ข่าว

พิพากษาจำคุก 37ปี-ดัชต์เฒ่าอนาจารเด็ก

พิพากษาจำคุก 37ปี-ดัชต์เฒ่าอนาจารเด็ก

16 ก.ค. 2552

พิพากษาจำคุก 4 กระทง ดัชต์เฒ่า“วิลเลียม เจอร์ราด” อนาจาร-ตุ๋ยผู้เยาว์ อายุไม่เกิน 15 ปี รวม 37 ปี ขณะที่หนุ่มไทยทำหน้าที่ธุระจัดหา โดนคุก 40 ปี แต่รับสารภาพ ศาลลดโทษเหลือจำคุก 26 ปี 8 เดือน

 ที่ห้องพิจารณาคดี 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 16 ก.ค.52 เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.745/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวิลเลียม เจอร์ราด น็อปเปียน (Willem Gerard Knoppien) อายุ 52 ปี ชาวเนเธอร์แลนด์ และนายธเนศหรือกวัก บัวหลวง อายุ 35 ปี เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป พาเด็กหรือจัดให้เด็กกระทำการใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ,พาบุคคลอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี
 
 โดยฟ้องโจทก์สรุปว่า เมื่อประมาณปลายเดือน มี.ค.50 - วันที่ 2 ธ.ค.52 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันพราก ด.ช.น้อย (นามสมมติ) อายุ 12 ปี ผู้เสียหาย ไปจากบิดาและมารดาเพื่อการอนาจาร โดยจำเลยที่ 2 ได้เป็นธุระจัดหาล่อไป และพา ด.ช.น้อย ผู้เสียหาย ไปที่บ้านของจำเลยที่ 2 เลขที่ 41/106 หมู่บ้านถาวรวิลเลจ 5 บ้านเขาน้อย ถ.ห้วยมงคล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยอ้างว่าจะจ้างไปทำความสะอาด แต่หลังจากผู้เสียหาย ทำความสะอาดบ้านพักให้เสร็จแล้ว จำเลยที่ 2 ได้กระทำอนาจาร ด้วยการใช้อวัยวะเพศถูไถหน้าท้องผู้เสียหายและสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ รวม 4 ครั้ง โดยทุกครั้ง จำเลยที่ 1 จะให้เงินแก่จำเลยที่ 2 ครั้งละ 200 บาท และให้เงินแก่ผู้เสียหาย จำนวน 120 บาท การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการสนองความใคร่ของจำเลยที่ 1 หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านพักพบหนังสือลามกประเภทชายกับชาย และชายกับเด็กชาย รวม 9 เล่ม อวัยวะเพศชายเทียม 1 อัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277,279,282,283,317 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
 
 ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์ -จำเลย นำสืบแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มี ด.ช.น้อย ผู้เสียหาย เบิกความเป็นพยานว่า ประมาณต้นเดือน มี.ค.50 จำเลยที่ 2 ได้ชักชวนให้ไปทำความสะอาดที่บ้านพักของจำเลยที่ 1 ซึ่งครั้งแรกยังไม่ได้ถูกจำเลยที่ 1 กระทำอนาจารแต่อย่างใด ต่อมาต้นเดือน เม.ย.50 จำเลยที่ 2 ขี่จักรยานยนต์มารับให้ไปทำงานที่บ้านของจำเลยที่ 1 อีก แต่เมื่อทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้ว จำเลยที่1 เรียกให้เข้าไปในห้องนอนซึ่งจำเลยที่ 1 นอนเปลือยอยู่ พร้อมกับบอกให้ถอดเสื้อผ้าออก ก่อนจะกระทำอนาจาร และสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง หลังจากนั้นปลายเดือน เม.ย.50 ก่อนที่จำเลยจะถูกจับกุม ผู้เสียหายถูกกระทำอนาจารอีก รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง
 
 ศาลเห็นว่าผู้เสียหาย เบิกความตรงไปตรงมา ซึ่งการถูกกระทำนั้นเป็นเรื่องที่น่าอับอาย หากไม่เกิดขึ้นจริงพยานคงไม่กล้าเบิกความเพื่อปรักปรำผู้อื่น จึงว่าเชื่อผู้เสียหายไม่ได้ปรับแต่งเรื่อง
 
 นอกจากนี้ยังได้ความจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ว่า ก่อนเชิญตัวผู้เสียหายไปสอบสวนนั้น ผู้เสียหายไม่กล้าบอกให้บิดาและมารดาทราบ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกตี ย่อมแสดงว่ามีเรื่องที่น่าอับอาย จึงเชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ประกอบกับจำเลยที่ 2 เคยให้การหลังถูกจับกุมว่า ไปรับผู้เสียหายไปที่บ้านพักจำเลยที่ 1 รวม 6 ครั้ง โดยครั้งที่ 2 - 6 จำเลยที่ 1 ได้กระทำอนาจารดังกล่าว เชื่อว่ารับสารภาพไปตามจริงหลังเกิดเหตุ จึงยังไม่มีการปรุงแต่งเรื่องให้ตัวเองพ้นผิด คำเบิกความของจำเลยที่ 2 สนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักมากขึ้น โดยของกลางที่ตรวจค้นได้นั้นเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนชอบการร่วมเพศระหว่างชายกับชายและกับเด็กชาย
 
 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ให้จำคุก 2 กระทง ๆ ละ 7 ปี รวมจำคุก 14 ปี , ฐานอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุก 1 ปี , ฐานอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีที่อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้จำคุก 2 ปี และฐานร่วมกันพรากเด็กไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ให้จำคุก 4 กระทง ๆ ละ 5 ปี เป็นจำคุก 20 ปี เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ทุกระทงความผิดแล้ว จำคุกทั้งสิ้น 37 ปี
 
 ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น เป็นธุระจัดหา เพื่อการอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ให้จำคุก 4 กระทง ๆ ละ 5 ปี รวมจำคุก 20 ปี , ฐานร่วมกันพรากเด็กไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 กระทง ๆ ละ 5 ปี เป็นจำคุก 20 ปี เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ทุกกระทงความผิดแล้ว จำคุกทั้งสิ้น 40 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ทั้งสิ้น 26 ปี 8 เดือน และริบของกลาง