ข่าว

ข้อควรระวังเมื่อดอก (กู้) ลด

ข้อควรระวังเมื่อดอก (กู้) ลด

01 มิ.ย. 2558

เงินทองต้องรู้ : ข้อควรระวังเมื่อดอก (กู้) ลด : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 
                      ปรากฏการณ์ที่ทำให้ ‘ลูกหนี้’ ทั้งหลาย ‘หน้าชื่น’ ขึ้นมาได้บ้าง ก็คงจะเป็นการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ นำโดยธนาคารกสิกรไทย ตามมาด้วยธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย เป็นปรากฏการณ์ที่ธนาคารเหล่านี้พร้อมใจกันลดดอกเบี้ย ‘ขาเดียว’ ก็คือ ฝั่งดอกเบี้ยเงินกู้ (ซึ่งเป็นรายได้ของแบงก์) และยังคงอัตราดอกเบี้ยฝั่งเงินฝาก (ซึ่งเป็นรายจ่ายของแบงก์) ไว้ที่เดิม
 
                      ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา เป็นการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ต่อเนื่องกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะในทางทฤษฎี เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง ลูกหนี้มีภาระน้อยลง มีค่าใช้จ่ายผ่อนชำระน้อยลง ก็จะมีเงินเหลือมากขึ้น และพอมีเงินเหลือมากขึ้น เงินส่วนที่เหลือก็จะถูกจับจ่ายใช้สอย เป็นน้ำหล่อเลี้ยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ในทางปฏิบัติ การลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยครั้งนี้ ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ จากธนาคารพาณิชย์
 
                      ต้องเข้าใจก่อนว่า ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ‘นโยบาย’ ดังนั้น ส่วนที่จะกระทบหรือมีผลกับประชาชนจริงๆ จึงไม่ใช่ดอกเบี้ยนโยบาย แต่เป็นการคิดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ที่ทำธุรกรรมกับประชาชนทั่วไป ถ้าธนาคารพาณิชย์ไม่ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ก็เท่ากับว่า ‘ทฤษฎีดอกเบี้ยลด ภาระน้อย เงินเหลือ ใช้จ่ายเพิ่ม’ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จนสุดท้าย ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องส่งหนังสือเพื่อขอความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ในที่สุด
 
                      มีข้อควรระวังสำหรับ ‘ลูกหนี้’ ที่อย่าตกหลุมพรางความต้องการของตัวเอง เพราะหลายครั้งที่เมื่อภาระลดลง มีเงินจากการผ่อนชำระในแต่ละเดือนเหลือมากขึ้น ลูกหนี้ก็มักจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จนบางครั้งใช้จ่ายมากกว่าเงินส่วนที่เหลือ กลายเป็นชักหน้าไม่ถึงหลังมากกว่าเดิม หรือบางราย พอหนี้ลด ก็เริ่มดิ้นรนก่อหนี้เพิ่ม เพราะคิดว่าตัวเองยังมี ‘พื้นที่’ เหลือพอให้ก่อหนี้ใหม่เพิ่มได้ ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหน ก็ไม่ถูกไม่ควรทั้งสองประการ
 
                      ดีที่สุด คือ ต้องอาศัยจังหวะดอกเบี้ยลด ผ่อนชำระต่องวดให้มากขึ้น เพื่อให้ยอดหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ยลดลงเร็วๆ ทำตัวให้โล่งเบาจากภาวะหนี้มากที่สุด หรือถ้ายังทำดีที่สุดถึงขั้นนั้นไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด ก็คือ นำเงินส่วนที่เหลือจากภาระดอกเบี้ยที่ลดลง ไปใช้ตอบสนองในเรื่องที่ ‘จำเป็น’ ไม่ใช่เรื่องที่ ‘ต้องการ’
 
                      คนที่อยู่ในฐานะ ‘ลูกหนี้’ ต้องท่องคาถา ‘หยุดก่อหนี้เพิ่ม’ ไว้ให้มั่น ขณะที่หน้าใหม่หัดกู้ ถ้าถึงพร้อมทั้งฐานะการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ ก็ถือเป็นจังหวะเหมาะ แต่ก็ต้องทำใจเผื่อไว้ในกรณีที่กู้ไม่ผ่านไว้บ้าง เพราะต้องยอมรับว่า ณ จุดนี้ ธนาคารพาณิชย์ก็ระมัดระวังในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
 
                      ยืนยันจากตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ที่รายงานภาวะสังคมไทยในไตรมาสแรกปี 2558 ซึ่งแม้ว่า แนวโน้มหนี้สินครัวเรือนจะชะลอลง โดยยอดสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 7.6% ชะลอลงจากเพิ่มขึ้น 10.7% ในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ ‘หนี้เสีย’ กลับเพิ่มขึ้น
 
                      สภาพัฒน์ระบุว่า “มูลค่าหนี้เสีย” ของครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2558 โดยหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มีมูลค่า 92,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% โดยหนี้ก้อนนี้คิดเป็นสัดส่วน 2.6% ของสินเชื่อรวม ขณะที่หนี้ที่ผิดนัดชำระเกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 27.4% คิดเป็นมูลหนี้ 15,469 ล้านบาท และคิดเป็นสัดส่วน 4.9% ของสินเชื่อรวม ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหนี้บัตรเครดิตที่มียอดคงค้างเกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 22% คิดเป็นมูลค่า 8,933 ล้านบาท
 
                      ดังนั้น ข้อคิดสำหรับ ‘ลูกหนี้มือใหม่’ ที่กำลังจะเข้าสู่สนามกู้ยืมในช่วงที่ดอกเบี้ยเงินกู้ปรับตัวดลงเช่นนี้ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) แนะนำว่า หลักคิดแรกที่ต้องพิจารณาก็คือ ควรเลือกก่อหนี้ดี ซึ่งได้แก่หนี้ที่จะสร้างอนาคตหรือความมั่นคงระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้เพื่อการศึกษา เงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ซื้อรถ รวมทั้งเงินกู้เพื่อประกอบธุรกิจ เหล่านี้ถือเป็น ‘หนี้ดี’ และหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ที่พึงระวัง ซึ่งได้แก่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่ม หรือไม่ได้ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน เช่น หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะของฟุ่มเฟือยทั้งหลาย เพราะเมื่อเป็นหนี้แล้ว ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องใช้คืนเงินต้น รวมถึงดอกเบี้ย ค่าปรับ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ?ที่จะตามมาทั้งหมด
 
                      นอกจากนี้ เมื่อคิดจะก่อหนี้ ต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการเงินที่ได้มาให้ดี เพื่อให้สามารถชำระคืนหนี้ได้ตรงตามเวลาและบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งใจได้ โดยไม่สร้างภาระ?จนเกินตัว ซึ่งรวมถึงการหาข้อมูลจากสถาบันการเงินหลายๆ แห่ง เพื่อใช้เปรียบเทียบหาสินเชื่อที่เหมาะกับความต้องการและได้รับสิทธิประโยชน์มากที่สุด และอย่าลืมอ่านสัญญารวมทั้งเอกสารอื่นๆ ให้เข้าใจอย่างถี่ถ้วนก่อนทำสัญญาสินเชื่อ??
 
                      สำคัญกว่านั้น คือ สัดส่วนการผ่อนชำระหนี้ทั้งหมด ไม่ควรเกินกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมดต่อเดือน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหนี้กดทับ จนเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตตามปกติของเรา และใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ลดลงให้เต็มที่
 
                      ขออนุญาตปิดท้าย ‘เงินทองต้องรู้’ เนื่องในวันวิสาขาบูชา ด้วย ‘คำพระ’ เป็นพุทธศาสนาสุภาษิต จากหนังสือ ‘อมฤต พจนา’ โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่ว่า 
 
                      อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุ อปฺปมตฺโต วิธานวา สมํ กปฺเปติ ชีวิตํ สมฺภตํ อนุรกฺขติ
 
                      ขยันทำงาน ไม่ประมาท ฉลาดในวิธีจัดการ เลี้ยงชีพแต่พอดี ย่อมรักษาทรัพย์สมบัติให้คงอยู่ และเพิ่มทวี
 
 
 
 
 
-------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : ข้อควรระวังเมื่อดอก (กู้) ลด : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])