหา แต่คิดว่าความสำคัญ อยู่ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและฝ่ายต่างๆที่มีหน้าที่ อย่างแม่น้ำ5สาย ช่วยกันคิดช่วยกันทำให้ดีก็สามารถที่จะสร้างรัฐธรรมนูญที่ดี ที่สมบูรณ์แบบได้ ส่วนประชาชนอย่ากระโจนลงไปบนความเชี่ยวกรากของกระแสน้ำไม่ว่าสายไหนก็แล้วแต่ อยู่บนตลิ่ง นั่งดูเขาก่อน คนที่มีหน้าที่ให้เขาทำไป เขาจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็ปล่อยเขา จะเอาทฤษฎีเยอรมัน ฝรั่งเศส หรืออเมริกา ประชาชนอย่างเราก็นั่งดูไปก่อน ให้เขาได้ข้อสรุปก่อนว่าจะเอาอย่างไร
 
               พระสุเทพ กล่าวว่า ตอนนี้จะมาลากเอาประชาชนลงไปตะลุมบอนด้วยคงไม่ได้ ทุกคนเวลานี้ก็อ้างประชาชน ประชาชนเองก็อย่าให้เขาเอาไปอ้าง นั่งนิ่งๆไว้ เพราะไม่ใช่งานของประชาชน สรุปง่ายๆคือให้กระบวนการทำรัฐธรรมนูญถึงที่สุดก่อนให้ทุกคนที่มีหน้าที่ได้ทำหน้าที่ของเขาให้สมบูรณ์แบบก่อน จากนั้นจึงเป็นรอบของประชาชน