
แคลิฟอร์เนียงัดกฎเหล็กคุมเข้มการใช้น้ำสู้ภัยแล้ง
แคลิฟอร์เนียงัดกฎเหล็กคุมเข้มการใช้น้ำสู้ภัยแล้ง : เปิดโลกวันอาทิตย์ โดยบุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แดนดินถิ่นอินทรีผยองอ่วมอรทัยจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่นับวันทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ อันเป็นผลกระทบส่วนหนึ่งจากภาวะโลกร้อน ทั้งภัยแล้ง มหาวาตภัยและมหาอุทกภัย โดยเฉพาะภัยแล้งที่กำลังคุกคามพื้นที่ต่างๆ ในหลายมลรัฐ สอดคล้องกับที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา พูดเมื่อวันเอิร์ธเดย์ 22 เมษายน ที่ผ่านมาว่า ทุกวันนี้ไม่มีภัยอะไรที่ร้ายแรงที่สุดต่อโลกมากไปกว่าภาวะโลกร้อนอีกแล้ว และสหรัฐเองก็หนีปัญหานี้ไม่พ้น เมื่อลมฟ้าอากาศเกิดร้อนอบอ้าวมากเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว
ถ้อยแถลงดังกล่าวของผู้นำทำเนียบขาวนับว่าทันการณ์พอดีที่จะแก้ปัญหานี้ โดยเฉพาะที่รัฐแคลิฟอร์เนีย อันเป็นรัฐที่มีพื้นที่การเกษตรกินอาณาบริเวณกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ จากภาพถ่ายดาวเทียมของนาซาบ่งบอกว่า ระดับน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติ และน้ำใต้ดินได้ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา โดยเฉพาะหลังจากเกิดภัยแล้งติดต่อกันถึง 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2554 หนำซ้ำ ปีที่แล้วยังทำลายสถิติภัยแล้งจัดมากเป็นประวัติการณ์ในรอบ 120 ปี ทำให้ขณะนี้พอมีน้ำเหลือกินเหลือใช้อีกแค่ปีเดียวเท่านั้น ถ้าเทียบกับอัตราการใช้น้ำของชาวแคลิฟอร์เนียในปัจจุบันที่เฉลี่ยแล้วราววันละ 181 แกลลอน หรือราวปีละ 2.5 ล้านแกลลอน
นอกจากนี้ จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดของคณะกรรมการควบคุมการจัดการทรัพยากรน้ำแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งคอยวัดปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคทั้งหมด พบว่าระดับน้ำในทุกพื้นที่ลดลงไปจนเกือบถึงจุดต่ำสุด บางพื้นที่ถึงขั้นแห้งขอด ขณะที่ระดับความหนาเฉลี่ยของทุ่งหิมะบนเทือกเขาเซียร์รา เนวาดา ทางตอนเหนือของรัฐ อันเป็นแหล่งผลิตน้ำจืดสำคัญได้ลดลงฮวบฮาบเมื่อปีที่แล้ว อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 65 ปี จากปกติที่จะมีความหนาไม่ต่ำกว่า 66 นิ้ว ในช่วงเวลานี้ของทุกปี แต่เมื่อปีที่แล้ว ความหนาลดลงเหลือแค่ 33 นิ้ว และขณะนี้เหลือความหนาเพียง 1-2 นิ้ว อันจะส่งผลกระทบต่อปริมาณของน้ำในเขื่อนที่เก็บกักน้ำที่ละลายจากหิมะไว้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำในเขื่อนเก็บกักน้ำ หรือ 30 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำที่สำรองใช้ทั่วรัฐ
จากผลการสำรวจความเห็นของชาวแคลิฟอร์เนียพบว่า 94 เปอร์เซ็นต์ ยอมรับว่าปัญหาภัยแล้งเป็นปัญหาร้ายแรง นอกจากนี้่ 1 ใน 3 ต่างสนับสนุนให้ผู้บริหารของรัฐรีบจัดระบบ “ปันส่วนการใช้น้ำโดยเร่งด่วน” ครอบคลุมตั้งแต่การปันส่วนการใช้น้ำภายในครัวเรือน ภายในเมือง รวมทั้งภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม ผลการสำรวจนี้ทำให้ เจอร์รี บราวน์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่กล้านิ่งนอนใจ รีบออกคำสั่งฉุกเฉินฉบับใหม่ให้ควบคุมการใช้น้ำทั่วทั้งรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐนี้ โดยให้มีการปันส่วนการใช้น้ำที่ “รัดกุมและเข้มข้น” มากขึ้นครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ ทุกหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชน ธุรกิจห้างร้านรวมถึงบ้านเรือนประชาชน ทั้งภายในอาคารและนอกอาคาร
รวมไปถึงการควบคุมการรดน้ำต้นไม้และสวนเพื่อความสวยงามที่ทำได้แค่อาทิตย์ละ 2 วัน พร้อมกันนั้น ทั้งยังกำหนดชัดเจนว่า ห้ามรดน้ำสนามหญ้าหรือสวนรอบบ้านระหว่างฝนตกหรือหลังฝนตกเป็นเวลา 48 ชั่วโมง นอกเหนือจากสั่งปิดน้ำพุ สั่งห้ามร้านอาหารเสริฟน้ำหากลูกค้าไม่สั่ง ฯลฯ
ในมาตรการคุมเข้มการใช้น้ำของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ยังครอบคลุมไปถึงการสั่งให้สำนักงานประปาในแต่ละเขต จัดทำรายงานการใช้น้ำประจำเดือนก่อนจะส่งให้ส่วนกลางตรวจสอบ ตลอดจนให้ทำรายงานเพิ่มเติมว่าด้วยความพยายามของแต่ละเขตในการควบคุมการใช้น้ำด้วย คำสั่งนี้ยังรวมไปถึงการบังคับให้ทุกเมืองต้องตั้งเกณฑ์ระดับค่าใช้จ่ายใช้น้ำแบบขั้นบันได ใครฝ่าฝืนจะต้องโทษปรับสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 4 เท่าของอัตราค่าปรับปกติ หรือระหว่าง 1,480 ดอลลาร์ (ราว 47,000 บาท) ถึง 2,960 ดอลลาร์ (ราว 95,000 บาท) ต่อปริมาณน้ำ 1 เอเคอร์ฟุต หรือ 4,233.5 ลูกบาศก์เมตร หรือจากที่เคยส่งปรับวันละ 500 ดอลลาร์ (ราว 16,000 บาท) เป็นวันละ 10,000 ดอลลาร์ (ราว 320,000 บาท)
คาดว่ามาตรการคุมเข้มการใช้น้ำแบบประหยัดนี้จะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำลงถึง 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้น้ำเมื่อปี 2555 อันจะช่วยให้มีน้ำเหลือกินเหลือพอใช้ไปจนถึงปลายปีหรืออีกอย่างน้อย 9 เดือนข้างหน้า เทียบกับเมื่อต้นปีที่แล้ว ที่บราวน์ได้ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ช่วยกันประหยัดการใช้น้ำลง 20 เปอร์เซ็นต์จากที่เคยใช้ตลอดปี 2553 แม้ว่ามาตรการลดการใช้น้ำลง 25 เปอร์เซ็นต์จะไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เกษตรกรแคลิฟอร์เนีย แต่เกษตรกรในรัฐนี้จะต้องรายงานการใช้น้ำอย่างละเอียดให้แก่หน่วยงานควบคุมการใช้น้ำของรัฐ รวมไปถึงการเปิดเผยว่ามีน้ำจำนวนเท่าใดในความครอบครอง และวิธีการที่จะลดการใช้น้ำลงให้ได้ผลมากที่สุด
ทั้งนี้ สถานที่ที่เป็นเป้าหมายหลักของการปันส่วนการใช้น้ำในครั้งนี้ ได้แก่ สนามหญ้ามหาวิทยาลัย สุสาน และที่ดินขนาดใหญ่ที่ต้องลดการใช้น้ำลงให้มากที่สุด โดยเฉพาะการบังคับให้ทุกพื้นที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่สนามหญ้าราว 50 ล้านตารางฟุต ให้กลายเป็นลานที่ไม่ต้องใช้น้ำในการบำรุงรักษา ห้ามบ้านเก่าที่ปรับภูมิทัศน์ใหม่ และโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ใช้เครื่องฉีดน้ำ ยกเว้นในกรณีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถจัดการระบบอื่นมาทดแทนได้ ตลอดจนเร่งรณรงค์ปลูกฝังค่านิยมการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าให้แก่ประชาชน อาทิ จะคืนภาษีให้ผู้บริโภคน้ำที่พร้อมใจเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ทั่วไปหันไปใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำหรือผู้ที่ใช้เครื่องไฟฟ้าประหยัดพลังงาน
ขณะที่รัฐพร้อมจะลงทุนในด้านเทคโนโลยีเพื่อบรรเทาภัยแล้งในพื้นที่ รวมทั้งยังเตรียมการจะนำน้ำเสียมาบำบัดเพื่อนำกลับมาใช้บริโภค หรือนำกลับคืนสู่แหล่งเก็บน้ำตามธรรมชาติ ตลอดจนเตรียมผลิตน้ำจากน้ำทะเล เหมือนเช่นที่เมืองซานดิเอโก ซึ่งได้ทุ่มทุนร่วมพันล้านดอลลาร์ก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลที่ใหญ่ที่สุดทางตะวันตกของเมือง คาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานได้ในปีหน้า และสามารถผลิตน้ำจืดสำหรับดื่มได้ราววันละ 50 ล้านแกลลอน ไม่นับรวมการเตรียมโครงการสร้างโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลอีก 15 แห่ง ตามแนวชายฝั่ง ตั้งแต่ลอสแองเจลิสจนถึงซานฟรานซิสโก
ด้านหนังสือพิมพ์ลอส แองเจลิสไทม์ส รายงานเพิ่มเติมว่า มาตรการควบคุมการใช้น้ำฉบับใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้อย่างน้อย 1 ปี และจะไม่มีผลครอบคลุมไปถึงนครลอสแองเจลิสและเมืองใหญ่หลายๆ เมืองทางตอนใต้ของรัฐ ซึ่งมีมาตรการควบคุมการใช้น้ำที่รัดกุมอยู่แล้ว อาทิ การสั่งห้ามรดน้ำสนามหญ้ามากกว่าสัปดาห์ละ 3 วัน หรือการบังคับให้เจ้าของบ้านซ่อมสปริงเกลอร์ที่รั่ว หรือฉีดน้ำออกมาบริเวณทางเดินริมถนน หากไม่ดูแลจะต้องเสียค่าปรับเป็นรายวัน อย่างไรก็ดี มีเมืองต่างๆ อีกหลายเมืองที่ยังไม่มีมาตรการการประหยัดน้ำที่ชัดเจนหรือระบุอย่างกว้างๆ อาทิ ห้ามรดน้ำสนามหญ้าในช่วงเวลาอากาศร้อนจัดเท่านั้น
ส่วนรัฐสภาของแคลิฟอร์เนียที่เมืองซาคราเมนโตได้สำทับซ้ำว่า หากทุกพื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมการใช้น้ำให้ลดลงตามเป้าที่ตั้งไว้ได้ ทางการก็อาจจะเพิ่มมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น อาทิ ยกระดับการควบคุมการใช้น้ำจากมาตรการฉุกเฉินให้เป็นระเบียบถาวร หรือให้สำนักงานประปาในทุกเขตทำการตรวจสอบการรั่วไหลทั้งระบบ หรืองัดมาตรการเด็ดขาดขั้นสุดท้ายมาใช้ นั่นก็คือกำหนดปริมาณการใช้น้ำของแต่ละครัวเรือนตามจำนวนคนในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศแห้งแล้งที่สุด
จากมาตรการคุมเข้มการใช้น้ำดังกล่าวทำให้สำนักการประปาแคลิฟอร์เนียลดปริมาณการจำหน่ายน้ำให้ประชาชนลง 15 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะพื้นที่แห้งแล้งทางใต้ของรัฐ ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องงดเพาะปลูกพืชในหลายพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้ราคาผลผลิตทางการเกษตรในรัฐขยับตัวสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เกษตรกรบางรายสารภาพว่า ขณะนี้ต้องหันมาพึ่งพาน้ำใต้ดินเป็นหลัก หลังจากทางการงดจ่ายน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการมีน้ำใช้ในพื้นที่เพาะปลูก
หลายฝ่ายเชื่อว่า หากมาตรการประหยัดน้ำของบราวน์ได้ผล จะสามารถประหยัดน้ำได้ราว 1.5 ล้านเอเคอร์ฟุต ในระยะเวลา 9 เดือน ก่อนที่สถานการณ์จะกลับคืนสู่ภาวะปกติในราวเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับที่บราวน์ยอมรับว่า “เราอยู่ในยุคใหม่ที่การมีสนามหญ้าเขียวขจีเล็กๆ ที่สามารถรดน้ำได้ทุกวันได้กลายเป็นเรื่องราวในอดีตไปแล้ว”



