
สกินแคร์ 'ลามอน' เทียบชั้นอินเตอร์
01 มิ.ย. 2558
คมคิด ธุรกิจนิวเจน : 'หนุ่มนักปั้นแบรนด์สานฝัน' ส่งสกินแคร์ 'ลามอน' เทียบชั้นอินเตอร์ : โดย...ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง
จากไลฟ์สไตล์ของคนไทยไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ล้วนหันมาดูแลตัวเองและรักสวยรักงามกันมากขึ้น โดยเฉพาะสาวๆ ทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ล้วนต้องทำให้ตัวเองดูดีอยู่เสมอ ประเภทว่าผิวพรรณต้องขาวใส หน้าเด้งตึงเป๊ะ รูปหน้าเป็นวีเชฟ ทุกรายต้องควักกระเป๋าจ่ายสตางค์เป็นหลักหมื่นบาทเป็นอย่างน้อย ทำให้ธุรกิจสถานเสริมความงามในบ้านเราจึงผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด และหนุ่มหน้าใสวัย 32 ปี "รัฐนินท์ เลิศศิริธานนท์" ก็มองเห็นโอกาสของตลาดเครื่องสำอางสกินแคร์ที่เน้นเรื่องการยกกระชับผิวหน้า แก้ไขปัญหาลดเลือนริ้วรอย โดยพุ่งเป้าไปยังกลุ่มสาวใหญ่วัย 45 ปีขึ้นไป ซึ่งเขาค่อนข้างมั่นใจว่าแบรนด์ "ลามอน" น่าจะตอบโจทย์ความต้องการของสาวกลุ่มนี้ได้ตรงจุด
ก่อนที่จะมาจับธุรกิจเครื่องสำอางสกินแคร์ "รัฐนินท์" หรือไอติม ซึ่งปัจจุบันนั่งแท่นตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ลามอน สกินแคร์ จำกัด ทำธุรกิจมาหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นด้านงานและเน้นการสร้างแบรนด์ เช่น การให้คำปรึกษาและเขียนโครงการ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของธุรกิจ รวมถึงการวางแผนการดำเนินธุรกิจให้คำแนะนำด้านผลิตภัณฑ์ ออกบูธแสดงสินค้า ตลอดจนผู้แทนขายเครื่องจักรขนาดเล็กและอุปกรณ์อุตสาหกรรม แต่ด้วยเป้าหมายตั้งแต่เมื่อครั้งเรียนมหาวิทยาลัยคณะเศรษฐศาสตร์และการจัดการ ว่าอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง พร้อมยอมรับว่าจากลักษณะนิสัยของตนนั้น ไม่น่าจะทำงานเป็นลูกน้องใคร หรือทำงานบริษัทของคนอื่น
ไอติมบอกว่า ด้วยความเป็นคนชอบทำชอบคิดโปรเจกท์ใหม่ๆ มากกว่า เลยคิดว่าเป็นลูกน้องใครไม่ได้ แม้แต่ธุรกิจของครอบครัว ซึ่งที่บ้านก็ผลิตเครื่องฟอกไตขายให้โรงพยาบาลอยู่แล้ว แต่เขาอยากมีธุรกิจของตัวเองมากกว่า ดูแล้วคนรุ่นใหม่ๆ ก็คิดประมาณนี้เหมือนๆ กัน แต่ส่วนใหญ่อาจจะดูตลาดว่าสินค้าอะไรขายดี เลยจะผลิตสินค้าออกมาคล้ายๆ กัน และขายแข่งกันในตลาดแมส ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องสำอางเจาะกลุ่มวัยรุ่นเน้นความขาวใสตามกระแสความนิยมของตลาด ส่วนตัวเขาเองอยากขายสินค้าที่มีความแตกต่างจากตลาด ต้องผลิตออกมาขายตามความต้องการจริงๆ ไม่ใช่คิดแทนคนซื้อ อันนี้เราต้องคิดกลับด้านกัน
“ตอนเด็กๆ พ่อเคยสอนว่าอาชีพค้าขายทำง่าย สินค้าอะไรก็สามารถขายได้ แต่นั่นเป็นพฤติกรรมการค้าขายในอดีต พอมาถึงในยุคปัจจุบันรูปแบบน่าจะเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ว่าจะผลิตอะไรออกมาขายได้ เราอย่าไปคิดแทนผู้ซื้อ ต้องมีการสำรวจความต้องการ มีการวิจัยตลาด มองหากลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและมีการทดลองใช้สินค้าจนมั่นใจก่อนจะผลิตออกมาขาย”
สำหรับที่มาของการทำแบรนด์เครื่องสำอางสกินแคร์ "ลามอน" นั้น ชายหนุ่มเล่าว่า ต้องใช้เวลากว่า 3 ปีกว่าจึงจะกล้าออกมาทำตลาด โดยจุดเริ่มต้นที่หันมาจับธุรกิจนี้และมีความคิดว่าจะต้องสร้างแบรนด์ของตัวเองให้ได้ เพราะมองว่าตลาดเครื่องสำอางในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าที่ผลิตมาเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่เน้นความขาว กระจ่างใส ส่วนของเครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติยกกระชับใบหน้าที่เป็นแบรด์คนไทยในตลาดยังไม่มี นอกจากแบรนด์จากต่างประเทศที่เป็นเคาน์เตอร์แบรนด์ต่างๆ ที่เริ่มหันมาจับตลาดยกกระชับ ไม่ว่าจะเป็น ลอรีอัล ลังโคม และแบรนด์อื่นๆ
ผู้บริหารหนุ่มบอกว่า ตลาดครีมยกกระชับไม่ใช่กลุ่มใหญ่แต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และจากการวิจัยตลาดพบว่าผู้หญิงวัย 40 อัพจะเริ่มดูแลตัวเอง โดยหันไปพึ่งพาการทำทรีตเมนต์ในบิวตี้ช็อป หรือไปคลินิกเพื่อฉีดสารต่างๆ ทั้งโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ร้อยไหม รวมทั้งการเข้าคอร์สนวดเพื่อยกกระชับ ซึ่งต้องใช้เวลาหรือเจ็บตัว รวมทั้งเสียค่าใช้จ่ายสูงหลักหมื่นไปถึงแสนบาท จึงมองว่าหากมีเครื่องสำอางที่ช่วยยกกระชับผิวหน้าได้จริงในราคาสมเหตุสมเหตุผลก็น่าจะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ประกอบกับช่วง 2-3 ปีก่อนได้มีโอกาสเข้าไปอบรมสัมมนาเกี่ยวกับธุรกิจสุขภาพและความงามหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ และได้ทราบข้อมูลว่าธุรกิจเครื่องสำอางในไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าตลาดหลายหมื่นล้านบาท และไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าและบริการความงามในภูมิภาคด้วย
“ตอนนั้นเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญที่ทำให้ได้รู้จักกับผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องสำอาง ซึ่งกำลังคิดค้นทำวิจัยครีมที่มีคุณสมบัติอย่างที่ต้องการพอดี จึงไม่รีรอที่จะกระโดดเข้าไปร่วมลงทุนด้วยทันที” รัฐนินท์กล่าวและว่า กว่าสินค้าจะผ่านการวิจัยมาทดลองตลาดจนแน่ใจและสำเร็จออกมาเป็น “ลามอน” ใช้เวลาประมาณ 3 ปี ใช้เงินลงทุนไปกว่า 40 ล้านบาท โดยเริ่มผลิตสินค้าออกมาทดลองทำตลาดเมื่อเดือนธันวาคม 2557 ก่อนจะมาทำตลาดจริงจังเมื่อ 3 เดือนก่อน ซึ่งยืนยันได้เต็มปากว่าสินค้าของลามอนไม่มีสารสเตียรอยด์และผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขณะที่เป็นที่รู้กันดีว่าอย.ของไทยเข้มงวดมากกว่าจะให้สินค้าตัวใดผ่านออกมาขายในตลาดได้
ส่วนชื่อแบรนด์ "ลามอน" เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า "โลก" ตรงกับคอนเซ็ปต์ของสินค้า โดยสะท้อนว่าโลกของเราประกอบด้วยธรรมชาติสิ่งสวยงามแต่ก็เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลาเหมือนผู้หญิงที่ตอนอายุน้อยผิวยังเต่งตึง พออายุมากขึ้นก็ต้องมีริ้วรอยเป็นเรื่องธรรมชาติ ทั้งหน้าผาก หางตา ร่องแก้ม ซึ่งผู้หญิงทุกคนอยากให้ตัวเองสวยดูดีนานที่สุด ผลิตภัณฑ์ตัวนี้จึงเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายหลักอายุ 45 ปีขึ้นไปและกลุ่มเป้าหมายรองที่อายุ 30 ปีอัพ
“ยอมรับว่าการสร้างแบรนด์ขึ้นมาใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนไทยไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือทดลองใช้สินค้าใหม่ๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ตอนแรกยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าจะทำตลาดได้ เพราะมีสินค้าจากเคาน์เตอร์แบรนด์เริ่มทำตลาด แต่พอทดลองขายแล้วมีกระแสตอบรับที่ดี ที่สำคัญผมโชคดีมากมีทีมงานแข็งแกร่ง เพราะคนเราไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องมีทีมที่รู้ใจกัน มาถึงตอนนี้จึงมั่นใจเกิน 100% ว่าลามอนน่าจะไปได้เนื่องจากสินค้าของเราผ่านการทดสอบ สำรวจความพึงพอใจและมีการวิเคราะห์ตลาดมาอย่างดี”
ทั้งนี้ ในช่วงแรกของการทำตลาดจะเน้นวางขายตามคลินิกสถานเสริมความงาม ร้านค้าบิวตี้ช็อปต่างๆ และเน้นออกบูธร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อแนะนำเปิดตัวให้คนรู้จัก เพราะเครื่องสำอางต้องมีการทดลองใช้และจับต้องได้ ไม่อยากขายผ่านออนไลน์ หรือตัวแทนจำหน่ายขายตรง แม้ว่าปัจจุบันคนจะนิยมขายผ่านโซเชียลมีเดียแต่เขาบอกว่าเป็นคนที่ไม่นิยมเล่นเฟซบุ๊ก และรู้สึกว่าเป็นการวางสินค้าผิดที่ผิดทาง แต่อาจจะใช้เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมในแง่การประชาสัมพันธ์ข้อมูลและกิจกรรมการตลาดมากกว่า
ปัจจุบันสินค้าของลามอนมีช็อปที่วางขายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้วกว่า 50 แห่ง ส่วนในต่างจังหวัดมีที่จ.เชียงใหม่ และขอนแก่น โดยหลังจากนี้จะเริ่มขยายช็อปในต่างจังหวัดมากขึ้น ตั้งเป้าสิ้นปีนี้มีสินค้าวางขายใน 200 ช็อป แต่เน้นตามหัวเมืองใหญ่ เพราะสินค้าค่อนข้างมีราคาแพงเน้นจับกลุ่มตลาดระดับบนเทียบเท่าเครื่องสำอางจากต่างประเทศ โดยสินค้าที่เป็นตัวเด่นคือ ครีมเซรั่ม และอิมูชั่น 2 ตัวที่ต้องใช้ร่วมกันราคาตกอยู่ที่ชุดละประมาณ 6,000 บาทใช้ได้ประมาณหนึ่งเดือนกว่า แม้จะแพงไปนิดแต่หากกลุ่มเป้าหมายมีโอกาสทดลองใช้พบว่ากว่า 99% ติดใจและซื้อใช้ทันที ตอนนี้ทำให้มีฐานลูกค้าแล้วประมาณพันราย
ผู้บริหารหนุ่มบอกว่าเป้าหมายในอนาคตอยากเห็นแบรนด์ลามอนเป็นที่รู้จักในวงกว้างและอยากอัพเกรดตัวเองเข้าไปอยู่ในเคาน์เตอร์แบรนด์ เช่น โมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ในคิงเพาเวอร์ ในช่วงนี้ต้องเร่งสร้างการรับรู้ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่การจะสร้างความเชื่อมั่นและดึงให้คนมาทดลองใช้ได้ต้องมาจากการบอกปากต่อปากมากกว่า เพราะไม่สามารถจะโฆษณาสรรพคุณของครีมได้มากนัก แม้ว่าจะผ่านการทดลองและเปรียบเทียบผลการใช้กับแบรนด์ดังๆ มาแล้ว ซึ่งการันตีว่าดีกว่าแน่นอน นอกจากนี้ ที่สำคัญไม่อยากจะใช้ดาราดังเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพราะจะกลายเป็นเหมือนสินค้าเครื่องสำอางทั่วๆ ไป แม้ว่าจะทำให้คนรู้จักเร็วจริงแต่ก็จะอยู่ไม่นานเหมือนการทำให้คนมั่นใจในตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์นั้นๆ อยู่ในตลาดได้ยั่งยืนยาวนานเป็น 20-30 ปี
“มั่นใจว่าหากผู้บริโภคได้รู้จักแบรนด์ มีโอกาสได้สัมผัส และวางตลาดในจุดที่เหมาะสมสินค้าก็จะขายได้อย่างแน่นอน ในระยะต่อไปจึงต้องเร่งสร้างแบรนด์ให้คนรู้สึกว่าลามอนเป็นเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ หากคิดถึงครีมยกกระชับให้คิดถึงเรา ตอนนี้เร่งสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้คู่ควรที่จะไปเทียบชั้นกับเคาน์เตอร์แบรนด์ โดยปีหน้าหวังไว้ว่าอยากให้คนไทย 30% ได้รู้จักแบรนด์และใน 5 ปีข้างหน้าอยากออกไปทำตลาดในต่างประเทศโดยเฉพาะในเอเชียด้วย” หนุ่มหน้าใสทิ้งท้าย
-------------------
'ล้มแรงก็ช่วยให้ลุกได้เร็ว' เก็บประสบการณ์เอามาเป็นบทเรียน
เส้นทางของ "รัฐนินท์ เลิศศิริธานนท์" หรือไอติม ก่อนจะมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ลามอน สกินแคร์ จำกัด นั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเคยทำธุรกิจมาหลายอย่างในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เรียกว่าล้มลุกคลุกคลานมาหลายครั้ง และในหลายครั้งนั้นก็มีที่ "ล้มแรงและเจ็บหนัก" จนแทบจะสูญเสียความมั่นใจ แต่ด้วยความเป็นคนไม่ท้อ เลยลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ตลอด
ไอติมเล่าว่า หลังเรียนจบ เพื่อนก็ชวนไปเปิดโรงเรียนสอนกอล์ฟ แต่ลงมือทำได้ประมาณ 2 ปีก็รู้สึกว่าไม่ใช่ทางของตัวเอง ประกอบกับช่วงนั้นบาดเจ็บต้องรักษาตัวอยู่นานเลยเลิก การลงทุนครั้งแรกขาดทุนไปพอสมควร แต่เมื่ออยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำงานก็ไม่มีรายได้เข้ามา เลยคิดว่าถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงินใช้ ตอนนั้นจึงตัดสินกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้าน ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตเครื่องฟอกไตขายให้โรงพยาบาลต่างๆ โดยทำหน้าที่ดูแลด้านการขายอีกเช่นกัน และแม้จะทำอยู่นาน 4-5 ปี แต่ระหว่างนั้นก็ไม่ได้ล้มเลิกความคิดจะทำธุรกิจของตัวเอง จึงคิดหาโปรเจกท์ใหม่ๆ ทำอีก เรียกว่าไม่เข็ด จากนั้นไปตั้งบริษัทร่วมกับเพื่อนชื่อบริษัท ทริปเปิ้ล เวิร์ลส์ จำกัด ทำธุรกิจขายตรงหลายชั้นตามแผนปันผลแบบไบนารี่ มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
“ตอนนั้นยังวัยรุ่นคิดว่าไม่กลัวเจ็บ ชอบงานขาย คิดว่าขายอะไรก็ได้ยกเว้นขายตัว ขายชาติ และขายวิญญาณ แต่พอมาทำขายตรงยอมรับว่าเจ็บตัวเยอะมาก เพราะรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรที่ผิดศีลธรรมอันดี เลยทะเลาะกับเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนและจากกันแบบไม่ค่อยดีนัก ซึ่งเป็นข่าวดังในช่วงนั้นเหมือนกัน ทำให้กลัวและขยาดไม่กล้าออกสื่อไปเลย”
เขาบอกด้วยว่า อาจจะเป็นเหมือนคนซาดิสต์นิดๆ ที่ชอบการล้มแรงๆ เพราะหากล้มให้สุดๆ ก็จะกลับมาลุกขึ้นได้ ซึ่งก็เหมือนกับคนอกหัก ร้องไห้เสียใจให้เต็มที่สักพักก็กลับมาหายได้เอง การทำธุรกิจพอล้มสุดๆ แล้วก็จะมีแรงกลับมาฟื้นตัวใหม่ได้ แต่ช่วงนั้นยอมรับว่าต้องใช้เวลาตั้งหลักนานประมาณ 6 เดือนทีเดียวกว่าจะลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ และตอนนั้นก็ไม่เข็ดที่จะตั้งบริษัททำธุรกิจอีกครั้ง แต่คิดว่าจะเอาประสบการณ์ที่เจ็บๆ ตัว มาเป็นบทเรียนในการทำงานครั้งต่อไป
จนกระทั่งมาตั้งบริษัท ลามอน สกินแคร์ จำกัด เพื่อปั้นแบรนด์ "ลามอน” ในปัจจุบัน ซึ่งเขาบอกว่าการทำงานคงไม่สามารถจะทำคนเดียวสำเร็จได้ ต้องทำงานกันเป็นทีม แต่เขาจะเลือกลูกทีมที่มีใจตรงกัน เข้าใจกันและคุยกันได้ทุกเรื่อง และครั้งนี้ถือว่าตัวเองโชคดีที่ทั้ง 15 คนในทีมงานทุ่มเทกับงานเต็มที่ มีอะไรก็พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง เรียกว่าสนิทกันมากขนาดเรื่องส่วนตัว อกหักรักคุดก็มาเล่าให้ฟัง จึงไม่กลัวจะถูกหักหลังเหมือนที่ผ่านมา
-------------------
(คมคิด ธุรกิจนิวเจน : 'หนุ่มนักปั้นแบรนด์สานฝัน' ส่งสกินแคร์ 'ลามอน' เทียบชั้นอินเตอร์ : โดย...ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง)



