ข่าว

ความสัมพันธ์ไม่ปกติ

ความสัมพันธ์ไม่ปกติ

28 พ.ค. 2558

ความสัมพันธ์ไม่ปกติ : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

              มีคำตอบแบบเดียว ในการทำงานของสื่อ ตั้งแต่ที่ผมยังอยู่ในตำแหน่งผู้นำองค์กร จนกระทั่งกลับมาเป็นคนข่าวธรรมดาๆ คนหนึ่ง คือสื่อมวลชนในช่วงเวลาเช่นนี้ คือการทำงานภายใต้ “สถานการณ์ไม่ปกติ” แปลว่า จะต้องทำงานด้วยความระมัดระวังมากกว่าปกติ แต่ไม่ได้หมายถึงความหวาดกลัวจนไม่กล้าคิด ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ หรือรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา

              นั่นก็คือการทำงานตามปกติ โดยไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขของอำนาจว่าเป็นประชาธิปไตย หรือเผด็จการ

              แน่นอนว่า อำนาจการปกครองขณะนี้ไม่ปกติ เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ ที่มีเครื่องมือพิเศษ คือประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 97, 103 ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้จัดการลิดรอนเสรีภาพสื่อได้

              เพียงแต่หากได้พิจารณาความเป็นจริงแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ แทบไม่ได้ใช้เลย ยกเว้นการใช้อำนาจปิดสื่อในนามของ กสทช. ซึ่งไม่ได้ผ่านอำนาจ คสช.โดยตรง 

              แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างนักข่าว กับนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. อย่างน้อยในห้วงเวลา 9 เดือน ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ความสัมพันธ์ปกติระหว่างแหล่งข่าวกับนักข่าว หากเป็นความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูก

              ที่ว่าพ่อกับลูกนั้น เรียกว่า เปรียบเปรยสถานเบาแล้ว ให้ชัดกว่านี้ก็อาจเรียกได้ว่า นายกับบ่าว เจ้านายกับลูกน้อง ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายถูกรุกไล่ตลอดเวลา

              พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติคนที่สอง นับจากยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ปฏิวัติแล้ว มาเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง

              อำนาจยกกำลังสองนี้เอง อาจเป็นแรงขับดันพลังภายในของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำให้มีความเชื่อมั่นในอำนาจสูง และจะรู้สึกไวมากกับการถูกท้าทายอำนาจ แม้เข็มจะตกสักเล่มหนึ่ง

              ยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ไกลเกินไป สำหรับผม และหากเทียบกับที่มาของผู้นำที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง คือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่เป็นหนึ่งในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)  เวลาก็สั้นไปที่จะเก็บข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างพล.อ.สุจินดา กับนักข่าว

              ปรากฏการณ์ความสัมพันธ์แบบไม่ปกติระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คล้ายสื่อเป็นแมลงวัน ที่สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้เขาตลอดเวลา คำตอบของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ค่อยมีเนื้อหาสาระ นอกจากดุ ด่า ว่ากล่าว หรือให้สื่อไปคิดมา ไปทำมา ในสิ่งที่เป็นคำถาม

              หากพูดอย่างเข้าใจ คงไม่ใช่เฉพาะเรื่องสื่อที่พล.อ.ประยุทธ์มีถ้อยคำเช่นนี้ มีคำพูดแบบนี้ แต่ในหลายเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ก็พูดเหมือนไม่ได้ผ่านสมองไตร่ตรองในฐานะผู้นำ และกลายเป็นประเด็นผูกมัดจนแก้ไม่ออก เช่น เรื่องนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คน ถูกฆ่าตายที่เกาะเต่า

              “ปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวมีอยู่เสมอ พวกเขาคิดว่าประเทศของเราสวยงาม และปลอดภัย ก็เลยทำอะไรที่อยากทำ พวกเขาคิดว่าใส่บิกินีแล้วปลอดภัยเหรอ เว้นแต่ว่าไม่สวย”

              นิด้า เคยสำรวจความเห็นของประชาชน เรื่อง “นายกฯ กับสื่อมวลชน” พบว่า 39.68% เห็นว่า นายกรัฐมนตรีเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาเกินไป ทำให้เกิดวลี หรือสำนวนที่ไม่รื่นหู อีก 29.28% บอกว่า นักข่าวชอบมีคำถามชวนโมโห

              คำว่าคำถามนักข่าวชวนโมโห นี่น่าสนใจ แต่คนเป็นผู้นำหากไม่หนักแน่น และแสดงความไม่พอใจตลอดเวลา เมื่อถูกถามด้วยคำถามที่ไม่น่าถาม สิ่งที่จะเป็นปัญหาสำหรับคนตอบก็คือภาพลักษณ์ของเขาเอง แต่ขณะเดียวกันนักข่าวก็คงไม่ได้ถามคำถามที่ชวนโมโหทุกเรื่อง เพราะหน้าที่ของเขาคือตั้งคำถามกับบุคคลสาธารณะ หากผู้นำไม่เข้าใจหน้าที่ก็จะตอบอย่างเสียอาการ แต่ถ้าเข้าใจในหน้าที่ และเห็นว่าคำถามไม่มีสาระ ดีที่สุดคือไม่ตอบ

              เหมือนที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามที่เขาไม่อยากตอบนักข่าว ด้วยการตัดบทว่า “กลับบ้านเถอะลูก”

              พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงอยู่ในอำนาจเกินโรดแม็พ และผมก็ไม่ได้หวังว่า พล.อ.ประยุทธ์จะปรับเปลี่ยนท่าทีอย่างไรไม่ให้ดูเหมือนผู้นำที่ชมชอบการใช้อำนาจ เพราะเมื่ออำนาจหมดอายุ อำนาจนั้นก็จะทำลายตัวผู้ใช้อำนาจเอง