
อุดมเดชย้อนถามทักษิณสิ่งที่พูดปรองดองหรือ?
อุดมเดชย้อนถามทักษิณ สิ่งที่พูดคือการปรองดองหรือ? วินธัยแจงถอนพาสปอร์ต-ถอดยศเป็นไปตามขั้นตอน
30พ.ค.2558 พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (รมช.กห.) ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่ได้มอบหมายให้พล.ต.ศรายุทธ กลิ่นมาหอม ผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก กองทัพบก เป็นโจทย์ยื่นฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานความผิดคดีหมิ่นประมาท หลังจากที่พ.ต.ท.ทักษิณ ไปให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า ในส่วนที่ดำเนินการคือการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท ทำให้เสียทำให้เสียชื่อเสียงได้พิจารณาและเห็นว่าการพูดในลักษณะดังกล่าวทำให้กองทัพบกให้เกิดความเสียหาย มีการพาดพิงถึงองค์กรทำให้เกิดความเสื่อมเสียจึงได้ให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการ โดยข้อความที่พูดถึงคือการพูดถึงทหาร คนเข้าใจโดยทั่วไปได้ว่า ทหารหลัก ก็คือทหารที่ประจำการในกองทัพบก การกล่าวในลักษณะนั้นไม่เป็นความจริง และทำให้เกิดความเสื่อมเสีย เราจึงต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย
พล.อ.อุดมเดช กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ไม่ได้ฟ้องร้องใน มาตรา 112 นั้นเพราะกองทัพบกไม่สามารถไปฟ้องร้องต่อศาลโดยตรงได้เนื่องจากไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง แต่สามารถไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ซึ่งในขั้นตอนนี้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) ได้ดำเนินการไปแล้ว เพื่อส่งไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานในการพิจารณาฟ้องร้องต่อไป เป็นขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โพสต์ข้อความในอินสตาแกรมแสดงความเห็นต่อวิธีการแก้ไขปัญหาของผู้มีอำนาจไม่ได้สร้างความปรองดอง พล.อ.อุดมเดช กล่าวยืนยันว่า รัฐบาล และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามสร้างความปรองดอง แต่อยากถามว่าคนที่พูดได้สร้างความปรองดองหรือไม่ ในเมื่อสิ่งที่เขาพูดออกมาไม่เป็นความจริง ทำให้กองทัพและทหารเสียหาย ถ้าตนนิ่งเฉย ไม่ทำอะไรเลย ก็เท่ากับเป็นการยอมรับ การดำเนินการฟ้องร้องก็เพื่อให้พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้พูดความจริง
“แล้วสิ่งที่ท่านพูดและทำคือการปรองดองอย่างนั้นหรือ ควรดูที่ต้นทางคือคนพูด ไม่ใช่มาตั้งคำถามที่ปลายทาง ต้องไปถามตัวเองว่าพูดทำไม และเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาส่วนตัว ทุกคนไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวกับท่าน การดำเนินการของผมและกองทัพบกเป็นเรื่องส่วนรวม แต่อยากให้พิจารณาให้ดีว่าควรจะกล่าวออกมาเช่นนั้นหรือไม่” พล.อ.อุดมเดช กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลสถานการณ์ในประเทศที่อาจเกิดเหตุตอบโต้การดำเนินการของรัฐที่เดินหน้าเอาผิดพ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่ากล่าวว่า ทุกคนควรรู้กติกาของบ้านเมือง และควรทราบว่าการดำเนินการของเราเพราะได้รับผลกระทบ และตนก็ไม่ได้ต้องการให้เข้าข้าง หรือ เชียร์รัฐบาล แต่ขอยึดที่ความถูกต้องเป็นหลัก สิ่งที่เขาพูดไม่ใช่การแนะนำอย่างสร้างสรรค์ หากเราไม่แสดงออกในการปกป้องศักดิ์ศรีกองทัพก็เท่ากับว่าเรากลัว
‘วินธัย’แจงถอนพาสปอร์ต-ถอดยศเป็นไปตามขั้นตอน
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และโฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลสถานการณ์ภายหลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศถอนพาสปอร์ตของพ.ต.ท.ทักษิณ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการถอดยศด้วยว่า ขณะนี้สถานการณ์ภาพรวมมีความเรียบร้อย ซึ่งทางคสช. ยังไม่มีรายงานความผิดปกติใดๆ สำหรับการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงนั้นยังคงเดินหน้าเฝ้าระวัง และดูแลสถานการณ์ให้เกิดความเรียบร้อยตามปกติ โดยที่ผ่านมาพล.อ.อุดมเดชได้กำชับให้เจ้าหน้าที่อยู่เสมอเรื่องของการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย กรณีบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างเหมาะสมควบคู่กับการทำความเข้าใจ และพยายามรักษามาตรฐานการทำงานให้ดีไว้ ส่วนเรื่องการถอนพาสปอร์ตและการดำเนินการถอดยศของพ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอน รวมถึงการที่กองทัพบกแจ้งความดำเนินคดีกับพ.ต.ท.ทักษิณในข้อหาหมิ่นประมาทด้วย
รองปธ.สนช.รอดูมติ ป.ป.ช. ชี้มูล'ยิ่งลักษณ์-สุรพงษ์'
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่สอง กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมพิจารณาการกระทำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548กรณีออกหนังสือเดินทางให้กับพ.ต.ท.ทักษิณเมื่อช่วงของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า หากป.ป.ช. ชี้มูลความผิดต่อประเด็นดังกล่าวและต้องส่งเรื่องให้สนช. พิจารณาถอดถอนออกจากตำแหน่งตามกระบวนการสนช. สามารถดำเนินการได้โดยในส่วนของน.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้นสามารถดำเนินการถอดถอนได้อีก แม้ก่อนหน้านี้จะมีกรณีถอดถอนไปแล้วคดีที่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำซ้ำซ้อนกัน เพราะเป็นคนละคดี และต่างกรรมต่างวาระกัน
นายพีระศักดิ์ กล่าวด้วยว่าประเด็นที่เกิดขึ้นเชื่อว่าจะไม่เป็นการกลั่นแกล้ง แต่ตามกระบวนการนั้นเป็นเรื่องที่มีข้อปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้นขอให้ประชาชนเข้าใจในประเด็นที่ผู้ที่มีหน้าที่ต้องทำตามหน้าที่ ขณะที่ทางฝ่ายความมั่นคง หรือฝ่ายตำรวจต้องดำเนินการตามหน้าที่ แม้จะมีคำสั่งให้ทุกหน่วยดูแลความเรียบร้อยและเฝ้าระวังบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่จะออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการถอดหนังสือเดินทางของพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องยอมรับว่าอาจมีผู้ที่เห็นต่างกับเรื่องดังกล่าวและเตรียมกิจกรรมแสดงออก ซึ่งเป็นเรื่องของการทำหน้าที่ ส่วนตัวมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกฯ และหัวหน้าคสช. ตัดสินใจถูกต้องแล้ว ที่ให้ฝ่ายที่มีหน้าที่ดำเนินการตามหน้าที่แทนการใช้อำนาจที่มีตามมาตรา44ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557
ไม่พบเบาะแสของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณี พล.ตงอ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้วิทยุคำสั่งด่วนให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง ภายหลังจากยกเลิกหนังสือเดินทางของบุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองบางราย ล่าสุดยังไม่มีเบาะแสความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้คัดค้าน หรือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบออกมาเคลื่อนไหว ทั้งนี้ วิทยุคำสั่งจาก ผบ.ตร. เป็นการเฝ้าระวังดูแลความเรียบร้อยมากกว่า อย่างไรก็ตาม ยังกำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเตรียมกำลังความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ และสืบหาความเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุป่วนเมือง
ผบ.ตร.ตีกลับถอดยศ'ทักษิณ'
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า หลังจากเดินทางกลับจากไปมอบนโยบาย และติดตามข้อราชราชการ ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ ตนได้รับรายงานจาก พล.ต.ต.นิรันดร เหลื่อมศรี (นว.ผบ.ตร.) ว่า พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ที่ปรึกษา สบ 10 ได้เสนอรายงาน มติคณะกรรมการพิจารณาเรื่องถอดถอนยศ พ.ต.ท.ทักษิณ มาแล้ว แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มติดังกล่าวทางคณะกรรมการฯ ยังมิได้มีการลงนามรับรองมตินั้นแต่อย่างใด ดังนั้น จึงให้ พล.ต.ต.นิรันดร ประสานแจ้งกับไปยัง พล.ต.อ.ชัยยะ ให้มารับรายงานดังกล่าวกลับคืนไป เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนลงนามรับรองมติของคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าว ให้ครบถ้วนถูกต้องเสียก่อน แล้วถึงจะนำมาพิจารณาตามกรอบและระเบียบของ ตร. เพื่อดำเนินการและเสนอตามลำดับชั้นต่อไป
ครม.นัดสนช.สปช.สัมมนาผลงานรัฐบาล
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช). คนที่ 2 เปิดเผยว่าขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ประสานมายังนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ถึงการจัดสัมมนา เรื่องผลงานรัฐบาลในรอบปี ในวันที่ 4 มิ.ย. นี้ เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมใหญ่รัฐสภา โดยงานดังกล่าว สนช. เป็นเจ้าภาพจัดงาน ซึ่งมีสมาชิกสนช. และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เข้าร่วมในงานดังกล่าว และครม. นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยรองนายกฯ และรัฐมนตรีเข้าชี้แจงผลงาน นโยบายของรัฐบาล



