ข่าว

'เลิศรัตน์'ปัดตอบแก้ระบบเลือกตั้ง

'เลิศรัตน์'ปัดตอบแก้ระบบเลือกตั้ง

27 พ.ค. 2558

'เลิศรัตน์' ปัดตอบแนวโน้มปรับแก้ระบบเลือกตั้ง รอหารือในที่ประชุม 28 พ.ค.นี้ ขณะที่ สปช.โวยคำขอ ครม.แก้ไขร่างรธน. หั่นประเด็นปฏิรูปเหี้ยน

 
                      27 พ.ค. 58  พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามในประเด็นที่คำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอให้ปรับระบบเลือกตั้งสัดส่วนผสม และให้กลับไปใช้ระบบเลือกตั้งเหมือนกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ระบุเพียงว่า ตนไม่สามารถให้ความเห็นไปก่อนได้ เพราะไม่เหมาะสม ทั้งนี้ในวันที่ 28 พ.ค.นี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่นำโดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะนัดประชุมเวลา 09.00 น. เพื่อหารือในประเด็นต่างๆ ส่วนแนวทางจะเป็นอย่างไรต้องรอหลังการหารือร่วมกัน
 
                      พล.ท.นาวิน ดำริกาญจน์ โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ส่วนตัวได้พูดคุยกับสมาชิก สปช.ที่จะเข้าชี้แจงต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในระหว่างวันที่ 2 - 5 มิ.ย.นี้ ว่า ให้ชี้แจงประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เห็นด้วยมากที่สุด หรือรับไม่ได้มานำเสนอต่อที่ประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาว่าประเด็นใดที่มีความเร่งด่วนที่สุด และสามารถจัดเรียงลำดับการพิจารณาได้ง่าย เนื่องจาก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีเวลาพิจารณาปรับปรุงเนื้อหาน้อย และหลังจากที่รับฟังคำชี้แจงจาก สปช.และตัวแทน ครม.แล้ว ทาง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะมีช่วงสนทนาธรรมเพื่อพิจารณาในรายละเอียดที่รับฟังเพื่อให้เกิดความคิดที่ตกผลึกร่วมกันว่าจะปรับหรือแก้ไขอย่างไรบ้าง
 
 
 
'ไพบูลย์' เผย พิจารณาคำขอแก้ร่างรธน. ต้องไม่ขัดหลักการ
 
 
                      นายไพบูลย์ นิติตะวัน กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึง กรณีมีหลายความเห็นเสนอให้ตัดกลุ่มการเมืองออกจากร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เรื่องนี้สามารถมองได้หลายความเห็น แต่หลักการที่ทาง กมธ.ยกร่างฯ ได้บัญญัติให้มีกลุ่มการเมืองนั้นมาจากเสียงเรียกร้องของภาคประชาชน ที่ต้องการให้มีการสมัคร ส.ส.โดยอิสระ ไม่สังกัดพรรค ซึ่งต่อมาทาง กมธ.ยกร่างฯ ได้มีการบัญญัติเรื่องระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนขึ้น ทำให้การสมัครลงเลือกตั้ง ส.ส.โดยไม่สังกัดพรรคก็ทำไม่ได้ เพราะจะต้องมีการส่งบัญชีรายชื่อ ดังนั้นจะไม่ตรงกับความเห็นของประชาชน และไม่สามารถตอบโจทย์ของเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค. ที่มองว่าพรรคการเมืองผูกขาดอำนาจซึ่งจะนำไปสู่ระบบการเมืองที่ล้มเหลวไม่ได้ ดังนั้นจึงมีการบัญญัติเรื่องกลุ่มการเมืองขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือก ส.ส.โดยไม่ต้องสังกัดพรรค ถ้าไม่เอากลุ่มการเมืองนั้น ตนคิดว่าต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าเราเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น ได้ปฏิรูปอะไรบ้างหรือไม่
 
                      นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่ให้การปฏิรูปไม่เสียของ คือ ต้องแก้ปัญหาของเหตุการณ์ก่อนการรัฐประหารให้ได้ การปฏิรูปจะได้ไม่เสียของ สำหรับเรื่องที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และหลายภาคส่วนนั้นได้ส่งคำขอให้มีการปรับเรื่องของการเลือกตั้งใหม่นั้น ตนคิดว่าเป็นความคิดที่ดี ต้องรับฟัง เพราะสิ่งที่เป็นห่วงก็คือระบบเลือกตั้งที่ กมธ.ยกร่างฯ ได้เสนอนั้นยังใหม่และมีข้อถกเถียงอยู่เยอะ แต่ทั้งนี้ ถ้าเอาระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนมาแล้วไปตัดเรื่องกลุ่มการเมืองออกไป ให้มีแต่พรรคการเมือง ถ้าเป็นแบบนี้ตนคงต้องขอท้วง เพราะว่าจะทำให้ระบบปาร์ตี้ลิสต์ที่ตนคัดค้านนั้น มีแต่แบ่งเขต ทำให้มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มมากขึ้นไปอีก
 
                      เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับขณะนี้ที่ทาง กมธ.ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอให้ตัดเรื่องของการมีนายกรัฐมนตรีคนนอกออกไปแม้ในยามวิกฤติ นายไพบูลย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ก็มีบางคำขอ แต่หลายคำขอนั้นไม่ได้ตัดประเด็นนี้ ตนมีจุดยืนว่าทำไมต้องไปเขียน แล้วยิ่งถ้าไปพูดถึงปัญหาเมื่อก่อนวันที่ 22 พ.ค.ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกเข้ามา เพื่อจะแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะกำหนดให้เป็นอย่างเก่าไม่ได้ ต้องให้ระบบมีความหยุ่นตัว
 
                      ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มการเมือง เรื่องอะไรต่างๆ ถ้าจะต้องกลับไปสู่ระบบปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน แล้ว ส.ส.เขตเดียวเบอร์เดียว ตนแย้งแน่นอน เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย แต่ถ้าเป็นแบบแบ่งเขต แบบหลายเบอร์ หรือเขตทั้งจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผู้สมัครสามารถจะไม่สังกัดพรรคได้ด้วย อันนั้นอาจจะสามารถตอบโจทย์ของตนได้
 
                      เมื่อถามว่า มีความเห็นให้ตัดสภาตรวจสอบภาคพลเมืองออกไป นายไพบูลย์ กล่าวว่า สภาตรวจสอบภาคพลเมือง สมัชชาพลเมือง สมัชชาคุณธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ทาง กมธ.ยกร่างฯ อยากให้ประชาชนมีบทบาทโดยตรง ไม่ใช่แค่ผ่าน ส.ส.เท่านั้น โดยรัฐจะต้องมีหน้าที่สนับสนุนในส่วนนี้ ทั้งนี้ ตนเข้าใจว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้น อาจจะกลัวว่า จะเป็นการให้ประชาชนไปรวมกลุ่มกันทำอะไรมิดีมิร้ายขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้ตนเห็นว่าทาง กมธ.ยกร่างฯ ก็คงจะต้องไปปรับแก้ในมาตราให้มีความเหมาะสมและคงหลักการเดิมเอาไว้ แต่ถ้าตัดในส่วนนี้ออกไป ก็จะเป็นการไปทำลายหลักการของ กมธ.ยกร่างฯ ที่ได้วางไว้ว่า ประชาชนต้องเป็นใหญ่ และเท่ากับว่าไม่ได้เห็นถึงเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชนที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวเป็นล้านๆ คน ซึ่งเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเกิดขึ้น
 
                      เมื่อถามถึงกรณีที่มีความเห็นว่า สภาตรวจสอบภาคประชาชนอาจจะเป็นแหล่งของนักการเมืองที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ กมธ.ยกร่างฯ ได้มีการคุยกันแล้ว โดยมีการถกเถียงกันในอนุกมธ.ศึกษาการยกร่าง ว่าด้วยเรื่องสภาตรวจสอบภาคพลเมือง จนในที่สุดได้กำหนดคุณสมบัติ ผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งสภาตรวจสอบว่า จะต้องไม่เคยเป็นผู้สมัครและผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในระดับท้องถิ่น หรือในระดับ ส.ส.และ ส.ว. อีกทั้งวิธีเลือกนั้นก็ไม่ใช่การคัดสรรแต่เป็นการสุ่มผู้สมัครขึ้นมาเพื่อผลัดเปลี่ยนการทำหน้าที่ ขอยืนยันว่ากลไกของสภาตรวจสอบที่ว่านี้จะป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องออกมาชุมนุมอีก เพราะเขาจะได้ไปทำหน้าที่ตรวจสอบนักการเมืองตรงนี้แทน
 
 
 
สปช.โวยคำขอ ครม.หั่นประเด็นปฏิรูปเหี้ยน
 
 
                      กรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ เสนอคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ให้ตัดในประเด็นการปฏิรูปด้านต่างๆ ที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น 15 ด้าน และคงเหลือไว้เพียงคณะกรรมการยุทธศาสตร์และการปรองดองแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการสานต่องานปฏิรูปเท่านั้น มีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอและกังวลว่าจะทำให้การสานต่องานปฏิรูปตามที่ คสช.ตั้งเป้าให้มีการปฏิรูปในประเทศเสียของได้ 
 
                      โดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล สปช. กล่าวว่า หากให้ตัดการปฏิรูปด้านต่างๆ ออกไป เท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ตั้งเป้าให้เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว การดำเนินการปฏิรูปที่ผ่านมาก็เท่ากับกลายเป็นของเล่น เพราะไม่มีความตั้งใจที่จะทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นจริง เพราะการให้อำนาจฝ่ายข้าราชการมาดำเนินงานปฏิรูป อาจจะเข้าทำนองเหมือนกับที่อดีตข้าราชการรายหนึ่งเคยให้ความเห็นไว้ว่า ข้าราชการคือตัวขัดขวางการปฏิรูป
 
                      "หากตัดประเด็นปฏิรูปออก ก็คล้ายกับคำพูดที่ว่า ขึ้นต้นเป็นลำไผ่ เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา ดังนั้นขอให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ดูให้ดีว่าจะพิจารณาอย่างไรกับความเห็นของครม."
 
                      ทางด้าน นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สปช. กล่าวประเด็นเดียวกันว่า หาก ครม.เสนอตัดประเด็นปฏิรูปออกไป และคงเพียงคณะกรรมการฯ ให้เป็นกลไกสานต่อการปฏิรูป จะทำให้รัฐ และราชการ กลับมาเป็นใหญ่และไม่สามารถคาดหวังใดๆ ต่อความสำเร็จในการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ทั้งนี้ในกลไกของการปฏิรูปซึ่งบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนั้น เพื่อให้เป็นหน้าที่ของคนไทย แทนการขับเคลื่อนภายใต้กลไกของระบบราชการที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่สามารถดำเนินการใดๆ ให้สำเร็จได้ ส่วนกรณีที่เสนอให้มีกำหนดกลไกการปฏิรูปให้อยู่ภายใต้คณะกรรมการยุทธศาสตร์และการปรองดองแห่งชาติ ที่ให้บุคคลในตำแหน่งต่างๆ เช่น นายกฯ ประธานสภาฯ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่มีจำนวน 120 คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของนายกฯ ตนมองว่าไม่ต้องให้มีหมวดปฏิรูปจะดีกว่า
 
                      นพ.อำพล กล่าวฝากไปยัง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ขอทำจิตให้ว่างระหว่างการพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่มีทิฐิ ทั้งนี้ตนเห็นใจ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องทำงานที่หลัก แต่เชื่อว่าเมื่อ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ มีความชัดเจนในประเด็นต่างๆ แล้ว จะคงความชัดเจนไว้ และปรับในส่วนอื่นๆ ทั้งนี้การปรับร่างรัฐธรรมนูญให้ถูกใจกับทุกฝ่ายเป็นเรื่องที่ยาก
 
                      ขณะที่ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป สปช. กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอของ ครม.ตนยังไม่เห็นรายละเอียด แต่ขอฝากไปยัง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญด้วยว่า ขอให้น้ำหนักกับของคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในทุกกลุ่มเท่ากัน จากนั้นต้องรับฟังความเห็นแล้วนำไปปรับแก้ไข ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าการพิจารณาปรับร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะทำให้ สปช.พอใจ
 
                      ผู้สื่อข่าวรายงานสำหรับข้อเสนอของ ครม.ในประเด็นปฏิรูปนั้น มี สปช.บางส่วนที่เห็นคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับจริง และบางส่วนที่ติดตามจากสื่อมวลชน โดยภายหลังการประชุม สปช.เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ได้มี สปช.กลุ่มหนึ่งที่เตรียมตัวเดินทางไปฟังบรรยายจากนักวิชาการต่างประเทศที่กระทรวงการต่างประเทศ ได้จับกลุ่มหารือถึงประเด็นดังกล่าว โดยได้สะท้อนความเห็นว่า ข้อเสนอของ ครม.นั้นถือเป็นการทำลายเจตนารมณ์ที่ยกระดับพลเมืองให้เป็นใหญ่ และมุ่งสร้างความเป็นใหญ่ให้กับระบบราชการ และรัฐเท่านั้น ทั้งนี้มี สปช.ที่เป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ สะท้อนความเห็นด้วยว่า "กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เสมียนที่จะทำตามข้อเสนอทุกอย่างตามที่เสนอมา โดยไม่คิด หรือไตร่ตรองก่อน ถ้าอย่างนั้นประโยชน์ประชาชนอยู่ตรงไหน ยืนยันว่า การพิจารณาคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก"