ข่าว

‘โรฮิงญาหนีไฟสงครามเป็นทาสค้ามนุษย์ :

‘โรฮิงญาหนีไฟสงครามเป็นทาสค้ามนุษย์ :

31 พ.ค. 2558

ชีวิตต้องคำสาป‘โรฮิงญา’(ตอน3) หนีไฟสงครามเป็นทาสค้ามนุษย์ : เรื่องเล่าข่าวดัง โดยทีมข่าวอาชญากรรม

               ความพยายามในการแก้ปัญหาการย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ระหว่าง 20 ประเทศ ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ดูเหมือนจะเป็นความหวังในการแก้ปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญา และบังกลาเทศ ได้มากขึ้น

               ที่ประชุมเสนอ 3 มาตรการ โดยมาตรการเร่งด่วน คือ การค้นหาและช่วยเหลือทางมนุษยธรรมต่อผู้ที่ยังตกค้างในทะเล โดยรับประกันให้องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) สามารถเข้าถึงผู้โยกย้ายถิ่นฐานเหล่านั้นได้ และจะร่วมกันเพื่อปฏิบัติการคัดแยก โดยให้บุคคลเหล่านั้นได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม

               มาตรการที่สอง เน้นการป้องกันการอพยพแบบไม่ปกติ การลักลอบ และการค้ามนุษย์แบบครอบคลุม เช่น ตรากฎหมายในการต่อสู้กับขบวนการค้ามนุษย์ให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อกำจัดอาชญากรรมข้ามชาติ และสุดท้ายมาตรการที่สาม คือ การแก้ปัญหาผู้ย้ายถิ่นแบบไม่ปกติที่ต้นเหตุ ยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยการสร้างงาน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ทำมาหากินในประเทศตัวเอง

               หากแต่ละฝ่ายสามารถช่วยกันขับเคลื่อนให้เป็นไปตามมติที่ประชุม ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นของผู้คนเหล่านี้น่าจะทุเลาเบาบางลง แต่เมื่อนำไปปฏิบัติจริงจะเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างที่คาดหวังไว้หรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่น่าคิด

               การอพยพย้ายถิ่นของชาวโรฮิงญา ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่มีมานาน ซึ่มปูมหลังของปัญหาเกิดจากความขัดแย้งไม่ยอมรับกันในถิ่นที่อยู่เดิม นำมาสู่ไฟสงคราม ทำให้ผู้คนต้องอพยพย้ายถิ่น

               จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่ง พ.อ.(หญิง)เจษฎา มีบุญลือ ร.ท.(หญิง)ดร.ปิยะนุช ปี่บัว สถาบันวิจัยทางยุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ระบุไว้ในผลการศึกษาเรื่อง "ปัญหาโรฮิงญากับแนวทางการแก้ปัญหา) ว่า บรรพบุรุษของชาวโรฮิงญาคือพ่อค้าชาวเปอร์เซียที่เดินทางมาค้าขายและตั้งถิ่นฐานที่เมืองคอกซ์บาซาร์ ในบังกลาเทศ และในรัฐอาระกันหรือยะไข่ ในพม่า เมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 7

               สมัยก่อนอาระกันเป็นรัฐอิสระ เรียกว่า "อาณาจักรอาระกัน" มีราษฎรเป็นชาวยะไข่นับถือศาสนาพุทธ ต่อมามีการขยายอาณาเขตไปถึงเมืองจิตตะกอง และเมืองธากา ของบังกลาเทศในปัจจุบัน ซึ่งราษฎรนับถือศาสนาอิสลาม ต่อมาในยุคที่อังกฤษยึดครองพม่าเมื่อปี พ.ศ.2428 ได้นำแรงงานจากอินเดียซึ่งเป็นชาวฮินดู ซิกข์ และมุสลิม เผ่าเบงกาลี เข้าไปในรัฐอาระกัน เพื่อใช้แรงงานเกษตร และท่าเรือ แต่มีบางส่วนที่นำไปเป็นนักรบ จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวปี พ.ศ.2484 กลุ่มพม่าชาตินิยมพยายามผลักดันให้ชาวฮินดู ซิกข์ และมุสลิม กลับอินเดีย ขณะที่ในรัฐอาระกันเกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาวอาระกันและอินเดีย โดยมีชาวอาระกันที่นับถือพุทธหนีความขัดแย้งไปอยู่ที่บังกลาเทศ

               ระหว่างนี้มีการจัดตั้งกองกำลังมากระทั่งปี พ.ศ. 2492 กองกำลังโรฮิงญาให้การสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่า ซึ่งมีความเข้มแข็งอยู่บนภูเขาของรัฐอาระกัน พม่ายกกำลังเข้าปราบปรามแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งนั่นถือเป็นการปราบปรามครั้งแรก

               ห้วงปี พ.ศ.2492-2502 รัฐบาลพม่าภายใต้การนำของนายอูนุ ถูกกดดันจากฝ่ายทหาร จำเป็นต้องจัดให้มีการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2503 รัฐบาลนายอูนุ ออกกฎหมายเอาใจชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะชนเชื้อชาติจีนและอินเดียเพื่อให้ได้สิทธิ์เป็นพลเมืองพม่า และปี พ.ศ.2503 นายอูนุเดินทางไปรัฐอาระกัน และรับปากกับชาวอาระกันมุสลิมว่าจะให้พื้้่นที่แก่มุสลิมเพื่อจัดตั้งเขตปกครองตนเองในรัฐอาระกันขึ้นตรงกับย่างกุ้ง และให้มีวิทยุกระจายเสียงเป็นภาษาเบงกาลี และเรียกมุสลิมในอาระกันว่า "โรฮิงญา" เป็นครั้งแรก หลังเลือกตั้งนายอูนุกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 3 แต่ไม่ปฏิบัติตามคำสัญญาที่ให้ไว้ในการหาเสียง พร้อมทั้งยกเลิกรายการวิทยุโรฮิงญาในปี พ.ศ.2504 และประกาศพม่าเป็นเมืองพุทธศาสนา   

               1 ปีต่อมา พล.อ.เนวิน ยึดอำนาจ และเปลี่ยนการปกครองเป็นระบบสังคมนิยม ยุบพรรคการเมืองต่างๆ นักการเมืองและผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทหารถูกดำเนินการไปจำนวนมาก มีการยกเลิกพันธกรณีต่างที่นายอูนุทำไว้ และในปี 2507 ก็ส่งกองกำลังทหารโจมตีกองกำลังคอมมิวนิสต์และกองกำลังโรฮิงญา ซึ่งถือเป็นการปราบปรามครั้งที่ 2 พม่าใช้กำลังมากถึง 3 กองพล จึงทำให้ประสบความสำเร็จในการสู้รบ เมื่อยึดพื้นที่ได้แล้ว จึงได้ขับไล่ชาวจีน ชาวอินเดีย และชาวบังกลาเทศ ที่เป็นนักธุรกิจออกนอกประเทศ เช่นเดียวกับชาวโรฮิงญาที่ถูกขับไล่ไปอยู่ที่เมืองคอกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ

               ปี พ.ศ.2517 บังกลาเทศแยกตัวจากปากีสถานทำให้มีชาวเบงกาลีอพยพเข้ามาในรัฐอาระกัน เนื่องจากห้วงเวลานั้นเศรษฐกิจพม่าดี ระหว่างนั้น พล.อ.เนวิน มีการสำรวจสำมะโนประชากร มีการออกกฎหมายให้ชาวจีนและอินเดียที่อยู่ในพม่าเกิน 10 ปี ได้รับสัญชาติพม่า แต่ไม่รวมชาวโรฮิงญาที่อยู่ในรัฐอาระกัน และปี พ.ศ.2521 รัฐบาลทหารพม่าก็ออกกฎหมายขับไล่คนที่ไม่มีสัญชาติรวมถึงชาวโรฮิงญาออกนอกประเทศ ในครั้งนั้นชาวโรฮิงญานับถืออิสลามราว 2 แสนคน ถูกผลักดันออกนอกพม่า แต่บังกลาเทศไม่ให้การยอมรับ

               กระทั่งปี พ.ศ.2522 รัฐบาลพม่าและบังกลาเทศร่วมกันแก้ปัญหา มีการจัดตั้งค่ายผู้อพยพขึ้นที่แนวชายแดนพม่าและบังกลาเทศ มีชาวโรฮิงญาเข้ามาอยู่ที่ค่ายผู้อพยพราว 3 แสนคน ระหว่างนั้นพม่ามีการพิสูจน์สัญชาติผู้อพยพหากมีบิดามารดาเกิดในรัฐอาระกันจะให้สัญชาติพม่า แต่ 3 ปีต่อมา พม่าประกาศยกเลิกค่ายผู้อพยพชาวโรฮิงญาทั้งหมด

               ต่อมาสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) เข้าไปจัดตั้งสำนักงานและค่ายผู้อพยพบริเวณชายแดนบังกลาเทศและพม่า ที่เมืองคอกซ์บาซาร์ เมืองรามู เมืองอูฮัท และเมืองธาเนก ห้วงระหว่างนี้มีชาวโรฮิงญาเริ่มอพยพไปยังประเทศที่สาม โดยเหตุผลที่อ้างคือทนต่อการกดขี่ข่มเหงของรัฐบาลพม่าไม่ไหว รวมทั้งมีการปล่อยข่าวในพื้นที่เกี่ยวกับช่องทางการทำงานและการดำรงชีวิตที่ดีกว่าในศูนย์ผู้อพยพ ส่งผลให้ชาวโรฮิงญาเริ่มหลบหนีอพยพออกจากค่ายผู้อพยพในบังกลาเทศ

               ปี พ.ศ.2541 พบชาวโรฮิงญาจำนวน 104 คน มาขึ้นฝั่งประเทศไทยที่ จ.ระนอง เป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นก็ทยอยเดินทางเข้ามาเรื่อยๆ โดยจะอาศัยช่วงเวลาที่คลื่นลมในทะเลอันดามันสงบระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ของทุกปี

               ว่ากันว่าเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา มีชาวโรฮิงญานับล้านคนที่อพยพออกจากพม่า จำนวนไม่น้อยไปตั้งถิ่นฐานในซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน และอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง จำนวนอีกไม่น้อยตั้งถิ่นฐานอยู่ในมาเลเซีย และไทย

               รุ่นแรกๆ ที่ออกจากรัฐยะไข่อพยพไปอยู่ในประเทศต่างๆ มีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นองค์กรเพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิให้แก่ชาวโรฮิงญา และกลุ่มองค์กรเหล่านี้มีข้อมูลว่า มีการสนับสนุนด้านการเงินให้แก่กองกำลังติดอาวุธชาวโรฮิงญา ที่เคลื่อนไหวอยู่บริเวณชายแดนพม่าและบังกลาเทศ...ติดตามต่อตอนหน้า