ข่าว

เพื่อนแท้การเงิน : นิสัยการออมที่หายไป

เพื่อนแท้การเงิน : นิสัยการออมที่หายไป

01 มิ.ย. 2558

เพื่อนแท้การเงิน : นิสัยการออมที่หายไป : โดย...ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. www.1213.or.th โทร 1213

 
                      ผมยังจำความรู้สึกของวันที่ได้รับเงินเดือนเป็นครั้งแรกได้ดี วันนั้นในหัวมีแต่คิดจะซื้อโน่นซื้อนี่ยาวเป็นหางว่าว
 
                      ขณะที่หัวหน้าผมมักจะเปรยเตือนสติอยู่เสมอว่า ให้รู้จักเก็บออมและใช้เงินอย่างประหยัดจะได้มีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ยามแก่ และเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ท่านออมเงินสำเร็จคือ ออมก่อนใช้ ผมเองก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เมื่อมองย้อนเวลากลับไปก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมช่วงวัยเด็กได้เงินไปโรงเรียนไม่กี่บาท แต่ก็มีเงินหยอดกระปุกออมสินประจำตัวทุกวัน พอขึ้นชั้นมัธยมและมหาวิทยาลัยก็มีสหกรณ์ให้เป็นสมาชิก สิ้นปีก็ได้รับเงินปันผล เรียนจบก็ได้เงินค่าหุ้นคืน แม้จำนวนไม่มาก แต่กลับรู้สึกมีความสุขและภูมิใจ แต่ทำไมพอโตเป็นผู้ใหญ่ออกมาทำงาน นิสัยการออมเหล่านั้นกลับหายไปอย่างน่าใจหาย เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาเลยในชีวิต
 
                      มีคนจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้เงินไม่เหลือเก็บออม เป็นเพราะรายได้น้อยเกินไป 
 
                      แต่หากไตร่ตรองให้ดีกลับพบว่า การจะมีเงินเหลือเก็บออมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการสร้างนิสัยรักการออมและการจัดการรายจ่ายอย่างมีวินัยต่างหากครับ วันนี้ผมขอเสนอแนะวิธีการ ซึ่งหลายคนได้ลองปฏิบัติมาแล้วอย่างได้ผลมาแบ่งปันดังนี้ครับ
 
                      ประการแรก ต้องตั้งเป้าหมายการออมว่า จะออมไปเพื่ออะไร เช่น ออมเพื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เพื่อทำตามความฝัน ผมมีข้อแนะนำอย่างนี้ครับว่า เมื่อได้รับเงินเดือนหรือรายได้เข้ามา ให้แบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรกเก็บเป็นเงินสำหรับออม ซึ่งไม่ควรต่ำกว่า 1 ใน 4 ของรายได้ หรือหากเพิ่งเริ่มต้นทำงาน ยังมีเงินเดือนน้อยแต่ภาระมาก จะเริ่มที่ 10% ก็ได้ครับ ส่วนที่สองเป็นเงินสำหรับการจ่ายชำระหนี้ ซึ่งภาระผ่อนหนี้ไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน แต่หากไม่มีหนี้ก็ควรนำเงินส่วนนี้ไปรวมกับส่วนแรกที่เป็นเงินออมครับ ส่วนสุดท้ายเป็นเงินไว้สำหรับใช้จ่ายตลอดทั้งเดือน เราควรปฏิบัติอย่างนี้ให้เป็นนิสัยครับ ที่สำคัญ ในระยะยาวสัดส่วนการออมควรเพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนการจ่ายชำระหนี้และสัดส่วนของค่าใช้จ่ายควรจะต้องลดลงครับ และควรจัดสรรเงินออมไปลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนให้เหมาะสมกับความต้องการและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ด้วยครับ
 
                      ประการที่สอง จดบัญชีรายรับ-รายจ่ายเป็นประจำทุกวัน เพราะเป็นเสมือนกระจกที่จะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของเรา ช่วยให้รู้ว่าเงินรั่วไหลไปกับรายจ่ายไหนที่ไม่จำเป็นบ้าง จะได้ปิดรอยรั่วดังกล่าวเสีย อย่าลืมครับว่า “หากลดรายจ่ายลงได้ 1 บาท ก็เปรียบเหมือนกับมีรายได้เพิ่มขึ้น 1 บาท” และควรเตือนตนเองบ่อยๆ อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินได้บอกไว้ว่า “หากวันนี้ไม่หยุดซื้อของที่ไม่จำเป็น คุณอาจต้องขายของที่จำเป็นในอนาคต”  
 
                      ประการที่สาม เลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภท เช่น ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ประกันชีวิตแบบบำนาญ LTF RMF นอกจากจะเป็นการออมและการลงทุนด้วยเงินของเราโดยตรงแล้ว เรายังได้ค่าลดหย่อนภาษีเป็นเงินกลับมาให้เราออมหรือลงทุนเพิ่มได้อีกต่างหากครับ และยังมีรายจ่ายบางอย่าง เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย เงินบริจาค ที่จะช่วยลดรายจ่ายด้านภาษีให้เราด้วย ถ้าผู้เสียภาษีศึกษาข้อมูลเรื่องภาษีและทางเลือกการออมและการลงทุนให้ดี แล้วเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่รับได้ก็จะเป็นอีกทางที่ทำให้เงินออมของเรางอกเงยครับ
 
                      ทั้ง 3 ข้อที่กล่าวไว้ คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไป แต่ต้องมีความพอดีอย่างมีวินัย และจะยิ่งดี ถ้ามีช่องทางหารายได้เพิ่ม เพราะจะช่วยให้การออมบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น
 
 
 
 
 
-------------------
 
(เพื่อนแท้การเงิน : นิสัยการออมที่หายไป : โดย...ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. www.1213.or.th โทร 1213)