
ผู้การหัวใจเกษตรเนรมิตผืนป่าสร้างรายได้ให้กำลังพล
ผู้การหัวใจเกษตรฐากูร นาครทรรพ เนรมิตผืนป่าสร้างรายได้ให้กำลังพล : คมคิดจิตอาสา โดยดลมนัส กาเจ
ย้อนไปเมื่อ 1 ทศวรรษก่อน ผืนป่ารกชัฏในอาณาบริเวณของค่ายทหารอากาศ "กองบิน 46" จังหวัดพิษณุโลก นับพันไร่ ภายใต้การดูแลและรับผิดชอบของผู้การปู "น.อ.ฐากูร นาครทรรพ" ผู้บัญชาการกองบิน 46 ถูกเนรมิตกลายเป็นสวนเกษตรที่เขียวขจีด้วยพรรณพืชเศรษฐกิจนานาชนิด ทั้งไม้ผล ไม้ดอก พืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร การประมง ปศุสัตว์ ที่ให้ผลผลิตและสร้างรายได้ให้กำลังพลและเจ้าหน้าที่ในสังกัดมูลค่าปีละหลายล้านบาท
น.อ.ฐากูร บอกว่า เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการกองบิน 46 จังหวัดพิษณุโลก ได้คลุกคลีอยู่กับน้องๆ ที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา จึงทราบถึงวิถีชีวิตของทหารชั้นผู้น้อยที่ดำรงชีพด้วยความยากลำบาก มีหนี้สินทั้งในระบบไม่ว่าจะเป็นหนี้สหกรณ์และธนาคาร รวมถึงหนี้นอกระบบจนล้นพ้นตัว บางรายติดหนี้ถึงหลักล้านบาท พอเงินเดือนออกถูกหักบางรายเหลือเพียงเดือนละ 500 บาทเท่านั้น จึงนึกว่าน่าจะหาช่องทางอย่างไร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพลเหล่านี้ เนื่องจากลูกๆ ต้องเรียนหนังสือ พอถึงช่วงเปิดเทอมแทบหาเงินหมุนไม่ทัน
"ที่จริงเรื่องทำสวนเกษตร ผมไม่ถนัดเท่าไร แต่ถามว่าผมชอบเกษตรหรือไม่ ที่ผ่านมาผมก็คลุกคลีอยู่กับการปศุสัตว์ มีพรรคพวกเลี้ยงไก่พื้นเมืองพันธุ์ไก่ชน เพื่อส่งออก พอดีเมื่อครั้งที่ผมเป็นอาจารย์ในโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ เคยไปดูงานโครงการพระราชดำริ โดยเฉพาะสวนเกษตรพอเพียง ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เลยคิดว่ารอบค่ายทหารเรามีพื้นที่รกร้างเป็นป่าทึบ ซึ่งเป็นพื้นที่ของกองบิน 46 มีอยู่ประมาณ 3,800 ไร่ ผมคิดว่าน่าจะนำมาใช้ประโยชน์ และสร้างรายได้ให้กำลังพลได้ เพราะในค่ายของเรามีเครื่องมือและอุปกรณ์พร้อมที่จะพัฒนาพื้นที่ได้ เพื่อช่วยเหลือบุคลากรเหล่านี้ให้ทุกคนลดค่าใช้จ่าย และมีรายได้เพิ่ม" น.อ.ฐากูร กล่าว
ผู้บังคับการกองบิน 46 บอกอีกว่า หลังจากที่ได้ปรึกษาหารือกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันแล้ว จึงได้คิดโครงการที่จะช่วยเหลือฟื้นฟูและเยียวยาปัญหาหนี้สินนอกระบบให้แก่กำลังพลและบุคลากร เริ่มจากการน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ให้เกิดรูปธรรม ด้วยการเนรมิตผืนป่ามาเป็นพื้นที่ทำกิน เบื้องต้นนำการเกษตรพื้นฐาน เช่น ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ปีก กินเนื้อ กินไข่ แบบง่ายให้ลดค่าใช้จ่าย ภายใต้โครงการ “กองบิน 46 ชุมชนสีเขียว” ( WING 46 Green Community) ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ให้บุคลากรในกองบิน 46 แล้ว ยังต้องการสร้างพื้นที่สีเขียวในกองบิน เพื่อลดภาวะโลกร้อน และลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ให้แก่กำลังพลใต้บังคับบัญชากว่า 1,500 นายที่สมัครใจ โดยมอบหมายให้ ร.อ.ณัฐสิษย์ ทองบุญชู เป็นหัวหน้าโครงการ
"เราเริ่มคิดเมื่อปี 2553 พอปีถัดมาคือปี 2554 เราเริ่มสำรวจพื้นที่ป่าทั้งหมด พบว่ามีต้นจามจุรีที่มีอายุราว 30 ปีจำนวนมาก มีใบตกหล่นลงทับถมบนพื้น เราเห็นว่านี่แหละปุ๋ยชั้นดี จึงมาทำเป็นปุ๋ย เริ่มแรกปลูกไผ่ก่อนกว่า 20 สายพันธุ์ ทำเป็นสวนป่า มีทั้งไผ่ประดับหรือไผ่มงคล ไผ่กินหน่อไม้ ไผ่ใช้ลำต้น ไผ่ใช้ใบ เป็นต้น ใครอยากนำผลผลิตทั้งหม่อไม้ ใบ ลำต้น เราไม่หวง เอาไปใช้ได้เลย หรือจะเก็บหน่อไปขายก็ได้ สวนพืชอายุสั้นทดลองปลูกดาวเรือง ให้ผู้ร่วมโครงการรับผิดชอบรายละ 2 งานพอเก็บผลผลิตได้ ทำให้กำลังพลที่ร่วมโครงการมีรายได้วันละ 500 เก็บได้ 2-3 เดือนจึงปลูกใหม่" ผู้บังคับการกองบิน 46 เล่าถึงที่มาของโครงการ
หลังจากที่ น.อ.ฐากูร ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองบิน 46 ได้มีการขยายพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อดำเนินโครงการภายใต้แนวคิดในการอนุรักษ์ 5 ด้าน คือ การอนุรักษ์ดิน อนุรักษ์ต้นไม้ อนุรักษ์น้ำ อนุรักษ์อากาศและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นการสร้างภาพพจน์ที่ดีให้แก่กองทัพอากาศและกองทัพไทย ในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ด้านอนุรักษ์พลังงานนั้น เราส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เพราะของเสียจำพวกเศษอาหารนำมาทำเป็นก๊าซชีวภาพ น้ำมันที่เหลือมาทำไบโอดีเซล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม นอกจากนี้ยังมุ่งมั่นให้สังคมกองบิน 46 ต้องเป็นผู้นำด้านชุมชนสีเขียวในระดับกลาโหมและพร้อมที่จะก้าวสู่ระดับประเทศต่อไป
"โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะลดภาวะโลกร้อน ลดปัญหามลภาวะ ทำให้ชุมชนน่าอยู่ นอกจากนี้ยังเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่บุคลากร รวมทั้งวันนี้ยังเป็นแหล่งการเรียนรู้ การจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยคนของเราพร้อมที่จะเผยแพร่และถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติ การเรียนรู้วิธีการรับมือกับโลกร้อน สร้างองค์ความรู้ต่อชุมชนและสังคม เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญในการรักษาสมดุลธรรมชาติ และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กองทัพอากาศและกองทัพไทยอีกด้วย พอเราทำได้ระยะหนึ่งสิ่งที่ตามมาและปรากฏให้เห็นชัดเจนคือทั้งกำลังพลที่เป็นข้าราชการ ลูกจ้าง และครอบครัวในชุมชนที่อยู่ในเขตกองบิน 46 ที่ร่วมโครงการจะสามารถลดรายจ่ายได้ และยังเพิ่มรายได้จากการที่เข้าร่วมโครงการนี้อีกด้วย" ผู้บังคับการกองบิน 46 กล่าวอย่างภูมิใจ
ผลจากการดำเนินโครงการนี้ ทำให้วันนี้พบว่าสามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ที่ร่วมโครงการได้เป็นอย่างดี อย่างดาวเรืองที่ปลูกกว่า 5 ไร่ แบ่งให้แต่ละคนรับผิดชอบ ตามความขยัน พอเก็บ สามารถสร้างรายวันละ 5,000 บาท แต่ละรุ่นสามารถเก็บได้นานถึง 2-3 เดือน พื้นที่ 1 งานจะทำรายได้รุ่นละ 25,000 บาท ส่วนหน่อไม้ใครเก็บก็ได้เลย ปัจจุบันหน่อไม้ไผ่กิมซุงตลาดรับไม่อั้นในราคา กก.ละ 40 บาท ถ้าเป็นหน้าแล้ง ขาย กก.ละ 60 บาท ส่วนมะละกอสามารถขายทั้งปี ทำให้ผู้ที่ร่วมโครงการแทบไม่ต้องใช้เงินเดือน อย่างก่อนหน้านี้กำลังพลต่างกู้สหกรณ์ แต่เดี๋ยวนี้แทบไม่มีคนกู้กันแล้ว
ปัจจุบันโครงการทำสวนเกษตรในกองบิน 46 ทำแบบครบวงจรแล้ว เน้นเกษตรแบบปลอดภัยจากสารพิษ ใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นชีวภาพ มีโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบมาตรฐานวิสาหกิจชุมชน มีโรงหมักจุลินทรีย์ใช้เอง โดยใช้อาหารเสริมพืชแบบออร์แกนิก ไม่เน้นสารเคมี ใช้วัสดุจากธรรมชาติภายในกองบินเป็นวัตถุดิบหลัก นอกจากนี้จะเน้นในเรื่องการใช้พลังงานทดแทนโดยการใช้ระบบโซลาร์เซลล์ สำหรับสูบน้ำไปใช้ในแปลงเกษตรกว่า 500 ไร่ ทำให้ประหยัดค่าน้ำมัน และไฟฟ้าวันละกว่า 1,000 บาท
ความสำเร็จแห่งการดำเนินโครงการ “กองบิน 46 ชุมชนสีเขียว” ในห้วงเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา ที่เห็นได้ชัด เดิมทีผู้ร่วมโครงการเริ่มแรกเพียงไม่กี่สิบคน วันนี้มีกำลังพลหันมาร่วมโครงการกว่า 800 ราย สร้างได้ให้กองบิน 46 แห่งนี้ปีละกว่า 7 ล้านบาท ส่งผลให้บุคลากรในสังกัด สามารถลืมตาอ้าปากและปลดหนี้ได้แล้ว ในบางส่วนที่เห็นชัดผู้ร่วมโครงการไม่มีใครที่กู้สหกรณ์เพิ่มอีกด้วย
ผลงานและคุณงามความดี ที่ผู้การปู "น.อ.ฐากูร นาครทรรพ" ได้สร้างไว้ ทำให้กองบิน 46 จังหวัดพิษณุโลก ได้รับรางวัลระดับประเทศมากมาย และปัจจุบันกำลังเป็นโมเดลในการพัฒนาพื้นที่ร้างของค่ายทหารให้เกิดประโยชน์ และสร้างรายได้ให้แก่บุคลากรในกองทัพไทยอีกด้วย
สุดอลังการ'กองบิน 46 ชุมชนสีเขียว'
ร.อ.ณัฐสิษย์ ทองบุญชู หัวหน้าโครงการ บอกว่า โครงการ “กองบิน 46 ชุมชนสีเขียว” อยู่ห่างจากเรือนรับรองราว 3-4 กิโลเมตร มีพื้นที่พัฒนาเป็นแปลงเกษตรที่สมบูรณ์กว่า 200 ไร่ หากรวมพื้นที่ส่วนป่าไผ่ และกำลังขยายด้วยราว 500 ไร่ ภายในโครงการมีทิวไผ่สารพัดสายพันธุ์ปลูกเรียงรายยาวตลอดแนวถึง 3 กิโลเมตร ต้นไผ่เหล่านี้เป็นพืชชนิดแรกที่ปลูกในโครงการนี้ มีทั้งหมดกว่า 30 สายพันธุ์ มีทั้งไผ่ประดับหรือไผ่มงคล ไผ่กินหน่อไม้ ไผ่ใช้ลำต้น ไผ่ใช้ใบ เป็นต้น ถัดไปด้านหลังทิวไผ่มีกล้วยชนิดต่างๆ โดยเฉพาะกล้วยหายากถึง 450 ชนิด
ที่เห็นสวยงามมากคืออุโมงค์ฟักข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีคุณค่าทางสมุนไพร จัดไว้อย่างสวยงาม ความยาวกว่า 450 เมตร นับว่าเป็นอุโมงค์ฟักข้าวที่ยาวที่สุดในโลก สามารถเดินชมลอดอุโมงค์ เก็บผลฟักข้าวในบรรยากาศที่ร่มรื่นและสวยงาม ในส่วนฟักข้าวได้มีการนำผลผลิตไปแปรรูปเป็นน้ำฟักข้าวเพื่อสุขภาพจำหน่ายด้วย ข้างอุโมงค์ฟักข้าว มีถนนหรืออุทยานกล้วยประกอบด้วยพันธุ์กล้วยนานาชาติ มีการสะสมสายพันธุ์กล้วยกว่า 450 ชนิด นับว่าเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องกล้วยที่หาดูได้ยากอีกแห่งหนึ่ง
อกจากนี้ยังมีไม้ดอกในวรรณคดีกว่า 350 ชนิด ไม้ผลเศรษฐกิจนานาพันธุ์ เช่น สวนมะนาว ในวงบ่อซีเมนต์ รวมกันกว่า 300 วง ลงดินอีกจำนวนหนึ่งรวมแล้ว กว่า 500 ต้น แก้วมังกรกว่า 200 หลัก สวนฝรั่ง มะม่วง มะนาว ผักสวนครัว เช่นหอม มะระและพืชผักตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีฟาร์มสาธิตการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สวยงาม กบ ปลาในกระชัง รวมถึงการเลี้ยงนกกระทา และนาข้าวในพื้นที่ 70 ไร่
"เดิมทีรายได้หลักอยู่ที่ดอกดาวเรือง เราปลูกอยู่ในพื้นที่ 5 ไร่ พื้นที่ 1 งานจะมีรายได้ 25,000 บาท ใช้เวลา 4-5 เดือน เพราะตอนนั้นไม้ผลยังไม่ออกผลผลิต ตอนนี้ไม้ผลเริ่มออกผลผลิตแล้ว อย่างแก้วมังกรมี 200 หลักรุ่นแรกออกมา หลักละ 70 กก.ขายในราคา กก.ละ 25 บาท ได้มากว่า 3.5 แสนบาท รุ่น 2 น่าจะได้หลักละ 150 กก. จะเพิ่มเท่าตัว มะนาวเริ่มออกผลผลิตแล้วเช่นกัน เรามีมะนาว 3 สายพันธุ์คือแป้นพิจิตร 1 แป้นวโรชา และแป้นรำไพ ต้นยังเล็ก อายุน้อยปีกว่า รุ่นแรกบังออกผลคับนอกฤดูราว 300 ต้นออกผลผลิตเฉลี่ยต้น 200 ผลขายผลละ 6 บาทได้มาราว 3 แสน ถ้าอายุ 3 ปีขึ้นไปน่าจะได้ต้นละ 1,200 ผล ต่อไปไม้ผลทั้ง 2 ชนิดนี้จะสร้างรายได้หลักและปีหน้า น่าจะมีรายได้หมุนเวียนในโครงการกว่า 10 ล้านบาท" ร.อ.ณัฐสิษย์ กล่าว



