
การเดินทางของหัวใจสาวบ้านไร่...กับตร.หนุ่มแห่งเกาะอังกฤษ
28 พ.ค. 2558
การเดินทางของหัวใจระหว่างสาวบ้านไร่...กับตำรวจหนุ่มแห่งเกาะอังกฤษ : คอลัมน์ เขยฝรั่ง...สะใภ้อินเตอร์ โดย... สแตนลี่ย์ เบนเน็ต
เด็กๆ ในไร่มองเครื่องบินบนฟ้าแล้วนึกฝันถึงที่ที่ไกลโพ้น แต่กลับกันนักเดินทางที่อยู่บนเครื่องบินนั้นกลับมองมายังบ้านไร่ แล้วคิดถึงบ้านของตัวเอง นี่คือคำคมชวนคิดของนักเดินทางที่ชื่อ "คาร์ล เบิร์นส์" เปรียบดั่งการเดินทางของหัวใจสาวบ้านนาที่ยอมปิดตาก้าวเดินไปยังถิ่นที่ไม่รู้ว่าเมื่อไปถึงแล้วจะเป็นเช่นไร จะมีโอกาสได้กลับมาเยือนบ้านเกิดไหม? หรืออาจจะเป็นการเดินทางระยะสั้นที่ไปไม่กี่วันก็กลับ
"สังวาลย์ จักรวี" หรือแวว สาวใหญ่บ้านไร่บ้านนาจาก จ.แพร่ วัย 54 ปี ที่ใช้ชีวิตตามวิถีของคนชนบท เมื่ออายุราว 18 ปี ก็แต่งงานกับสามีคนไทยมีลูกสาวด้วยกันด้วย 1 คน ครั้นเมื่อเวลาผ่านพ้นไป ชีวิตรักเริ่มจืดจาง เหลือเพียงซากความหลังของอดีต แววได้พบเจอเพื่อนคนหนึ่งชื่อ “กาหลง” ปัจจุบันอยู่เยอรมนี ชักชวนให้ไปทำงานที่พัทยา เดิม “แวว” รู้สึกไม่มั่นใจว่า การที่เธอไปอยู่ที่ตรงนั้นชีวิตจะไปในทิศทางไหน เพราะตั้งแต่เด็กจนโต คำว่า การเดินทาง ไม่ได้มีอยู่ในหัว เที่ยวไกลสุดก็ในตัวเมืองหรือหมู่บ้านถัดไป แต่หลังจากเลิกกับสามีและเป็นโสด อีกทั้งยังมีลูกสาวที่ต้องดูแล ทำให้เธอตัดสินใจกัดฟันแล้วก้าวเดินไปข้างหน้า
การออกเดินทางครั้งนั้นเป็นไปด้วยความทุลักทุเล เพราะเงินทองที่เอาติดตัวไปด้วยมีอยู่น้อยนิด โดยเฉพาะแม่ของ “แวว” ที่ต้องแบกภาระรับเลี้ยงดูลูกสาวคนเดียวของเธอระหว่างที่เธอไปทำงานที่พัทยาก็ไม่เห็นด้วยกับการที่เธอจะต้องออกไป แต่ก่อนที่ "แวว" จะออกเดินทางเธอสัญญาว่า จะส่งเงินกลับบ้านทุกเดือนและทุกปีจะกลับมาหาครอบครัว เมื่อมาถึงพัทยา ชีวิตแรกที่ได้ใช้คือ การเป็นสาวเสิร์ฟบาร์แห่งหนึ่งที่พัทยาใต้ ตรงนั้นคือสิ่งแปลกใหม่ที่เธอไม่เคยเห็น ถือเป็นครั้งแรกที่เธอรู้จักชาวต่างชาติ ผับ บาร์ เบียร์ เหล้ายุโรป วอดก้ าและเป็นครั้งแรกที่เธอรู้จักกับอาชีพสาวเสิร์ฟกลางคืน
"แวว" เล่าว่า ชีวิตเด็กเสิร์ฟที่บาร์ฝรั่งในพัทยาใต้สมัยนั้น ก็เหมือนเด็กเสิร์ฟร้านอาหารทั่วๆ ไป เพียงแต่หน้าที่คือ สรรหาหรือจัดเครื่องดื่มให้แขกที่เป็นชาวต่างชาติแล้วนั่งดื่มเป็นเพื่อนเขา ชวนเขาคุย แชร์เรื่องราวซึ่งกันและกัน เดิมทีเธอไม่ได้เก่งภาษา ไปใหม่ๆ ภาษามือและรอยยิ้มเป็นสิ่งสำคัญ โดยรายได้หลักที่ได้แต่ละครั้งก็มาจากทิปมือที่ลูกค้าให้ บางคนถูกใจที่เธอคุยสนุกก็ให้มาก หรือบางคนไม่ค่อยถูกใจก็ให้น้อย และไม่ให้เลยก็มี แต่รวมๆ มีรายได้มากพอควร สามารถส่งกลับบ้านไปเลี้ยงลูกสาวได้
พอเวลาผ่านไปราว 2 ปี กับการทำงานที่พัทยาใต้ วันหนึ่งมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งเดินเข้าร้านมา "แวว" เล่าต่อว่า เป็นสวรรค์สาปหรือสวรรค์ส่งก็ไม่ทราบ แต่กลุ่มนักท่องเที่ยวนั้นมี 5 คน แต่มีอยู่คนหนึ่งที่เธอเห็นหน้าเขาแล้วรู้สึกร้อนหน้า ใจเต้น ใจสั่น ซึ่งไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เมื่อตั้งสติได้ก็เริ่มบริการปกติอย่างที่เคยทำ เธอได้บริการกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยรู้ภายหลังว่าเป็นชาวอังกฤษทั้งหมด ซึ่งเธอได้ติดกับดักเสน่ห์ของหนุ่มอังกฤษคนหนึ่งเข้าแล้ว เขาคนนั้นชื่อว่า "พอล ไซม่อน" ตำรวจหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม วัย 36 ปี ครั้งนั้นการสนทนาของทั้ง “แวว และพอล” เป็นดั่งลูกค้าและผู้บริการเท่านั้น ไม่มีอะไรคลุมเครือ โดยทุกวัน “พอล” มาร้านที่ “แวว” ทำงานอยู่เป็นประจำ
โดย "พอล" เล่าให้ฟังว่า ครั้งแรกที่เจอเธอก็ไม่ได้คิดอะไร แต่รู้ว่า "แวว" เป็นผู้หญิงสวย เธอมีเสน่ห์ แววตาของเธอบ่งบอกเรื่องราวได้ดี ซึ่งเขาก็มีเรื่องราวไม่ต่างกัน ทั้งสองมีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายกัน คุยกันถูกคอ และสนิทกันไวมาก เหมือนว่าเคยรู้จักกันมาก่อน ซึ่งขณะนั้นโควตาการเยือนเมืองไทยของเขาหมดลง เพราะเขาลาพักร้อนได้เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น แต่ได้ให้คำมั่นสัญญากับ “แวว” ว่า เขาจะกลับมาหาใหม่และจะพาเธอไปอยู่ด้วยที่อังกฤษ
เมื่อ "พอล" ไปถึงบ้านเกิดที่เมืองพอร์ทสมัธ ประเทศอังกฤษ ช่วงระยะเวลาหลายเดือนขณะทำงาน เขาก็เขียนจดหมายส่งไปหา “แวว” ที่พัทยาใต้เป็นประจำ สมัยนั้นการสื่อที่ดีคือ การเขียนจดหมาย เพราะโทรศัพท์ข้ามประเทศย่อมมีอัตราค่าใช้จ่ายที่สูง เขาหยุดคิดถึง “แวว” ไม่ได้ ใบหน้าของเธอลอยอยู่เต็มหัวไปหมด แต่ด้วยภาระหน้าที่ ทำให้เขาได้แต่รอและก็รอ ซึ่ง "แวว" เองก็รู้สึกเช่นเดียวกับ ”พอล” เธอไม่เคยตกหลุมรักลูกค้าคนใดมาก่อน พึงคิดเสมอว่า ลูกค้าคือลูกค้า ไม่ได้เป็นใครอื่นไกล แต่สำหรับผู้ชายชื่อ “พอล” เขาเป็นมากกว่าคำว่าลูกค้า
ครั้นเวลาไปประจบราว 1 ปีกับการรอคอย โควตาการพักร้อนของ “พอล” ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง โดยราว 1 เดือนก่อนหน้าการพักร้อน “พอล” ได้เขียนจนหมายไปบอก “แวว” ให้เตรียมพาสปอร์ตและเอกสารทางราชการต่างๆ เพื่อจะขอทำวีซ่าไปอังกฤษ เขาบอกกับ “แวว” ว่า จะพาเธอมาบ้านเกิดของเขาให้ได้ ไม่ว่าจะอย่างไร ซึ่ง “แวว” ก็ทำตามที่เขาบอกทุกประการ โดยทันทีที่ “พอล” ถึงไทย เขามุ่งหน้าไปพัทยาใต้ เมื่อพบกับ “แวว” เขาไม่ทำอะไรอื่น นอกจากโผล่เข้ากอด“แวว” อย่างแนบเนียน ชนิดที่เพื่อนร่วมงานพากันกรีดร้องด้วยความอิจฉา “พอล” ไม่พร่ำรักอยู่นาน เขารีบพาเธอตรงเข้าไปยังสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ณ กรุงเทพมหานคร และใช้เวลา 1 สัปดาห์ ในการจัดเรื่องวีซ่า ระหว่างนั้นก็พา “แวว” ไปเที่ยวในตัวเมืองหลวงของประเทศ เป็นช่วงเวลาแห่งการสวีทหวานของคนรักทั้ง 2 คนที่รอคอยกันมานานนับปี
เมื่อเวลามาถึงวีซ่าก็อยู่ในมือของ “แวว” เป็นที่เรียบร้อย “พอล” ตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินแบบด่วนเพื่อพาเธอไปอังกฤษ "แวว" เล่าว่า "เพิ่งเคยไปเมืองนอกครั้งแรกเครื่องบินอะไรก็ขึ้นไม่เป็น ต้องให้เขาพาไปคือห้ามปล่อยมือ ถ้าปล่อยมือหลงทันที คงได้ร้องไห้น้ำตาแตกที่สนามบินคนเดียว” เมื่อถึงที่อังกฤษ “แวว” ได้สัมผัสกับอากาศที่แตกต่างจากเมืองไทย เป็นอากาศหนาวเย็น ผู้คนไม่พูดภาษาไทย วัฒนธรรมก็แตกต่างกันเหลือเกิน เธอต้องใช้เวลาปรับตัวครั้งใหม่ รอยยิ้มคือสิ่งสำคัญที่พึงนึกไว้เสมอว่า “เป็นการสื่อสารที่ดีที่สุด”
“แวว” ใช้เวลาตามโควตาของวีซ่าอยู่ที่อังกฤษนาน 6 เดือน ระหว่างนั้นก็เกิดสิ่งดีงามปานสวรรค์ให้พรเพราะ "แวว" ตั้งท้องแรก โดยที่ "พอล" เพิ่งทราบก่อนที่ "แวว" จะกลับบ้านเกิดที่เมืองไทยประมาณ 3 สัปดาห์ ซึ่งลูกคนแรกของ “แวว” กับ “พอล” เป็นลูกชาย เกิดที่ จ.แพร่ โดยขณะ “แวว” อยู่ที่ไทย “พอล” ก็อาศัย โควตาลาพักร้อน เพื่อกลับมาเยี่ยมหาเธอและลูกชายอยู่สม่ำเสมอ ทำแบบนี้ซ้ำๆ เป็นเวลาหลายปี
กระทั่ง “แวว” มีลูกชายคนที่ 2 ก็ทำให้ “พอล” วางแผนชีวิตใหม่ทั้งหมด จะด้วยความรักและหน้าที่ของลูกผู้ชายที่ต้องยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ทำให้เขาตัดสินใจเกษียณราชการก่อนกำหนด และแต่งงานกับ “แวว” คนที่เขารัก ก่อนจะย้ายมาอาศัยอยู่กับภรรยา ลูกชายทั้ง 2 คน ที่ จ.แพร่ และรับเลี้ยงดูลูกสาวของ “แวว” ดั่งว่าเป็นลูกสาวแท้ๆ ของเขาเองอยู่เรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน
.......................................
(หมายเหตุ การเดินทางของหัวใจระหว่างสาวบ้านไร่...กับตำรวจหนุ่มแห่งเกาะอังกฤษ : คอลัมน์ เขยฝรั่ง...สะใภ้อินเตอร์ โดย... สแตนลี่ย์ เบนเน็ต)



