ข่าว

ยุทธศาสตร์เดินหน้าชน

ยุทธศาสตร์เดินหน้าชน

31 พ.ค. 2558

ยุทธศาสตร์เดินหน้าชน : วิเคราะห์การเมืองรอบสัปดาห์ โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

                อุณหภูมิการเมืองในสัปดาห์นี้ร้อนแรงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากปลายสัปดาห์ที่แล้วที่มีการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งพูดในทำนองว่าการกระทำรัฐประหารครั้งล่าสุดมีลักษณะของการสมคบคิดและถูกบงการโดยผู้อยู่เบื้องหลัง

                ฉับพลันทันใจกระทรวงการต่างประเทศที่ต่อมาเปิดเผยว่าผ่านการรับรู้ของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังจากที่เขาเพิ่งได้รับคืนมาเมื่อปี 2554  ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศที่รัฐมนตรีในขณะนั้นชื่อ “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” จากพรรคเพื่อไทย
 
                และแทบจะในทันทีทันใดสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีคำสั่งให้ถอดยศ “พ.ต.ท.ทักษิณ” อีกด้วย

                เรียกได้ว่าสร้างความแปลกใจไม่น้อย เพราะที่ผ่านมามีหลายรัฐบาลที่ได้รับแรงกดดันจากฝั่งขั้วตรงข้าม “ทักษิณ” ให้มีการถอดยศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์  หรือ รัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  สุดท้ายทั้งสองรัฐบาลก็ทำได้เพียงเพิกถอนพาสปอร์ตเท่านั้น แม้กระทั่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอง ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีทีท่าแต่อย่างใด ท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ามีความพยายามที่จะประนีประนอม เจรจากันเพื่อรักษาบรรยากาศแห่งความสงบ  

                 แต่ผลที่ออกมานั้นก็ทำให้เห็นได้ว่าข้อเท็จจริงแล้วเป็นเช่นไร

                มุมหนึ่งก็มองได้ว่า “ทักษิณ” นั้น เป็นผู้ที่เปิดเกมนี้เอง เพราะตลอดเวลาที่เขาอยู่เงียบๆ กระบวนการเช่นนี้ก็ไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อเขาเริ่มขยับเคลื่อนไหวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่รู้กันว่าเรื่องใดที่แตะแล้ว คสช. ยอมไม่ได้ แต่ครั้งนี้เขาก็ก้าวล่วงเข้าไปในอาณาเขตนี้

                แต่ระดับ คสช. แล้วการกระทำเช่นนี้ย่อมมิใช่เรื่องราวที่ทำเฉพาะหน้าแน่ๆ เพราะมิเช่นนั้นคงไม่สามารถสอดรับประสานกันได้อย่างดีขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ไปร้องให้เอาผิด ไม่ว่าจะเป็นตำรวจที่ทำงานอย่างรวดเร็วทันใจ หรือแม้แต่กระทรวงการต่างประเทศที่ใช้เวลาไม่นานนัก รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่สุดท้ายก็มีมติถอดยศ ทุกอย่างลื่นไหลประสานเป็นหนึ่งเดียว นี่ยังไม่รวมถึงกรณีที่ ป.ป.ช.กำลังดำเนินการกับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และ “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” กรณีคืนพาสปอร์ตอีกด้วย

                ถ้าไม่เคยคิดวิธีการเช่นนี้มาก่อนก็ยากที่จะทำได้แบบนี้ เว้นแต่นี่จะถูกทำให้เป็นวาระ “พิเศษ” ถามว่าทำไมถึงตั้งข้อสังเกตเช่นนี้ นั่นก็เป็นเพราะที่ผ่านมา “ทักษิณ” ไม่ใช่คนที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง หากแต่มีคดีในประเทศยาวเป็นหางว่าว เอาง่ายๆ แค่หมายจับก็มีถึง 6 หมายจับแล้ว จากคดีต่างๆ ได้แก่ 1.คดีให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้กฤษฎามหานคร 2.คดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) 3.คดีทุจริตแปลงสัมปทานมือถือ-ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต 4.คดีทุจริตซื้อขายที่ดิน รัชดาภิเษก  5.คดีหวยบนดิน และ 6.คดีก่อการร้าย

                เรียกได้ว่าถ้าจะทำก็ทำได้ไปนานแล้ว ทั้งการถอนพาสปอร์ต และถอดยศ

                อย่างไรก็ตามก็มีการชี้แจงจากฝั่งรัฐว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เกิดเพราะเหตุครั้งนี้หากแต่มีการทำเรื่องเป็นขั้นเป็นตอนและเมื่อองค์ประกอบครบสมบูรณ์ก็ย่อมสามารถทำได้ตามกฎหมาย

                 สิ่งที่น่าคิดคือการกระทำทั้งสองอย่างนี้มีอะไรกระทบหรือไม่ คำตอบคือถ้าในทางการใช้ชีวิตถือว่า “ทักษิณ” ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติไม่มีผลกระทบ จะเดินทางไปที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ยกเว้นประเทศไทย เพราะเขาก็ยังมีหนังสือเดินทางของประเทศมอนเตเนโกรอยู่ และดูเหมือนว่าต่างชาติก็เพิกเฉยต่อคำขอของไทยในการดำเนินการใดๆ เพราะมองว่าเป็นเรื่องทางการเมือง ส่วนการถอดยศนั้นก็ไม่มีผลใดๆต่อการใช้ชีวิตประจำวันทั้งสิ้น

                 หากทั้งสองเรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อจิตใจและทางการเมืองมากกว่าที่จะส่งผลต่อชีวิตประจำวัน เพราะจากนี้ไปเท่ากับรัฐบาลปัจจุบันเลือกที่จะยืนคนละข้างและแลกหมัดกับ “ทักษิณ” แบบไม่มีคำว่าประนีประนอมอีกต่อไป

                ขณะที่ฟากฝั่งตรงข้ามกับผู้ที่มีอำนาจรัฐปัจจุบันก็ย่อมจะมองว่าเป็นการไล่ล่าทางการเมืองและอาจจะตอกย้ำความไม่พอใจเข้าไปอีก ประกอบกับคำพูดของ “ประยุทธ์” เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม หลังการออกมาให้สัมภาษณ์ของ “ทักษิณ” โดยระบุว่า “การจะรักใครชอบใครผมไม่เคยห้ามและไม่เคยแตะต้องใคร แต่ใครจะมาแตะผมตอนนี้ไม่ได้ เพราะผมเข้ามาแบบนี้หากมาว่าผมก็จะสวนเอา" ก็ย่อมทำยากที่จะไม่มองไปในทางนั้น ให้ถูกมองไปทางอื่น

                และไม่แปลกหากใครจะมองไปถึงเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับคน “ชินวัตร” ที่ยังค้างคาอยู่ในขณะนี้

                 นอกจากเรื่องการเปิดหน้าเดินใส่ “ทักษิณ” แล้ว หากมาดูเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญก็ทำให้เห็นย่างก้าวของรัฐบาลว่าต้องการวางและจัดระเบียบของสังคมใหม่ ผ่านการเขียนรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในประเด็นที่บอกว่า ไม่ต้องการให้การรัฐประหารครั้งนี้ “เสียของ” และทำอย่างไรจะได้รับการสานต่อ เรียกได้ว่าการเข้ามาครั้งนี้วิธีคิดของพวกเขาจะต้อง “ยั่งยืน”

                 และที่น่าสนใจคือ การขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดเรื่อง "คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ" จากเดิมที่แบ่งเป็นสองคณะกรรมการคือ "คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ"  ที่มาจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องการปฏิรูป ตามมติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และ “คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ” ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง หรือความขัดแย้ง

                 โดยขอแก้ไขให้มีสัดส่วนชัดเจน จำนวน  20 คน ได้แก่ ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา  อดีตประธานรัฐสภา (เลือกกันเอง 1 คน)  อดีตนายกฯ (เลือกกันเอง 1 คน)  อดีตประธานศาลฎีกา (เลือกกันเอง 1 คน) ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน  ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

                 จะเห็นได้ว่าตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่นั้นเป็นตำแหน่งเฉพาะ และโดยเฉพาะมีฝ่ายคุมกำลังอย่างทหารเข้ามาถึง 4 คน และมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอีกหนึ่งคน

                 โดยมีอำนาจหน้าที่ คือ กำหนดยุทธศาสตร์การปฏิรูปและสร้างความปรองดอง อำนวยการและดำเนินการให้เกิดความสมานฉันท์และปรองดอง ให้คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานของรัฐดำเนินการตามยุทธศาสตร์ เสนอแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อขจัดความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองต่อคณะรัฐมนตรี และเสนอกฎหมายเพื่อการปฏิรูปต่อสภาผู้แทนราษฎร

                เมื่อมีอำนาจค่อนข้างมาก แต่มีการกำหนดตำแหน่งชัดเจนหลายคนจึงกังวลถึงการสืบทอดวิธีคิด เพราะต้องไม่ปฏิเสธว่านาทีนี้วิธีคิดในสังคมไทยยังแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน  ซึ่งหากมีการสืบทอดวิธีคิดย่อมสร้างความไม่สบายใจให้ฝ่ายหนึ่งเป็นอย่างมาก ซึ่งนี่คือการรุกไล่ผ่าน “การปฏิรูป”

                จากทั้งสองเรื่องจะเห็นได้ชัดว่า นาทีนี้ คสช. คุมเกมอำนาจและเปิดมาตรการตีวงล้อมทุกวิถีทาง ทั้งเชิงการเมืองโดยขีดเส้นให้ “ทักษิณ” เป็นผู้ไม่พึงประสงค์ต่อประเทศอย่างชัดเจน และปูทางเพื่อให้สิ่งที่เรียกว่าการปฏิรูปสามารถอยู่อย่างยั่งยืน

                แน่นอนว่าการเปิดแนวรุกเช่นนี้ ย่อมมีคนที่ไม่พอใจ ทั้งในระดับผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิด หรือผู้ที่มีอิทธิพลทางการเมือง และคาดว่าความเคลื่อนไหวก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น แต่เมื่อ คสช.เลือกที่จะทำเช่นนี้ พวกเขาต้องมั่นใจว่า “เอาอยู่”