ข่าว

ประชุม17ประเทศ‘โรฮิงญาไร้ตัวตน’

ประชุม17ประเทศ‘โรฮิงญาไร้ตัวตน’

30 พ.ค. 2558

ประชุม17ประเทศ‘โรฮิงญาไร้ตัวตน’ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

                แม้ว่าปัญหา “ผู้อพยพโรฮิงญา” จะเป็นประเด็นหลักในการระดมตัวแทนจาก 17 ประเทศเข้าร่วมประชุมเร่งด่วนในหัวข้อ “การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย” โดยมีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558
    
                แต่ปรากฏว่าในที่ประชุมไม่มีการเอ่ยคำว่า “โรฮิงญา” มีเพียงการใช้คำเรียก “ผู้อพยพ” “เหยื่อการค้ามนุษย์” โดยเฉพาะตัวแทนจากประเทศพม่าที่ใช้คำว่า “โบ๊ทพีเพิล” หรือผู้อยู่บนเรือ ในทุกประโยคแสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุม
    
                มีการแสดงตัวเลขของชาวโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศที่คาดว่าเฉพาะปี 2558 มีไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นคนที่พยายามล่องเรือออกไปแสวงหาอนาคตใหม่ และมีอีกประมาณ 2,500 คนที่กำลังล่องลอยอยู่บนเรือ แต่ระหว่างการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมนั้น มีการใช้คำว่า “ผู้อพยพ” แทนคำว่า “โรฮิงญา” เพื่อไม่ให้ตัวแทนบางประเทศรู้สึกอึดอัดหรือไม่พอใจ  
    
                “ทิน ลิน” (Htin Lynn) ผู้แทนพิเศษจากกระทรวงการต่างประเทศพม่า พยายามอธิบายในเวทีการประชุมช่วงเช้าว่า ปัญหา “โบ๊ทพีเพิล” ที่กำลังล่องเรืออยู่กลางท้องทะเลนั้น เป็นเพียงการคาดเดาว่ามีเท่าไร และทุกฝ่ายต่างชี้นิ้วมาที่พม่าว่าต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ต้องไปหาสาเหตุหรือรากเหง้าของปัญหาให้ได้ว่าทำไมพวกเขาต้องมาเป็น “โบ๊ทพีเพิล” ตลอดเวลาที่แสดงความเห็นกว่า 5 นาที ผู้แทนจากพม่าเน้นย้ำคำว่า “โบ๊ทพีเพิล” หลายครั้ง
    
                เชื่อกันว่า สาเหตุที่การประชุมครั้งนี้ผู้แทนจากทุกประเทศร่วมมือไม่ใช้คำว่า “โรฮิงญา” เนื่องจากมีการขอร้องกันนอกรอบว่า นี่คือ “เงื่อนไข” ของพม่าในการเข้าร่วมประชุม หากมีการใช้คำนี้จะไม่มาร่วมประชุมหรืออาจเดินออกจากห้องประชุมทันทีที่ได้ยินคำนี้
    
                การประชุมช่วงเช้าเปิดให้ตัวแทนประเทศต่างๆ แสดงถึงวิสัยทัศน์และแผนการช่วยเหลือระยะสั้นและระยะยาว โดยมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศไทยแสดงความเห็นสอดคล้องกันในหลักการสำคัญ คือ ทุกประเทศในคาบสมุทรอินเดียต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยแก้ปัญหา โดยเฉพาะประเทศต้นทาง ประเทศที่เป็นทางผ่าน และประเทศที่เป็นจุดมุ่งหมายที่ผู้อพยพต้องการเข้าไปอาศัยอยู่ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สำหรับรัฐบาลไทยนั้นมองว่าประเทศไทยเป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น ไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้อพยพต้องการมาอาศัยอยู่ถาวร นอกจากนี้ยังมีการเน้นย้ำว่า ทุกประเทศต้องใช้หลักการ “ร่วมแบ่งปันภาระระหว่างประเทศ” (International Burden Sharing) และไม่จุดประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้
    
                พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมช่วงเช้าถึงผลสำเร็จของกองทัพไทยที่จัดให้มี “ฐานเรือลอยน้ำ” หรือการนำเรือหลวงขนาดใหญ่มาเป็นฐานปฏิบัติการพิเศษ (Floating Platform) ช่วยเหลือผู้อพยพทางทะเล ถือเป็นการช่วยเหลือตามแผนเร่งด่วน ภายใน “ฐานเรือลอยน้ำ” ประกอบด้วยทีมแพทย์และอุปกรณ์การแพทย์ ทีมสอบสวนการค้ามนุษย์ และกองตรวจคนเข้าเมือง เพื่อบันทึกประวัติข้อมูลทำการคัดแยกและส่งต่อให้ประเทศที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่ถ้าตรวจพบกระบวนการค้ามนุษย์จะส่งดำเนินคดี
    
                ทั้งนี้ หัวข้อหลักการประชุมช่วงบ่ายแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อใหญ่ ได้แก่ 1.เร่งแก้ไขปัญหาผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 7,000 คน 2.ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาวของการย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิด เน้นเรื่องแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ 3.ร่วมกันหาวิธีแก้ไขปัญหาที่ประเทศต้นทางโดยเฉพาะพม่าและบังกลาเทศ โดยเน้นย้ำว่า ทุกประเทศต้องใช้หลักการ “ร่วมแบ่งปันภาระระหว่างประเทศ” (International Burden Sharing) และไม่จุดประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้
    
                ขณะที่ตัวแทนชาวโรฮิงญาที่เข้าร่วมประชุมแสดงความเห็นว่า เป็นที่น่าเศร้าใจมากที่ “เรือปิงปอง” หรือเรือหาปลาที่ถูกดัดแปลงมาขนผู้อพยพในลักษณะอัดแน่นทั้งเด็กและผู้หญิงยังคงล่องลอยอยู่กลางทะเลหลายลำ หลายประเทศพยายามกดดันหรือผลักออกจากน่านน้ำตัวเอง
    
                “ก็รู้กันอยู่ว่าคนโรฮิงญาและคนบังกลาเทศที่อยู่บนเรือนั้น ไม่ได้เป็นผู้ตั้งใจอพยพทั้งหมด มีทั้งที่ถูกหลอกมา และถูกลักพาตัวมา แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มตั้งใจอพยพออกมา ไม่อยากกลับไปที่เดิมอีกแล้ว ความช่วยเหลือแค่เบื้องต้นไม่พอ อยากรู้ว่าคนโรฮิงญาถ้าไปอยู่ประเทศที่สามจะได้สัญชาติอะไร จะมีอนาคตยังไง” ชาวโรฮิงญาตั้งคำถามที่ยังไม่มีคำตอบจากที่ประชุมครั้งนี้
    
    สรุปผลประชุมในภาคบ่าย คือ 1.อนุมัติให้สหรัฐใช้เครื่องบินร่วมปฏิบัติการในน่านน้ำและน่านฟ้าไทยช่วย "โบ๊ทพีเพิล" หรือผู้อพยพ 2 องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) ให้เงินช่วย 26 ล้านดอลลาร์ โดยอเมริกาช่วย 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ออสเตรเลียให้ 5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และ 3.สวิตเซอร์แลนด์ ให้ความร่วมมือด้านเทคนิค

                การประชุมครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นการระดมความคิดจาก 17 ประเทศเพื่อช่วยแก้ปัญหา “โรฮิงญา” แต่ไม่มีการเอ่ยคำว่า “โรฮิงญา” !?!

 “83 เครือข่ายเอ็นจีโอ”กดดันแก้“ปัญหาโรฮิงญา”

                เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 ก่อนการประชุม 2 วัน เครือข่ายเอ็นจีโอชื่อดังระหว่างประเทศจำนวน 83 องค์กรได้ร่วมลงนามเพื่อกดดันให้เร่งแก้ปัญหาโรฮิงญาโดยยึดหลักมนุษยธรรม

                1.ต้องให้การช่วยเหลือเร่งด่วนกับผู้อ่อนแอบนเรืออพยพ เช่น คนป่วย ผู้หญิง เด็ก

                2.อนุญาตให้หน่วยงานช่วยเหลือระหว่างประเทศเข้าช่วยเหลือเหยื่อตามหลักมนุษยธรรม

                3.ผู้อพยพต้องไม่โดนจับหรือถูกลงโทษข้อหาหลบหนีเข้าเมือง

                4.เตรียมพร้อมที่หลบภัย

                5.ร่วมกันหาทางออกโดยมีทางเลือกหลายทางสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ

                6.ขั้นตอนการช่วยเหลือต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้

                7.วางแผนแก้ปัญหาระยะยาวจากประเทศต้นทาง
 
ตัวแทน 17 ประเทศเกี่ยวข้องปัญหา “โรฮิงญา”
                
                1.อัฟกานิสถาน 2.ออสเตรเลีย  3.อินโดนีเซีย 4.อินเดีย 5.อิหร่าน  6.มาเลเซีย  7.กัมพูชา  8.สปป.ลาว  9.พม่า 10.นิวซีแลนด์ 11.ปากีสถาน 12.ปาปัวนิวกินี 13.ฟิลิปปินส์ 14.ศรีลังกา  15.เวียดนาม  16.บังกลาเทศ  17.ประเทศไทย

ประเทศผู้สังเกตการณ์

                สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์

องค์การระหว่างประเทศ 1.สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์)  2.องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม)  3.สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอดีซี)