
โรฮิงญากับปรากฏการณ์นิวออตโตมาน
โรฮิงญากับปรากฏการณ์นิวออตโตมาน : โลกมุสลิม ราวุฒิ อารีย์
“ตุรกีและองค์กรเพื่อการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานนานาชาติจะพยายามทำอย่างสุดความสามารถในการเข้าถึงชาวมุสลิมโรฮิงญาที่ลี้ภัยอยู่กลางทะเล เราส่งกองทัพเรือแล่นเรือมายังภูมิภาคนี้ เพื่อช่วยเหลือทางมนุษยธรรม”
ข้างต้นเป็นคำพูดของ อะห์เม็ด ดาวุดอุฆลู นายกรัฐมนตรีตุรกี ที่เปล่งวาจาออกมาหลังตัดสินใจส่งเรือรบมาร่วมให้การสนับสนุนมาเลเซียช่วยเหลือมุสลิมชาวโรฮิงญาที่ลอยล่องอยู่กลางทะเลหลายพันชีวิต และเป็นการกล่าวหลังการเปลี่ยนท่าทีของมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ที่มีต่อความเป็นความตายของชาวโรฮิงญาท่ามกลางการกดดันจากนานาชาติ อันนำไปสู่การคลี่คลายวิกฤติมนุษยธรรมของชาวโรฮิงญาได้ในระดับหนึ่ง
ลักษณะการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาโรฮิงญาของตุรกีนั้น มีความน่าสนใจครับ เพราะนับตั้งแต่เริ่มต้นของวิกฤติครั้งนี้ ตุรกีไม่เคยออกแถลงการณ์ใดๆ ต่อสถานการณ์การเมืองภายในที่เกิดขึ้นในพม่า ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดการอพยพลี้ภัยของชาวโรฮิงญาจำนวนมาก ตลอดจนไม่เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายใดในสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น พูดง่ายๆ คือแทนที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมิติการเมืองของประเด็นปัญหาโรฮิงญา ตุรกีเลือกที่จะหันมาให้ความสำคัญกับมิติด้านมนุษยธรรม เป้าหมายคือ การเอาโรฮิงญาที่ลอยเคว้งอยู่กลางทะเลเข้าสู่ชายฝั่งอย่างปลอดภัย
การกำหนดสถานะตนเองเป็นผู้ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมของตุรกีไม่ได้เริ่มขึ้นในวิกฤติการณ์ล่าสุดครับ แต่ตุรกีทำมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว จนเป็นที่ยอมรับและได้รับความเคารพในหมู่ผู้คนที่ได้รับการช่วยเหลือ หลายฝ่ายพูดตรงกันว่า ตุรกีมีการบริหารจัดการในปฏิบัติการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ตุรกีมีปฏิบัติการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมาตั้งแต่เกิดคลื่นยักษ์สึนามิถล่มมหาสมุทรอินเดียเมื่อปี 2004 โดยเฉพาะบริเวณทางเหนือของเกาะสุมาตรา ใน จ.อาเจะห์ ของอินโดนีเซีย ทำให้ชาวอาเจะห์ต่างสรรเสริญเยินยอบทบาทของตุรกีและรู้สึกปลาบปลื้ม เพราะคนที่มาช่วยเหลือพวกเขาในยามวิกฤติไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นรัฐของพี่น้องมุสลิมด้วยกัน อันนำไปสู่การรำลึกถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างนครรัฐอาเจะห์ในอดีตกับอาณาจักรออตโตมานที่ยิ่งใหญ่ของโลกมุสลิม โดยเฉพาะในช่วงที่ออตโตมานให้การช่วยเหลือชาวอาเจะห์ต่อสู้เจ้าอาณานิคมต่างชาติจากตะวันตก
การตัดสินใจของตุรกีในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่มุสลิมโรฮิงญานั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะความจริงมันเป็นนโยบายการใช้ “อำนาจอ่อน” ของตุรกีมาระยะหนึ่งแล้ว ตุรกีอาจต้องใช้งบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือปฏิบัติการด้านมนุษยธรรม แต่ผลสะท้อนกลับมาในรูปของภาพลักษณ์ การได้รับเกียรติและความเคารพจากประชาคมโลก และที่สำคัญคือ “ได้ใจ” ประชาชนคนในประเทศต่างๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะในโลกมุสลิม ถือว่าคุ้มค่า สูงกว่าราคาที่ลงทุนไปมากมายนัก
นอกจากจะได้ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวโรฮิงญา อันถือเป็นหน้าที่ทางศาสนาตามแนวคิดประชาชาติอิสลาม (Islamic Ummah) และได้รับเกียรติยศศักดิ์ศรีจากประชาคมโลกแล้ว ปฏิบัติการช่วยเหลือชาวโรฮิงญาของตุรกีครั้งนี้ ยังอาจก่อผลลัพธ์อีกประการคือ ทำให้ปัญหาโรฮิงญาได้รับการเหลียวแลมากยิ่งขึ้น ทั้งจากประเทศในหมู่สมาชิกประชาคมอาเซียนและกลุ่มประเทศนอกอาเซียน เป็นการกดดันทางอ้อมให้ประชาคมโลกต้องร่วมกันแก้ปัญหามุสลิมโรฮิงญาอย่างจริงจังจากต้นตอสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา
แต่ที่สำคัญคือ ท่ามกลางวิกฤติความเป็นผู้นำของโลกมุสลิมวันนี้ รวมถึงปัญหารุมล้อมประชาคมมุสลิมโลก ทั้งปัญหาผู้อพยพลี้ภัย ปัญหาสงครามกลางเมือง ปัญหาความแตกแยกทางกลุ่มชาติพันธุ์และนิกายศาสนา การแข่งขันการเป็นผู้นำระหว่างมหาอำนาจในโลกมุสลิม ฯลฯ
ดูเหมือนว่า ตุรกีจะกลายเป็นความหวังและความภาคภูมิใจของโลกมุสลิมไปเสียแล้ว จนทำให้กระแสออตโตมานในอดีตกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นปรากฏการณ์ที่มุสลิมต่างพูดกันหนาหูว่า เป็นการกลับมาของ "นิวออตโตมาน"



