ข่าว

อภิสิทธิ์ปาฐกถาพิเศษทิศทางพัฒนาอุดมศึกษาไทย

อภิสิทธิ์ปาฐกถาพิเศษทิศทางพัฒนาอุดมศึกษาไทย

16 ก.ค. 2552

 เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 16 ก.ค. นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "ทิศทางการพัฒนาอุดมศึกษาไทยสำหรับสังคมภูมิปัญญา" ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค โดยนายกฯกล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรกนั้น รัฐบาลดำเนินการโครงเรียนฟรี 15ปี และการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่สองนั้น จะใช้งบประมาณ 6 แสนล้านบาท หรือร้อยละ20 มาใช้ด้านการศึกษา

 ทั้งนี้ ในสามปีข้างหน้านั้น จะสร้างความแข็งแกร่งทางระบบการศึกษา ปรับปรุงการเรียนด้านต่าง ๆ และสถาบันอุดมศึกษานั้น จะจัดโครงการเพิ่มพูนขีดความสามารถตามสาขาต่าง ๆ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการแก้ไขปัญหาสะสมในอดีตนั้น ต้องกระทำ แต่การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น ระบบเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่เชื่อมโยงประชาชนทั่วโลกเข้าหากันนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุด โดยต้องใช้ประโยชน์จากตรงนี้ให้เกิดผลสูงสุดและมีประสิทธิภาพกับการศึกษา โดยคนพันธุ์เน็ตนั้น คือเด็กและเยาวชน และอีกไม่นานคนพันธุ์อื่นจะหมดไปเพราะสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หากการศึกษาไม่ปรับตัวเข้าหามันจะมีปัญหา

 นายกฯ กล่าวว่า การจัดการศึกษาในขั้นอุดมศึกษา ซึ่งเป็นขั้นปลายทางของการศึกษานั้น สิ่งสำคัญคือต้องให้นิสิตนักศึกษาค้นคว้าข้อมูลด้วยตัวเอง หากไม่ให้ความรู้ด้านการศึกษาก็ยากที่จะใช้ระบบเทคโนโลยีการสื่อสารที่จะบรรลุเป้าหมาย ปฏิเสธไม่ได้ว่า เครือข่ายอินเตอร์เน็ตมีคุณค่ามหาศาลด้านความเร็วในการค้นคว้าข้อมูล แต่ปัญหาที่ตามมาคือเรื่องเหล่านี้มิได้เอื้อให้เกิดการเรียนรู้เสมอไป เพราะการเรียนรู้ต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนด้วย จึงจะเกิดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์

 "เครื่องมือเป็นเพียงองค์ประกอบสำคัญ อินเตอร์เนตนั้น มีขยะข้อมูลอยู่มาก เพราะมีทั้งสิ่งดีและไม่ดี การขัดกรองข้อมูงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ครู อาจารย์จึงมีความสำคัญในการแนะนำแยกแยะข้อมูล วันนี้บางคนเสียทักษะการอยู่รวมกันในสังคม เพราะนำเอาเวลาไปใช้ในสังคมอินเตอร์เนต และโทรศัพท์มือถือ จนขาดสื่อสารกับคนในสังคมไม่ได้ ต้นทุนทางสังคมอย่างนี้ ต้องมีการดูแลไม่ให้เสียโอกาสไป ฉะนั้นจึงต้องมีการแนะนำการใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง เพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพ การปฏิรูปการศึกษารอบ 2 รัฐบาลจะผลักดัน และหวังว่า ทุกภาคส่วนจะเข้ามามีส่วนช่วยเหลือ เพื่อนำไปสู่สังคมที่เปลี่ยนแปลง ผมชอบคำว่า สังคมเรียนรู้มากกว่าสังคมภูมิปัญญา เพราะการเรียนรู้มันต้องเรียนรู้ตลอด"

 ต่อมาเวลา 09.00 น. นายกฯเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง Accessibility to higher Education for Persons with Disabilities ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ ถนนพระราม 3

 นายกฯ กล่าวว่า เรื่องการศึกษา เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาตั้งแต่แรก แม้ว่าในสถานการณ์ในสังคมกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ แนวทางของรัฐบาลด้านการศึกษา พยายามขยายการศึกษา เช่นการผลักดันให้เรียนฟรี 15 ปีทุกคน

 ส่วนคนพิการนั้น ก็จะให้ได้รับสิทธินี้เหมือนคนทั่วไป รัฐบาลมีแนวการจัดการศึกษา และขยายโอกาสอย่างต่อเนื่อง และต้องมีการปรับปรุง การให้การศึกษาแก่คนพิการแก่คนทุกระดับนั้น ต้องเกิดขึ้น รัฐบาลจะส่งเสริมให้คนพิการได้รับการศึกษา โดยจะต้องมีอุปกรณ์ สถานที่ วิชาที่คนพิการต้องการจะเรียน เพื่อพัฒนาคนพิการ ให้ได้รับสิทธิต่าง ๆเหมือนคนทั่วไป
 
 ทั้งนี้ ยืนยันว่า แม้เศรษฐกิจใน 2-3ปีข้างหน้า จะมีอุปสรรคด้านการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมรวมทั้งกองทุนส่งเสริม และพัฒนาการศึกษาของคนพิการ ของกระทรวงศึกษาธิการ จะมีงบประมาณ57ล้านบาท แต่งบประมาณปี 2553 จะมีงบเพิ่มให้อีก100ล้าน เพื่อส่งเสริมการศึกษาของคนพิการ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะต้องมีการพัฒนาบุคลากรที่จะมาสอนคนพิการ เพื่อให้คนพิการได้รับสิทธิต่าง ๆ เขาขอเสนอแนวคิดว่า ภาพรวมของนโยบายนี้รัฐบาลจะต้องปรับปรุงนโยบายการศึกษา และสวัสดิการของคนพิการให้เท่าเทียมกัน คนพิการ3แสนคน ที่ลงทะเบียนไว้ และยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ จะต้องเร่งดำเนินการ การศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาของคนพิการใน กทม และภูมิภาค จะต้องได้รับโอกาสอย่างทั่วถึง รวมทั้งต้องสร้างทัศนคติที่ดีของประชาชนต่อคนพิการ โดยจะต้องมีการระดมสรรพกำลังมาช่วยเหลือ องค์ความรู้และเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาไปมากจะขจัดอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องผลิตบุคลากรด้านนี้ให้มากเป็นพิเศษ เพราะแม้จะมีเงิน กฎหมาย หรือเทคโนโลยีก็ทำอะไรไม่ได้ หากไม่มีบุคลากรที่ดีมาดูแลด้านนี้

 จากนั้นเวลา 10.30 น. นายกฯเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Thailand Franchise & Business Opportunitis 2009 ปีที่ 5 และงาน Thialand Retail, Food & Hospitality Services 2009 ปีที่ 3 ณ ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา และกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ ในวันนี้ ถือเป็นการรวมเอา 2 งานใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ คอนเซ็ป two-in-one ธุรกิจแฟรนไชส์นั้น ถือเป็นรูปแบบของธุรกิจชนิดหนึ่งในโลกที่ประสบความสำเร็จสูงสุดอันหนึ่ง และธุรกิจนี้ ช่วยสร้างงานกว่า หมื่นคน ในประเทศ ในขณะเดียวกันธุรกิจแฟรนไชส์ก็ช่วยพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

 นายกฯ กล่าวว่า เขาจึงขอถือโอกาสนี้ กล่าวขอบคุณผู้จัดงาน บริษัท กวิน อินเตอร์เทรด ที่ช่วยให้งาน TFBO 2009 ซึ่งถือเป็นงานแสดงแฟรนไชส์ ไลเซ็นซิ่ง และโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ และช่วยจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ขายธุรกิจระดับนานาชาติกับผู้ต้องการซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ในภูมิภาคนี้

 นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวชื่นชมงาน TRAF 2009 ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กันนี้ ซึ่งถือเป็นงานแสดงนานาชาติเกี่ยวกับอาหาร ที่เชื่อมโยงกับงานบริการและการค้าปลีกในประเทศ ที่กลายเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดในระดับนานาชาติ

 นายกฯ กล่าวว่า ยินดีที่ได้เห็นความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจเฟรนไชส์ไทย ที่สามารถนำธุรกิจของตนไปสู่ตลาดในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ ด้วยผลิตภัณฑ์และการบริการทางเฟรนไชส์ที่มีความหลากหลายตั้งแต่ ธุรกิจอาหารไปสู่ธุรกิจการดูแลรักษาสุขภาพ ธุรกิจอัญมณีไปสู่ธุรกิจความงาม ธุรกิจเหล็กสู่ธุรกิจสปา และธุรกิจไอทีสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และนายกรัฐมนตรีมีความมั่นใจว่า จะได้เห็นเฟรนไชส์ไทยมีชื่อเสียงเช่นเดียวกับอาหารไทยและการบริการระดับเวิร์ลคลาสของไทย

 นายกฯ กล่าวว่า ในขณะนี้ มีหลายมาตรการที่ช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการเฟรนไชส์ไทยให้สามารถสร้างผลกำไรได้มากขึ้น รัฐบาลชุดนี้ ผ่านทางกระทรวงพาณิชย์ กำลังวางแผนทั้งระยะสั้นและยาวเพื่อสร้างโมเดลให้กับธุรกิจเฟรนไชส์ในฐานะส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการส่งออกของประเทศ รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการ Rainbow Project เพื่อเสริมสร้างแฟรนไชส์รายใหม่และส่งเสริมผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพ ผ่านการจัดสัมมนา และการประชุมเชิงปฎิบัติการ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยสร้างอาชีพและสร้างโอกาสการจ้างงานด้วย คู่ไปกับโครงการต้นกล้าอาชีพ ที่จัดการอบรมให้กับผู้ว่างงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยมีผู้ว่างงานกว่า 100,000 คนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

 นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าที่จะจัดการฝึกอบรมให้ได้ 500,000 คนภายในเดือนมีนาคม 2553 ซึ่งผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมเล่านี้สามารถเป็นผู้ประกอบการและริเริ่มธุรกิจแฟรนไชส์ของตัวเองหรือธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคตได้

 นอกจากนี้ ยังมีมาตรการระยะยาวสำหรับการส่งเสริมการส่งออกธุรกิจแฟรนไชส์ไทยไปสู่ตลาดระหว่างประเทศ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมิได้คำนึงถึงเฉพาะในแง่ปริมาณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าและบริการเพื่อให้สอดคล้องหรือเหนือกว่ามาตรฐานโลก ไม่เพียงเพื่อโลกรับรู้ถึงคุณภาพของสินค้าและบริการของไทยเท่านั้น แต่ให้ผู้บริโภคในโลกได้รับทราบวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของไทย เพื่อสร้างให้ไทยเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (creative economy) ในขณะเดียวกัน เพื่อให้ผู้ผลิตในท้องถิ่นรู้จักธุรกิจแฟรนไชส์และเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์ ธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นรูปแบบธุรกิจที่ win-win situation สำหรับทุกคน

 สำหรับผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ที่ต้องการขยายตลาดไปยังที่ใหม่ ๆ ก็สามารถทำได้ง่ายและเร็ว โดยไม่ต้องลงทุนใหม่ด้วยตัวเอง สำหรับผู้ซื้อแฟรนไชส์ก็เป็นวิธีที่เร็วและง่าย ในการตั้งธุรกิจของตัวเองขึ้นมา โดยไม่ต้องวางกลยุทธ์ทางการตลาด ไม่ต้องมีการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ และสำหรับเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ธุรกิจแฟรนไชส์ทำให้เกิดสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในตลาด ซึ่งจะช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผ่านทักษะและ know-how ซึ่งในระยะยาว จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขัน ให้กับระบบเศรษฐกิจ และสร้างทางเลือกที่มากขึ้นให้กับผู้บริโภค

 นายกฯ กล่าวว่า ปี 2551- 2552 เป็นปีส่งเสริมการลงทุนของไทย จึงขอเชิญชวนให้ประกอบการทุกคนใช้ประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมธุรกิจของไทย ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แรงงานที่มีทักษะ การมีจิตใจแห่งการบริการ รวมทั้งสภาพความเป็นอยู่ที่ดีในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยใหผู้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน  นอกจากนี้ รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ One-Start-One Stop ขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจในประเทศไทยไว้ในขั้นตอนเดียว นายกรัฐมนตรี จึงเชื่อว่า TFBO และ TRAF 2009 นี้ จะให้ทั้งความคิดและ incentives ต่อการเข้ามาขยายธุรกิจในประเทศไทย

 นายกฯ กล่าวว่า ผู้ประกอบการ เป็นกลไกที่แท้จริงที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ก้าวหน้า โดยรัฐบาลมีหน้าที่ช่วยสนับสนุนและเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจให้เหมาะสม ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงขอให้ผู้ประกอบการกับรัฐบาลร่วมกันทำงานต่อไป เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ และมาร่วมกันทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยสามารถขยายไปสู่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ภายในระยะเวลาไปกี่ปีข้างหน้านี้ด้วยกัน