ข่าว

ไม่รับฎีกา!ยกฟ้อง'ร.ต.อ.'ยิงนายทหาร

ไม่รับฎีกา!ยกฟ้อง'ร.ต.อ.'ยิงนายทหาร

27 พ.ค. 2558

ศาลไม่รับฎีกา 'ร.ต.อ.' ยิงนายทหารเรือ ปี 53 คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง เล็งยื่นขอพิจารณาคดียิงแท็กซี่ใหม่ หลังถูกตัดสินจำคุก 10 ปี

 
                      27 พ.ค. 58  เมื่อเวลา 09.30 น.  ที่ห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา หมายเลขดำ อ.841/2554 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ร.ต.อ.เจษฎา เจตภรณ์ อายุ 32 ปี อดีต รอง สว.สส.สน.ห้วยขวาง เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา , มีอาวุธปืนและเครื่องปืนโดยพกอาวุธปืนเข้าไปในเมือง ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 , 374 และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พ.ศ. 2490
 
                      ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 54 บรรยายพฤติการณ์จำเลยสรุปว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 53 เวลากลางคืน ขณะจำเลยขับรถยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลพาร์ด สีดำ หมายเลขทะเบียน 1818 กทม. ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด ขนาด หมายเลขทะเบียน และกระสุนขนาด 9 มม. จำนวน 3 นัด ยิงประทุษร้าย น.อ.วุฒิชัย บุญฤทธิ์ สังกัดกรมกำลังพลทหารเรือ พระราชวังเดิม ที่ขับรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราด้า สีน้ำเงินเทา หมายเลขทะเบียน ลษ 4811 กทม. หลังจากขับรถปาดหน้ากัน โดยกระสุนที่ยิงนั้นเข้าศีรษะทะลุด้านหลัง เป็นเหตุให้ น.อ.วุฒิชัย ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดบริเวณตรงข้ามโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ถ.รัชดาภิเษก ฝั่งขาออก แขวง-เขตดินแดง กทม. ต่อมาวันที่ 19 พ.ย. 53 เจ้าหน้าที่จับกุมจำเลยได้ ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
 
                      โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 55 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานโจทก์ไม่สามารถจดจำใบหน้า รูปพรรณสัณฐานของคนร้ายได้ว่าเป็นคนเดียวกับจำเลยหรือไม่ ประกอบกับพนักงานสอบสวนไม่ได้นำปืนที่ใช้ก่อเหตุ มาตรวจรอยเขม่าดินปืนและตรวจวิถีกระสุน พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่ชัดเจนเพียงพอว่าจำเลยเป็นผู้ลงมือก่อเหตุยิงผู้ตาย ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่ศาลก็ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์
 
                      ขณะที่อัยการโจทก์ ได้ยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มีคำตัดสิน เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 57 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องจำเลยเช่นกัน เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษได้ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย อัยการจึงยื่นฎีกา
 
                      ศาลฎีกาประชุมตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า ประเด็นฎีกาที่ยื่นนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลจะรับวินิจฉัยได้ จึงไม่รับฎีกา
 
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลไม่รับฎีกา ผลคดีจึงสิ้นสุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกฟ้อง ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว มารดาได้เข้าโผเข้ากอด ร.ต.อ.เจษฎา ซึ่งวันนี้มีญาติเดินทางมาศาลให้กำลังใจด้วย ขณะที่มารดาของ ร.ต.อ.เจษฎา กล่าวทั้งน้ำตาว่า ที่ผ่านมารู้สึกทุกข์ใจ ที่ลูกชายคนโตต้องโทษโดยไม่เคยอ่านข่าวที่เกิดขึ้นอีกเลย ซึ่งขณะนี้ยังติดโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่ถูกฟ้องยิงคนขับแท็กซี่อีกคดี โดยจนถึงปัจจุบันถูกคุมขังมาแล้วร่วม 2 ปี
 
                      ทั้งนี้ทางญาติของ ร.ต.อ.เจษฎา ระบุด้วยว่า เนื่องจากคดียิงคนขับแท็กซี่ พยานหลักฐานเกี่ยวกับอาวุธปืนมีความเชื่อมโยงกับคดีที่ถูกกล่าวหายิงนายทหารเรือ ดังนั้นเมื่อศาลฎีกาไม่รับฎีกาอัยการโจทก์ และผลคำพิพากษาถึงที่สุดตามศาลอุทธรณ์ คือ ให้ยกฟ้อง ก็จะหารือทนายความให้นำคำพิพากษาคดียิงนายทหารเรือนี้ไปยื่นต่อศาลฎีกา ขอพิจารณาคดีใหม่ที่ถูกกล่าวหายิงคนขับแท็กซี่ เนื่องจากต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ส่วนถ้ายื่นแล้วศาลจะมีคำสั่งรับหรือไม่รับ ก็เป็นอีกเรื่อง
 
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดียิงคนขับแท็กซี่นั้น อัยการยื่นฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำ อ.850/2554 ต่อศาลอาญา ฐานพยายามฆ่านายมณเฑียร จิตตระกูล คนขับแท็กซี่เมื่อคืนวันที่ 18 ก.ค. 53 ที่ซอยจำเนียรเสริม แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม. สาเหตุเกิดจากการขับรถปาดหน้ากัน ซึ่งศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 55 ให้จำคุก 10 ปี แต่ภายหลังศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา วันที่ 8 มี.ค. 56 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์มีพิรุธน่าสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย กระทั่งอัยการยื่นฎีกา ต่อมาวันที่ 24 ธ.ค. 57 ศาลฎีกา จึงพิพากษากลับให้จำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลา 10 ปี
 
 
 
 
----------------------
 
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)