
ธนะศักดิ์เปิดวาระโรฮิงญายึด3หลักการดึงโลกร่วมแก้
ธนะศักดิ์เปิดวาระโรฮิงญา29พ.ค. ยึด3หลักการดึงโลกร่วมแก้ปัญหา
พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษรายการ “ชั่วโมงที่ 26” ทางช่อง NOW 26 ออกอากาศทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 22.30 น. ก่อนการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ในวันที่ 29 พฤษภาคม
ทั้งนี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ยืนยันว่า ก่อนที่จะริเริ่มให้มีการประชุมก็คิดว่าจะต้องมองถึง "ผลบวก" แต่แน่นอนว่าทุกอย่างไม่มีทาง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยก็เป็นความริเริ่มของไทย และเป็นนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ซึ่งเป็นภารกิจเพื่อ "มนุษยธรรม" อันจะสะท้อนถึงจิตใจที่ดีงามของคนไทยในฐานะที่เป็นเมืองพุทธ
"การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติก็สร้างปัญหาแน่นอน แต่จะบอกว่าคนนั้นผิดคนนี้ผิด ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นของเรา แต่เมื่อปัญหาเกิดแล้วเราจะต้องช่วยกันทั้งโลก"
นอกจากนี้ เราจะต้องรักษาและปกป้อง "เพื่อน(บ้าน)" ของเราด้วย เพราะคงไม่มีใครอยากให้ปัญหาเกิดขึ้น ส่วนที่มองกันว่านานาชาติไม่เข้ามาแบ่งเบาภาระตรงนี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ก็มองว่า เรื่องนี้ไทยไม่พูด แต่เราทำเลย ซึ่งขณะนี้มีคนที่อยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวประมาณ 600 คน ถ้าเขาอยากไปต่อเราบังคับไม่ได้ แต่หากเข้ามาก็จะต้องว่าไปตามระเบียบที่มีอยู่
ที่ผ่านมาในการช่วยเหลือชาวโรฮิงญา ไทยได้ดำเนินการใน 3 ข้อหลัก คือ 1.หลักการช่วยชีวิตคน ที่มีการประเมินว่ามีผู้ที่ลอยลำในทะเลถึง 9,000 คน แต่เราประเมินว่ามีแค่ 7,000 คน และเราอยากบินสำรวจเพื่อให้รู้ว่ามีเท่าไร นายกฯ จึงสั่งการให้ตั้งศูนย์บัญชาการขึ้นมาช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
ส่วนที่ "สหรัฐอเมริกา" จะขอใช้ไทยเป็นฐานในการร่วมแก้ไขปัญหานั้น เราได้ขอรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งประเทศไทยก็ยินดีที่จะให้สหรัฐมาเข้ามาร่วมกัน แต่จะต้องขึ้นอยู่ภายใต้การควบคุมการบังคับบัญชาของ "หน่วยเฉพาะกิจ" เพื่อให้การดำเนินการเป็นผลดียิ่งขึ้น
พล.อ.ธนะศักดิ์ ยังเผยถึงผลการหารือร่วมกับมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก่อนหน้านี้ด้วยว่า ทั้ง 3 ประเทศนี้ได้รับผลกระทบที่สุด ซึ่งผลสรุปคือเรายืนยันที่จะช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยอินโดนีเซีย และ มาเลเซีย จะให้ที่พักพิงชั่วคราวประเทศละ 3,000 คน ส่วนไทยเตรียมความพร้อมในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
"เมื่อเขาพร้อมก็จะให้ลงเรือไปส่งจนกว่าจะมีพื้นที่ควบคุมหรือพื้นที่พักพิงชั่วคราว ซึ่งอาจเป็นสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ทั้ง 3 ประเทศกำลังหาอยู่ โดยอาจอยู่ในพื้นที่ของอินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพราะในประเทศมีคนที่อพยพอยู่ประมาณ 130,000 คนที่อยู่ตามแนวชายแดน และอีก 600 คนที่เพิ่มเติมเข้ามา หากเข้ามาอีกจะเป็นภาระมาก"
กระนั้น ถ้ามี "ความจำเป็น" ในด้านมนุษยธรรมเราก็รับหมด แต่จะต้องเป็นไปตามกฎหมายของไทย ส่วนกรณีพื้นที่พักพิงชั่วคราวก็คงจะต้องฟังองค์กรต่างๆ หรือประเทศที่สามเสนอมา
"เราก็จะดูว่าแผนทั้งหมดจะให้ที่พักพิง 1 ปี ตามที่มาเลเซีย และอินโดนีเซียเสนอมา แต่จะเป็นการทำงานร่วมกันของทั้ง 3 ประเทศในนามอาเซียน ซึ่งการประชุมในวันที่ 29 พฤษภาคม ถือเป็นการทำในประเทศไทย และจะเชื่อมต่อไปยังประเทศกลุ่มอาเซียน”
สำหรับหลักการข้อที่ 2 คือ "หลักการขจัดปัญหา" โดยไทยจะชูเรื่อง "การค้ามนุษย์" เป็นหลัก เพราะถือเป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ และในภูมิภาคนี้ทั้งหมด
ขณะที่หลักการข้อที่ 3 คือ "หลักการช่วยแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทาง" ซึ่งไม่ได้ชี้ว่าเป็นความผิดของใคร โดยเราจะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือต้นทาง ทางผ่าน และปลายทาง หากร่วมมือทำกันได้จะแก้ไขปัญหาทั้งหมด และในที่ประชุม หากไม่มีใครทำ เรา (3 ประเทศ) ก็จะทำ และอาเซียนก็จะเข้ามาช่วยเหมือนกัน
เมื่อถามถึงประเทศต้นทางอย่าง "เมียนมาร์" ที่ตกเป็นจำเลยจากนานาชาติให้ทำอะไรมากกว่าที่ผ่านมา พล.อ.ธนะศักดิ์ มองว่า เรื่องนี้คงไม่มีใครอยากให้เป็น (จำเลย) ซึ่งในขั้นต้นได้มีการพูดคุยกันในระดับ "ปลัดกระทรวง" เพื่อหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน และในที่ประชุมที่จะมีการพูดคุยถึงแนวทางอย่างสร้างสรรค์เพื่อขจัดปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เวทีที่จะมาทะเลาะกัน และการประชุมเที่ยวนี้ไม่ได้หว่านล้อมให้เมียนมาเข้าร่วม เพราะทางเมียนมาได้ส่งชื่อคนที่จะมาร่วมตั้งแต่แรกแล้ว แต่กลับมีคนไปพูดว่าพม่าไม่พอใจ ไม่มาร่วมกับการประชุมในครั้งนี้
"พม่าไม่ได้มีท่าทีอะไรเลยที่จะไม่เดินทางมา เพราะตอนที่ข่าวออกมาก็มีชื่อของเมียนมาร์มาอยู่ที่ผมแล้ว เพียงแต่ผมไม่มีความจำเป็นจะต้องไปบอกว่าพม่ามานะ ณ วันนี้ยังยืนยันว่าจะมา"
ส่วนประเทศที่ตอบรับจะเข้ามาร่วมด้วย อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ รวมถึงทูตในประเทศก็จะเชิญเข้ามาเป็นออบเซิร์ฟเวอร์ (สังเกตการณ์การประชุม) ดังนั้นการประชุมจะประกอบด้วย 17 ประเทศ และอีก 3 ประเทศที่ทำหน้าที่เป็นออบเซิร์ฟเวอร์ และอีก 4 องค์กร คือ ไอโอเอ็ม ยูเอ็นเอชซีอาร์ ยูเอ็นโอดีซี และยูเอ็นอาร์ซี
เขามั่นใจว่า เวทีนี้จะถือเป็น "สัญญาประชาคม" ในการเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยวิธีที่ที่สุดคือการรับคนไปยังประเทศที่สาม รวมทั้งภารกิจที่จะไปช่วยระงับเหตุตั้งแต่เบื้องต้น คือ การพัฒนา การช่วยเหลือ การยกฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น
ด้านรูปแบบการประชุมแต่ละส่วนจะส่ง "ผู้แทน" เข้ามาแสดงความประสงค์ว่าอยากให้ทำอะไร และจะช่วยเหลืออย่างไร เช่น ใครจะช่วยเหลืออะไรบ้าง หรือจะรับไปประเทศละเท่าไหร่ รวมทั้งเรื่องเงินที่จะเข้ามาสนับสนุน
"ประเทศอื่นจะต้องร่วมรับผิดชอบ เงินอาจจะไปอยู่ที่ไอโอเอ็ม หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ แต่ถ้ามีความจำเป็นเช่าเรือ หรือต้องการตั๋วเครื่องบิน หรือต้องการอะไรก็ว่ากันไป ซึ่งทุกอย่างจะต้องชัดเจน แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไร ประเทศไทยก็จะต้องแบกรับไปในพื้นที่ของเรา เขตรอยต่อ และน่านน้ำสากล ตามขีดความสามารถของเรา”
พูดถึงเรื่องเงินก็ต้องถามถึง "กองทุน" ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ผุดประเด็นขึ้นมา ซึ่ง พล.อ.ธนะศักดิ์ บอกว่า เรื่องนี้ต้องพูดคุยกัน โดยในที่ประชุมอาจเสนอกันขึ้นมาก่อน ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมาลงในรายละเอียด เพราะถ้าบริหารไม่ดีก็จะเป็นจุดอ่อน แต่ถ้าทุกคนมีเงิน มีกองทุนตั้งไว้ และมีตัวกลาง คือ "ยูเอ็น" ก็จะดีที่สุด เพราะลำพัง 3 ประเทศคงแบกรับภาระไม่ไหว
กับจุดยืนก่อนหน้านี้ของมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่ประกาศพร้อมรับผู้อพยพ ซึ่งดูเหมือนว่าไทยไม่ได้เห็นด้วยนั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ ตอบว่า จริงๆ แล้วตนไปไม่ได้ เพราะตอนที่โทรศัพท์มาเชิญตนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น และการที่รัฐมนตรี 3 คนจะมาเจอกันไม่ได้จัดกันง่าย ๆ
"ผมลงนามประมาณตีหนึ่ง เพราะช่วงเช้าจะเดินทางไปประชุมอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งได้พูดคุยกันเรียบร้อยหมดแล้ว ทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่เราเสนอและเห็นพ้องต้องกัน สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกันคือตอบไม่ได้ว่าจะต้องรับคน 3,000 คนมาในประเทศไทย ซึ่งผมเอาเรื่องที่จะมีการประชุมในไทยไปเสนอว่าประเทศไหนที่มีปัญหาก็จะมาร่วมด้วย"
ส่วนการตั้ง "ฐานปฏิบัติการลอยน้ำ" ตามบัญชาของนายกฯ นั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ ระบุว่า เป็นการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในเบื้องต้น ซึ่งในการช่วยเหลือนั้นจะต้องมีการ "คัดแยก" ผู้ที่เดินทางมาก่อน โดยมีชุดแพทย์-พยาบาลคอยช่วยเหลือ รวมทั้งชุดสอบสวนที่จะมาทำในเรื่องการค้ามนุษย์ โดยจะมีการทำประวัติ-คัดแยก ก่อนจะส่งต่อไปยังประเทศที่สาม
ในเรื่องการค้ามนุษย์นั้นเขายอมรับว่า "ต้องใช้เวลา" ในการทำงาน เพราะปัญหาเกิดขึ้นมานานเป็นสิบๆ ปี และทำกันเป็นขบวนการ แต่ไทยได้แสดงความจริงใจให้เห็นแล้วตั้งแต่การตรวจเจอหลุมศพ และการตรวจจับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
เรามั่นใจว่าค่ายชาวโรฮิงญาที่ตรวจพบจะส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเพื่อนบ้านเริ่มเตรียมสถานที่ไว้แล้ว ซึ่งผมคิดว่ามันคงไม่ได้หายไปเลยทีเดียว แต่มันจะหยุดไปได้ระยะหนึ่ง ถ้าเรามุ่งมั่นและร่วมมือกันไปขจัดที่ต้นตอปัญหาก็จะหมดไป แต่ก็คงจะต้องใช้ระยะเวลา" พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายอย่างมีความหวัง



