ข่าว

‘นราธิวาส 100 ปี’ความภูมิใจในสายเลือด‘บางนรา’

‘นราธิวาส 100 ปี’ความภูมิใจในสายเลือด‘บางนรา’

30 พ.ค. 2558

‘นราธิวาส 100 ปี’ความภูมิใจในสายเลือด‘บางนรา’ : สุพิชฌาย์ รัตนะ ภาพ จรูญ ทองนวล

                "ทักษิณราชตำหนัก ชนรักศาสนา นราทัศน์เพลินตา ป่าโจตรึงใจ แหล่งใหญ่แร่ทอง ลองกองหอมหวาน" ถือเป็นคำขวัญประจำจังหวัดที่ชาวนราธิวาสทุกคนคุ้ยชินกันเป็นอย่างดี ลูกเด็กเล็กแดงที่เป็นสายเลือดชาวนรา เกือบทุกคนต่างท่องจำได้อย่างแม่นยำขึ้นใจ  
    
                แต่ในอีกมุมหนึ่ง "นราธิวาส" ถือเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่แพ้จังหวัดใดๆ เพราะนับตั้งแต่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2458 ที่ "พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6" ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อจาก “บางนรา“ เป็น "นราธิวาส” ดินแดนแห่งนี้ไม่เคยสิ้นมนต์ขลัง และยังเต็มไปด้วยวัฒนธรรมประเพณีที่มีอัตลักษณ์ประจำถิ่นที่คนในพื้นที่ภาคภูมิใจมาช้านาน
    
                ในโอกาสครบรอบ "100 ปี" ที่ "บางนรา" เปลี่ยนมาเป็น "นราธิวาส" ชาวนราธิวาสทุกคนร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองและร่วมรำลึกความทรงจำที่สวยงามด้วยการจัดงาน “นราธิวาส 100 ปี” ระหว่างวันที่ 7-16 มิถุนายนนี้
    
                 “นราธิวาส 100 ปี” ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของชาวนราธิวาสทุกคน
    
                พื้นที่ "สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา" ถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ในสมกับเมืองแห่งประวัติศาสตร์ 100 ปี อาทิ การแสดงแสง สี เสียง นิทรรศการย้อนรอย 100ปี, การแสดงละครหุ่นโจหลุยส์ แฟชั่นผ้าไทย ผ้าทอ ผ้าถิ่น ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ท้องถิ่นฝีมือระดับตัวแม่ที่กำลังเป็นที่สนใจในตลาดแฟชั่นระดับอาเซียนและจีน
    
                เท่านั้นยังไม่พอ ประชาชนผู้เข้าร่วมงานสามารถเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมนั่งรถรางชมเมืองย้อนรอยประวัติศาสตร์ พร้อมกับการอิ่มเอมไปกับ "100 เมนูเด็ด" เลื่องชื่อของชาวนราธิวาสทั้งคาว-หวาน ไล่เรียงตั้งแต่ ขนมปูตูฮาบือลอ ขนมอาเกาะ และไก่กอและสูตรพิเศษจากเจ้าของต้นตำรับ ฯลฯ เบื้องต้นคาดว่าบรรยากาศอันชื่นมื่นที่เต็มไปด้วยกิจกรรมมากมายจะกระตุ้นความคึกคักให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวไปทั่วทุกพื้นที่
    
                นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่ถือเป็นไฮไลท์ของ "นราธิวาส 100 ปี" ด้วยการพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปในปี พ.ศ.2448 โดยพบกับ “ล่าม บุญลาภ” หรือ “ทวดล่าม” พ่อเฒ่าวัย 101 ปี และ“แมะตีเม๊าะ เจ๊ะดอเล๊าะ" แม่เฒ่าวัย 115 ปี  บุคคลระดับตำนานของชาวนราธิวาส พร้อมกลุ่มกลุ่มผู้สูงอายุของจังหวัดที่จะมานั่งเล่าเรื่องราวความทรงจำในอดีตอันแสนยาวนานเกี่ยวกับ "บางนรา" หรือ "นราธิวาส"
    
                เพื่อเป็นการโหมโรงเรียกน้ำย่อย "คม ชัด ลึก" มีโอกาสพูดคุยกับ "ทวดล่าม" และ “แม่เฒ่าแมะตีเม๊าะ" เพื่อให้บอกเล่าเรื่องราว 1 ทศวรรษของนราธิวาส
     
                ปัจจุบัน "ทวดล่าม" อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 82 หมู่ 1 ต.ลำภู อ.เมือง จ.นราธิวาส ในวัย 101 ปี วันนี้ “ทวดล่าม” กลายเป็นบุคคลระดับคิวทองที่คนรุ่นใหม่ในยุคสมัยปัจจุบันต้องแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนและรับฟังเรื่องราวในความเป็นไปของ จ.นราธิวาส เมื่อคราครั้งก่อน โดยทุกวันนี้ทวดล่ามยอมรับว่า ต้องเผชิญปัญหาเรื่องสุขภาพ เนื่องจากสังขารไม่เอื้ออำนวยในวัย 101 ปี แต่ด้วยพลังใจเปี่ยมล้นทวดล่ามจะแสดงความปลื้มปริ่มทุกครั้งที่ได้ล้อมวงนั่งเล่าเรื่องราวย้อนรอย 100 ปี เมืองนราธิวาส
    
                ผู้เฒ่าอายุ 101 ปี ผู้นี้เริ่มไล่เรียงถึงความทรงจำในอดีต ขณะนั่งพักชิลๆ นั่งตากลมชื่นชมธรรมชาติริมแม่น้ำบางนราว่า เคยดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่มากว่า 30 ปี ในยุคสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดย 100 ปีก่อนหน้านี้ บริเวณพลับพลาเฉลิมพระเกียรติสิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปี เขื่อนท่าพระยาสาย ถนนภูผาภักดี อ.เมือง จ.นราธิวาส ในปัจจุบัน เคยเป็นป่าจากที่รกทึบ ใครจะผ่านไปมาต้องเดินทางด้วยความยากลำบาก ไม่เหมือนปัจจุบันแตกต่างกันมาก แทบจำไม่ได้ว่า จุดไหนเคยลงเรือ จุดไหนเคยเดินผ่าน ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด
    
                "ทวดล่าม” ยังบอกเล่าถึงความทรงจำหนึ่งที่ทำให้หัวใจพองโตเมื่อเอ่ยถึงทุกครั้งว่า
    
                "ตอนนั้นอายุเพียง 1 ขวบ พ่อแม่เล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้ โดยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช จากหัวหินเรื่อยลงมาถึงบางนรา ก่อนลงทอดสมอที่หน้าปากน้ำบางนรา จากนั้นได้พระราชทานพระแสงราชศัสตรา เพื่อเป็นที่หมายว่าเสด็จฯ มา พร้อมพระราชทานนามเมืองว่า “นราธิวาส” จวบจนปัจจุบัน ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นความภาคภูมิใจที่ได้บอกเล่าจากรุ่นสู่รุ่น"
    
                เช่นเดียวกับแม่เฒ่าวัย 115 ปี “แมะตีเม๊าะ เจ๊ะดอเล๊าะ หรือ “เมาะจิ” สรรพนามที่พี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกขาน บอกเล่าเรื่องราวด้วยภาษามลายูท้องถิ่น หรือภาษายาวี ด้วยเสียงแหบพล่าว่า เป็นชาวอำเภอบาเจาะตั้งแต่กำเนิด โดยก่อนหน้านี้เพิ่งย้ายสำมะโนครัวไปอยู่กับลูกหลานที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาสได้ไม่นาน เพราะอายุมาก ลูกหลานจึงเป็นห่วง
    
                ส่วนในอดีต 100 ปีที่ผ่าน คนในพื้นที่จะมีความผูกพัน สมานฉันท์ แม้จะมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่คนไทยพุทธ ไทยมุสลิมไม่เคยคิดแบ่งแยก 100 ปีที่ผ่านมาเราอยู่ร่วมกันในพื้นที่นราธิวาสอย่างสงบสุข ไม่มีเรื่องราวให้หมองใจ ถึงแม้จะแต่งกายไม่คล้ายกัน แต่จิตใจเราดี ทุกคนแบ่งปันอาหารการกินโดยไม่เคยแย่งชิงหรือฆ่าฟันกัน"
    
                ปิดท้ายด้วย "ณัฐพงศ์ ศิริชนะ” ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส หัวเรือใหญ่สำคัญในการขับเคลื่อนการจัดงาน 100 ปีเมืองนราธิวาส บอกว่า ความสำคัญของงาน 100 ปีเมืองนราธิวาส นอกจากมีเรื่องราวความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าด้วยนามพระราชทานแล้ว นราธิวาสยังเป็นดินแดนที่ร่ำรวยด้วยทุนทางวัฒนธรรม และทุนทางมนุษย์ที่น่าภาคภูมิใจ โดยเฉพาะทิศทางการพัฒนาจังหวัดนราธิวาสในอนาคตที่จะก้าวสู่ศตวรรษที่ 2   
    
                "จังหวัดได้ตั้งเป้าพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม ทรัพยากรทางธรรมชาติสู่ตลาดโลก พร้อมส่งเสริมเยาวชนจังหวัดนราธิวาสให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ ด้วยโครงการพัฒนาทุนมนุษย์ เปลี่ยนนราธิวาสสู่ศตวรรษใหม่"