ข่าว

โศกนาฏกรรมประจานออนไลน์ ประชาทัณฑ์ภาคดิจิทัล

โศกนาฏกรรมประจานออนไลน์ ประชาทัณฑ์ภาคดิจิทัล

30 พ.ค. 2558

เวิลด์วาไรตี้ : โศกนาฏกรรมประจานออนไลน์ ประชาทัณฑ์ภาคดิจิทัล

 
                      เหตุเกิดที่สำนักงานโยกย้ายถิ่นฐานประชากรและชายแดนอิสราเอล ในกรุงเทลอาวีฟ เมื่อวันพุธที่แล้ว สตรีผิวดำคุณแม่ลูกสามคนหนึ่ง เดินทางไปที่นั่นเพื่อทำหนังสือเดินทางให้แก่บลูกชาย และได้กลับมาเขียนบอกเล่าประสบการณ์เลวร้ายบนเฟซบุ๊กว่า เมื่อไปถึง พบว่าแถวยาวมาก มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งบอกเธอว่ามีช่องทางด่วนสำหรับพ่อแม่ที่มากับลูกเล็ก แต่พอเธอพยายามไปต่อแถว เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกลับบอกให้ไปต่อแถวปกติ เธอก็ทำตาม แต่ก็ต้องช็อกเมื่อเห็นว่า แม่ลูกคนอื่นๆ กลับได้รับบริการจากเจ้าหน้าที่คนนั้่นอย่างว่องไว และทั้งหมดเป็นคนขาว
 
                      เธอเดินไปที่เคาน์เตอร์และถามเจ้าหน้าที่ แต่อีกฝ่ายตอบว่า ทำแบบนี้ไม่เหมาะสม ให้กลับไปต่อท้ายแถว จากนั้นเธอจึงขอพูดกับผู้จัดการสำนักงาน คือนายแอเรียล โรนิส และเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ และบอกด้วยว่าเธอรู้สึกกำลังถูกเลือกปฏิบัติเพราะสีผิว เธอขอให้ได้รับการปฏิบัติเท่ากับแม่คนอื่นๆ ไม่ขอมากไปกว่านี้
 
                      แต่นายโรนิส กล่าวว่า หากมาร้องเรียนถูกเลือกปฏิบัติ ก็ไปให้พ้นหน้า เหตุการณ์นี้ทำให้เธอร้องไห้ และว่านอกจากต้องเผชิญทัศนคติเหยียดผิวในสังคมแล้ว เวลานี้ยังถูกกระทำแบบเดียวกันจากรัฐอีกด้วย
 
                      ท้ายโพสต์ เธอขอให้คนช่วยเผยแพร่เรื่องนี้ออกไป ซึ่งก็มีผู้แชร์ออกไปเกือบ 7,000 คน จากเฟซบุ๊ก ไปทวิตเตอร์ และวอทส์แอพ ยอดไลค์และแชร์กระหน่ำ สื่อหลักต่างหยิบไปรายงาน ทีวีขอสัมภาษณ์ ความไม่พอใจจากโพสต์และความเห็นวิจารณ์นายโรนิส ส่วนหนึ่งมาจากความตึงเครียดเชื้อชาติในอิสราเอลเมื่อไม่นานมานี้ด้วย
 
                      จากรายงานข่าวและบทความในสื่ออิสราเอล ระบุว่า ลำพังข้อร้องเรียนขอรับบริการจากเจ้าหน้าที่รัฐ มักอารมณ์ขึ้นกันอยู่แล้ว พอมีเรื่องของสีผิวมาปนด้วยยิ่งไปกันใหญ่ เนื่องจากเมื่อไม่นานนี้ เพิ่งมีการประท้วงต่อต้านการเลือกปฏิบัติของชาวอิสราเอลเชื้อสายเอธิโอเปีย และพอเป็นที่รับรู้ว่า นายโรนิสเคยเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในชินเบธ หน่วยความมั่นคงภายในของอิสราเอลก่อนเกษียณในวัย 40 ปีเศษ และย้ายมาประจำที่กระทรวงมหาดไทย ก็มีมุมการเมืองโผล่มาอีก จากชาวยิวหัวซ้ายบางคนที่ไม่ชอบพฤติกรรมชินเบธเป็นทุนเดิม ขณะที่ชาวยิวฝ่ายขวาบางคนก็คาดเดาว่า สตรีคนนี้น่าจะยกเรื่องสีผิวสร้างภาพว่าตนเองเป็นเหยื่อ
 
                      ในที่สุด นายโรนิส ผู้ตกเป็นจำเลย ออกมาเขียนเฟซบุ๊กบ้าง แต่บอกเล่าต่างกันว่า สองวันก่อน มีผู้หญิงคนหนึ่งมาที่สำนักงานเพื่อขอรับบริการ ขณะนั้นเขากำลังช่วยเหลือคนอื่นๆ อยู่ เธอมาขอให้ได้รับบริการทันที แต่เขาขอให้เธอไปต่อแถวของมารดาและลูกเล็ก เธอต้องรออยู่ตรงนั้นเหมือนกับมารดาคนอื่นๆ และเริ่มตะโกนโหวกเหวกว่า การไม่ได้รับบริการเดี๋ยวนั้น คือเหยียดผิว แต่นายโรนิส กล่าวว่า ไม่ใช่พอไม่ได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้วจะบอกว่านั่นคือการเหยียดผิว ตลอดเวลาปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาคเสมอ ไม่เคยคำนึงศาสนาหรือเชื้อชาติ และเคยตีพิมพ์หนังสือประเด็นนี้ กับก่อตั้งองค์กรที่มุ่งสร้างความเสมอภาคแก่พลเมืองทุกกลุ่มโดยเฉพาะคนกลุ่มน้อยให้อยู่ร่วมกันในสังคมอิสราเอล การถูกกล่าวหาว่าเหยียดผิว จึงเป็นเรื่องเจ็บปวดที่สุด
 
                      นายโรนิส ยังขอให้ใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียนถึงผลกระทบจากการกระทำและคำพูดบนสื่อสังคมออนไลน์ แต่ละแชร์ เหมือนกับลูกดอกแหลมคมทิ่มแทงผิวหนัง คนที่แชร์ข้อความกล่าวหา ยิงลูกดอกใส่เขาไม่หยุด ไม่คิดหยุดตั้งคำถามตัวเองสักขณะ แต่จะโทษพวกเขาก็ไม่ได้ โพสต์น่าตกใจเช่นนี้ บางทีเขาอาจจะคลิกแชร์เหมือนกันโดยไม่คิดถึงผลที่ตามมา
ไม่โกรธเคืองคนที่กล่าวหาเขา แต่ขณะที่เธออาจหายจากความเสียใจนั้นแล้ว แต่ตัวเขาเองไม่สามารถทำได้ ลาก่อน
 
                      สำหรับสตรี เธอเขียนบนเฟซบุ๊กว่า เช้านี้เธอตื่นขึ้นมาพบกับข่าวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยได้ยิน รู้สึกเสียใจกับการสูญเสียชีวิต เธอถูกเลือกปฏิบัติมานานหลายปี ครั้งเดียวเท่านั้นที่เธอบอกเล่าประสบการณ์ออกไป ก็ทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกเจ็บปวด หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะขอเงียบไว้เหมือนเดิม
 
                      เรื่องราวของนายโรนิส จบชีวิตตนเอง เป็นข่าวใหญ่ในอิสราเอลและจุดประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางถึงพลังอำนาจเกินตัวของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย นักการเมืองบางคนถึงกับสัญญาว่าจะผลักดันกฎหมายหมิ่นประมาทให้เข้มข้นกว่านี้ เพื่อปกป้องคนที่ถูกประจานลักษณะนั้น
 
                      ดูเหมือนไม่มีใครยืนยันได้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น คำบอกเล่าฝ่ายไหนคือความจริง ผู้ตายแค่เป็นคนจิตใจอ่อนไหว หรือมีปัญหาอื่นๆด้วยหรือไม่ก่อนตัดสินใจทำเช่นนั้น หรือเหตุใดจึงไม่เลือกต่อสู้เพื่อแก้ชื่อให้แก่บตัวเอง แต่คนที่รู้จักผู้ตายพูดเหมือนกันว่า สังคมถล่มผิดคน นายโรนิสเข้าร่วมองค์กรหนึ่งที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกับอาหรับ และสภาเพื่อสันติภาพและความมั่นคงที่มีแนวคิดกลาง-ซ้าย
 
                      สิ่งหนึ่งที่รู้แน่ก็คือ มีคนมากมายที่เป็นเหยื่อของการกล่าวหาและประจานออนไลน์ ที่แพร่เร็วยิ่งกว่าไฟป่า ทำให้ใครก็ได้เป็นเซเลบแบบไม่พึงประสงค์ในชั่วข้ามคืน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมนุษย์ยุคดิจิทัล ไม่รู้ว่าอีกกี่บทเรียนจึงจะมากพอสำหรับการคิดก่อนแชร์