ข่าว

'สมบัติ ธำรงธัญวงศ์' ฝากโจทย์ถึงกมธ.ยกร่างรธน.

'สมบัติ ธำรงธัญวงศ์' ฝากโจทย์ถึงกมธ.ยกร่างรธน.

02 มิ.ย. 2558

สัมภาษณ์พิเศษ : 'สมบัติ ธำรงธัญวงศ์' ฝากโจทย์ถึงกมธ.ยกร่างรธน. : โดย...ดารากร วงศ์ประไพ

 
                      ปฏิทินการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ที่กลุ่มผู้ยื่นคำเสนอความเห็นแก้ไขปรับปรุงร่างทั้ง 8 กลุ่มของสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะเข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ในช่วงวันที่ 2-6 มิถุนายนนี้
 
                      ขณะที่สังคมกำลังจับตาไปที่ประเด็นที่ได้มีการเสนอขอแก้ไข โดยเฉพาะในหมวดว่าด้วยระบบการเมือง ซึ่งมีประเด็นร้อนๆ รวมอยู่หลายประเด็น นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช. ได้ประมวลความเห็นของกรรมาธิการที่ได้เสนอขอแก้ไขในประเด็นต่างๆ โดยมีสาระน่าสนใจ ดังนี้ 
 
                      ต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเฉพาะกิจ แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่จะร่างเพื่อที่จะใช้ระยะยาวหวังว่าจะไม่มีการฉีกทิ้งอีก ฉะนั้นประเด็นอะไรที่จะเป็นเรื่องเฉพาะกิจหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็ควรที่จะนำไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาล 
 
 
 
รธน.สั้นกระชับ-สอดรับระยะยาว
 
 
                      ทั้งนี้ เพื่อที่จะให้การร่างรัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความถาวรและสอดคล้องกับอนาคต ก็ต้องเข้าใจว่าในอนาคต มันเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นในหลายประเทศจึงมีการกำหนดเฉพาะหลักการสำคัญไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนประเด็นอื่นจะไปกำหนดไว้ในกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะเวลาที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงก็จะสามารถไปแก้ไขกฎหมายลูกได้
 
                      นายสมบัติ ยังระบุว่า หากดูการเขียนรัฐธรรมนูญของเราหลายฉบับที่ผ่านมา จะเต็มไปด้วยรายละเอียดซึ่งอาจเป็น 1 ส่วน 3 ของฉบับ เวลาจะแก้ไขก็ยาก ดังนั้นวิธีการจะแก้ก็คือเราต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้กระชับและสั้น สอดคล้องกับระยะยาว แล้วไปดำเนินการจัดการเรื่องกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่สำคัญให้เสร็จสิ้นก่อนจะมีการเลือกตั้ง
 
 
 
อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน
 
 
                      ส่วนประเด็นสำคัญที่กรรมาธิการให้ความสนใจมากที่สุด นั่นคือ เรื่องโครงสร้างของร่างรัฐธรรมนูญ ว่าจะต้องเป็นไปตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย หมายความว่าอำนาจอธิไตยต้องเป็นของประชาชน ซึ่งเป็นหลักการระยะยาว ใครจะไปบอกว่ามีวิกฤติหรือเฉพาะหน้า จะเอาไปใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลอะไรก็แล้ว แต่เราเห็นว่าควรยึดหลักตรงนี้ 
 
                      นั่นหมายความว่าประชาชนต้องเลือกตัวแทนมาใช้อำนาจ ซึ่งกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้เคยเสนอให้ประชาชนเลือกผู้นำโดยตรง แต่เมื่อกมธ.ยกร่างฯ ไม่เอา อย่างน้อยเราก็ต้องมีหลักการที่ชัดเจน
 
 
 
นายกฯคนนอกทำประเทศถอยหลัง
 
 
                      อย่างประเด็นเรื่อง "นายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็น ส.ส." ซึ่งกมธ.ยกร่างฯ ก็ให้เหตุผลว่า เขียนไว้กว้างๆ เผื่อมีเหตุวิกฤตินั้น จากที่อ่านดูตามรัฐธรรมนูญก็ไม่เห็นมีตรงไหนที่จะต้องมีวิกฤติ 
 
                      “ถ้าคุณบอกว่าคุณเอาคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ มันก็จะย้อนกลับไปปี 2511 ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2511 ที่บอกว่าห้าม ส.ส.เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี มันไม่ใช่ปฏิรูปแต่ถอยหลังไปไกลมาก”
 
                      ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทางกมธ.ยกร่างฯ ระบุไว้ชัดเจนว่า หากมีการยุบสภาให้รัฐบาลพ้นสภาไปเลย และให้มีรัฐบาลรักษาการโดยให้ปลัดกระทรวงเป็นรัฐมนตรีและเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ วิกฤติแบบเก่าก็ไม่มีแล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่าการที่จะให้นายกฯ คนนอกมาเพื่อแก้วิกฤติจึงเกิดขึ้นไม่ได้ 
 
                      “ประเทศไทยอำนาจอธิปไตยมี 3 อำนาจ 1.อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งมีหน้าที่บัญญัติกฎหมาย 2.อำนาจบริหาร ถ้าไม่มี ส.ส.เป็นนายกฯ และเป็นรัฐมนตรีจะเกี่ยวโยงอะไรกับประชาชน 3.อำนาจตุลาการ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประชาชนอยู่แล้ว ตกลงประชาธิปไตย 3 ขา ก็จะเหลือขาเดียวถ้าเป็นแบบนี้จะมีความเป็นประชาธิปไตยที่ต่ำมาก”
 
 
 
ส.ว.มีอำนาจมากต้องมาจากการเลือกตั้ง
 
 
                      ขณะที่ประเด็น "ที่มาของส.ว." นายสมบัติ เห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้กมธ.ยกร่างฯ ไปร่างให้ ส.ว.มีอำนาจมากกว่า ส.ส. คือ 1.มีอำนาจเสนอกฎหมาย 2.มีอำนาจให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระ 3.มีอำนาจในการถอดถอน แต่ให้ครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง อีกครึ่งหนึ่งมาจากวิชาชีพ อย่างนี้ไม่สอดคล้องกับหลักการสากล เพราะฉะนั้นเราก็เห็นว่าถ้าจะกำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจมากก็ทำได้ แต่ ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพียงแต่กำหนดคุณสมบัติให้สูงขึ้น ซึ่งต้องไปคิดกันต่อในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
 
                      ส่วนที่มองว่า ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจะยึดโยงกับพรรคการเมือง เห็นว่าตรงนี้เราก็ไปเอาบทเรียนจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มา แต่คิดว่าจะเป็นอย่างนี้ไปอีก 30 ปี หรือ 50 ปีหรือไม่ ต้องเชื่อว่าสังคมไทยเปลี่ยน ร่างรัฐธรรมนูญไว้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 10 ปีแค่นี้หรือ ไม่ใช้ระยะยาวหรือ
 
 
 
ผุดกลไกเข้มแข็งแทนรัฐบาลผสม
 
 
                      สิ่งที่เรากังวลมากอีกประเด็นหนึ่งคือ การออกแบบในระบอบประชาธิปไตย ต้องออกแบบให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพสูง ไม่ใช่จะบอกว่าออกแบบให้มีรัฐบาลผสมที่ไม่เข้มแข็ง เพื่อจะได้มีพรรคการเมืองหลายพรรคมาเป็นรัฐบาล และเพื่อให้พรรคเหล่านี้จะได้ยอมปรองดองกัน ลองไปถามพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยว่าจะยอมปรองดองกันหรือไม่
 
                      การมีรัฐบาลผสม เราต้องไปดูว่าถ้าเป็นรัฐบาลผสมที่พรรคแกนนำมีเสียงไม่ถึงครึ่ง สภาพการบริหารประเทศจะเป็นอย่างไร ถ้านึกไม่ออกให้นึกดูรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พรรคประชาธิปัตย์มีเสียงไม่ถึงครึ่ง แล้วก็ไปเอาพรรคขนาดกลางเข้ามา ตกลงเหลือกระทรวงอะไรบ้างที่ให้พรรคประชาธิปัตย์ แล้วเวลาพรรคเหล่านี้ไปบริหารแล้วเกิดอะไรขึ้น นายอภิสิทธิ์จะไปกำกับเขาได้หรือไม่ ถ้ายังอยากจะให้เป็นอย่างนี้ต่อไปตามที่กมธ.ยกร่างฯ ได้เคยเสนอไว้ รัฐบาลเหล่านี้ก็จะกลับมาอีก
 
                      “ต้องเข้าใจว่ากระบวนการเลือกตั้ง ยังสำคัญน้อยกว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น กมธ.ยกร่างฯ ก็ให้เหตุผลว่าคิดที่จะออกแบบให้การเลือกตั้งนำไปสู่รัฐบาลผสม เพราะเคยร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และได้รัฐบาลที่เข้มแข็งแล้วมีปัญหา การแก้ไขโจทย์โดยออกแบบให้มีรัฐบาลที่อ่อนแอจึงคิดผิด”
 
                      นายสมบัติ เสนอความเห็นว่า ฉะนั้นสิ่งที่เราเสนอคือต้องออกแบบให้การเลือกตั้งมีโอกาสที่จะได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง และไปสร้างกลไกการตรวจสอบใหม่ เช่น การให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 ใน 10 เข้าชื่อเสนอประธานวุฒิสภาแต่งตั้งกรรมการไต่สวนอิสระ หากพบว่ามีมูลความผิดทางอาญาก็ให้ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
 
                      นอกจากนี้ เรายังเสนอเปลี่ยนแปลงเรื่องการถอดถอน เพราะเห็นว่าการถอดถอนโดยให้นักการเมืองถอดถอนกันเองไม่เคยสำเร็จ เช่นเดียวกับการให้ ส.ว.ถอดถอนก็ไม่เคยสำเร็จ วันนี้กมธ.ยกร่างฯ เสนอให้ ส.ว.รวมกับ ส.ส. เป็นรัฐสภาในการถอดถอน ยิ่งหนักเข้าไปอีก เพราะไม่มีทางที่จะถอดถอนได้ เพราะคนเป็นรัฐบาลต้องมีเสียง 2 ใน 3 อยู่แล้ว เราจึงเสนอว่าการถอดถอนให้ใช้อำนาจตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีจำนวนเท่ากับ ส.ว.เป็นผู้ตัดสิน โดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง
 
 
 
ติง"โอเพ่นลิสต์"ปฏิบัติมีปัญหามาก
 
 
                      ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ยังกล่าวถึงประเด็นการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ให้ใช้ "ระบบโอเพ่นลิสต์" ว่า จะมีปัญหามากในทางปฏิบัติ ส่วนการเลือกตั้งแบบสัดส่วนคู่ขนาน คือให้มี ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คนตามที่กมธ.ปฏิรูปการเมืองเสนอมานั้น เป็นสัดส่วนที่คนไทยเข้าใจอยู่แล้ว และรับได้ถึงจะมีจุดอ่อนอยู่หลายอย่าง แต่มีโอกาสที่จะทำให้ได้รัฐบาลที่เข้มแข็งและเมื่อไปเพิ่มกลไกการตรวจสอบตามที่กล่าวไว้ข้างต้นก็จะทำให้โอกาสที่รัฐบาลที่เข้มแข็งแล้วมีการทุจริตก็จะอยู่ยาก
 
                      อีกเรื่องที่ได้เสนอไว้ คือ "การประเมินผล" โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการประเมินผล ซึ่งนอกจากการจะประเมินผลกรรมการองค์กรอิสระแล้วจะต้องระบุไว้ด้วยว่า เมื่อผลการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ต้องนำไปสู่การถอดถอดได้ เพื่อที่จะได้ไปคัดสรรคนอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทน อีกประเด็นหนึ่งคือการประเมินบุคคลภาครัฐและผู้บริหารพร้อมกำหนดเกณฑ์มาตรฐานให้ชัดเจน เพื่อที่จะไม่ให้นักการเมืองเอาตำแหน่งไปซื้อขาย 
 
 
 
กกต.ไม่มีอำนาจ-ยักษ์ไม่มีกระบอง
 
 
                      เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องการเลือกตั้ง ที่เห็นว่าเหตุผลของกมธ.ยกร่างฯ ที่ต้องการแยกผู้ควบคุมกับผู้ปฏิบัติออกจากกันนั้น หากดูความเป็นจริงบ้านเรา สาเหตุที่เปลี่ยนหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเปลี่ยนให้คณะกรรมการอิสระมาทำหน้าที่แทน เพราะหน่วยงานของรัฐและการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ 
 
                      การให้มีคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) เห็นว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่วันนี้ในแง่ของการจัดการเลือกตั้ง กกต.มีประสบการณ์เยอะ และมีหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ถ้ามีข้อบกพร่องแล้วแก้ไขนิดหน่อยก็จะดีขึ้น 
 
                      “การจะแก้ไขต้องไปแก้สิ่งที่เป็นปัญหา ฉะนั้นถ้ามีความไม่มีประสิทธิภาพก็กลับไปแก้ไข ส่วนที่เป็นปัญหามากของกกต.คือการจับการทุจริตที่ทำไม่ค่อยได้ นั่นก็ต้องไปหาทางดำเนินการ เราจึงเสนอว่าให้ กกต.มีอำนาจในการจัดการเลือกตั้งตามเดิม และให้มีอำนาจแจกใบแดง ไม่เช่นนั้นก็เป็นยักษ์ที่ไม่มีกระบอง ในส่วนของผู้ถูกกล่าวหาก็ให้มีสิทธิในการร้องต่อศาลภายใน 7 วัน โดยศาลต้องใช้วิธีไต่สวน”
 
 
 
รับไม่มั่นใจแก้ไขร่างได้แค่ไหน
 
 
                      สำหรับประเด็นการทำ "ประชามติ" นายสมบัติมีมุมมองว่า ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ต้องทำประชามติ แต่หากว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยแล้วไปทำประชามติก็จะแพ้ เพราะภาครัฐจะไประดมประชาชนสู้ฝ่ายพลเมืองไม่ได้ และหากมีการทำประชามติแล้วประชาชนไม่รับ จะทำอย่างไรต่อไป ตรงนี้เป็นเรื่องที่กมธ.ยกร่างฯ จะต้องไปพิจารณา
 
                      ส่วนสุดท้ายแล้วมองหน้าตาของร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะออกมาหลังจากแก้ไขแล้วอย่างไร นายสมบัติ ระบุว่า "ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะมีการปรับแก้แค่ไหน เพราะนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ยึดพลเมืองเป็นใหญ่ และยังระบุอีกว่าให้ข้ามศพไปก่อนถ้าจะแก้ แต่จากที่ฟังความเห็นจากทางฝั่งรัฐบาลก็วิตกกังวลว่าจะบริหารประเทศได้หรือไม่ ถ้าบอกให้ประชาชนเป็นใหญ่ แต่คำว่าเป็นใหญ่เหล่านี้มีที่มาไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของสภาตรวจสอบภาคพลเมือง ซึ่งต้องมีกลไกที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะมีกลุ่มคนเข้ามาครอบงำ เพื่อเป็นตัวแทนคณะกรรมการ อย่างไรก็ตาม หากฟังจากทัศนะของประธานกมธ.ยกร่างฯ แล้ว ในหลักการใหญ่จะไม่เปลี่ยนเลย แต่หลักการเล็กน้อยอาจจะปรับได้"
 
 
 
 
 
---------------------
 
(สัมภาษณ์พิเศษ : 'สมบัติ ธำรงธัญวงศ์' ฝากโจทย์ถึงกมธ.ยกร่างรธน. : โดย...ดารากร วงศ์ประไพ)