
โจ๋ขี่จยย.ใช้หินปากระจกร้านขายเฟอนิเจอร์
27 พ.ค. 2558
วัยรุ่นขี่จยย.ใช้ก้อนหินปูพื้นฟุตบาท ขว้างใส่กระจกหน้าร้านขายเฟอร์นิเจอร์เสียหาย
วันที่ 27 พ.ค.58 เมื่อช่วงเวลา 01.00 น. ร.ต.ท.กฤษณ์ เหล่าโพธิ์ชัย ร้อยเวรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองลพบุรี รับแจ้งเหตุมีคนร้ายใช้ก้อนอิฐปากระจกหน้าร้านขายเฟอร์นิเจอร์ ชื่อ ศิริมายาเฟอร์นิเจอร์ เลขที่ 234- 236 ริมถนนนารายณ์มหาราช ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จึงไปตรวจสอบพบเจ้าของร้านคือ จ่าสิบเอกสุรพล ศิริมายา เป็นทหารสังกัดกองพลรบพิเศษที่ 1 ค่ายเอราวัณ ขณะเกิดเหตุไปนอนอยู่ในค่าย ส่วนที่ร้านก็มีลูกชายนอนเฝ้าอยู่
จากการตรวจสอบ บริเวณหน้าร้านกั้นเป็นกระจกทั้ง 2 ห้อง อีกห้องใช้เป็นประตูเหล็ก จุดเกิดเหตุอยู่ห้องท้ายสุด พบกระจกแตกเป็นรูขนาดใหญ่ และพบหลักฐานเป็นก้อนอิฐสี่เหลี่ยม สำหรับปูพื้นทางเดินฟุตบาทตกอยู่หน้าร้าน ซึ่งน่าจะเป็นก้อนหินที่คนร้ายใช้ขว้างปา จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
จากนั้นได้ไปตรวจสอบ ที่กล้องวงจรปิดที่หน้าร้าน เพื่อหาดูกลุ่มคนร้ายในช่วงเวลาเกิดเหตุ ซึ่งพบมีผู้ต้องสงสัยรายนี้ เป็นแก๊งวัยรุ่น โดยช่วงเวลาประมาณ 12.15 น. พบมีภาพกลุ่มวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์ตามกันมา 3 คัน วิ่งผ่านหน้าร้านด้วยความเร็ว โดยเฉพาะคันสุดท้าย เห็นวัยรุ่นซ้อนท้ายมีท่าทางลักษณะยกมือขึ้น แต่ไม่เห็น เพราะตอนปาไม่ชัด
นายพงศกร ศิริมายา อายุ 22 ปี ลูกชายเจ้าของร้าน เล่าให้ตำรวจฟังว่า ขณะนอนหลับอยู่ที่ชั้น 2 ได้ยินเสียงกระจกหน้าร้านแตก จึงลงมาตรวจสอบดู ก็พบว่า ถูกคนร้ายขว้างกระจกแตกไป 1 บาน จึงแจ้งให้ตำรวจทราบ เพื่อมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ ด้านจ่าสิบเอกสุรพล เจ้าของร้าน บอกว่า ตนเองได้เช่าอาคารเปิดกิจการขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ได้เพียงประมาณ 3 เดือนไม่เคยมีปัญหากับใคร รวมถึงลูกชายก็ทำงานเป็นครูฝึกสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ไม่มีปัญหาอะไรเช่นกัน และจะมาพักอยู่ที่ร้านทุกวัน ส่วนผู้ก่อเหตุใช้อิฐขว้างใส่กระจกหน้าร้าน ตนสงสัยน่าจะเป็นพวกวัยรุ่นกลุ่มเด็กแว้น ที่ช่วงกลางดึก มักจะมาประลองความเร็วบนถนนหน้าร้านกันเป็นประจำ จนทางตำรวจต้องมาไล่จับกุมหลายครั้ง ซึ่งอาจทำให้กลุ่มเด็กแว้นพวกนี้เข้าใจว่า ที่ร้านตนเป็นคนแจ้งเบาะแสตำรวจ จึงมาระบายอารมณ์ใส่โดยใช้ก้อนอิฐปาใส่กระจกร้านแตกดังกล่าว
หลังจากทางตำรวจตรวจที่เกิดเหตุแล้ว จึงได้เชิญผู้เสียหายไปสอบปากคำที่โรงพัก พร้อมกับนำภาพจากกล้องวงจรปิด ไปให้ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบดูอีกครั้ง เพื่อหารูปพรรณลักษณะคนร้ายรวมถึงรถจักรยานยนต์ ทั้งนี้จะได้ติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ยัวะพี่เขยตบหัวคว้ามีดแทงตัดขั้วหัวใจ
เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 26 พ.ค.58 ร.ต.ท.เดช ภูมิสถาน พนักงานสอบสวน สภ.ระเบาะไผ่ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจาก อาสาสมัครกู้ภัยร่วมกตัญญูปราจีนบุรี จุดบริการศรีมหาโพธิ์ ว่า มีผู้ถูกแทงบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 158 หมู่ 5 ต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ได้บาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมาหลังถูกนำตัวส่ง รพ.ศรีมหาโพธิ จึงเดินทางไปสอบสวน
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเพิ่งปลูกสร้างได้ไม่นาน และทางเจ้าของบ้านเตรียมจะทำบุญเลี้ยงพระขึ้นบ้านใหม่ในเช้าวันที่ 27 พ.ค. บริเวณหน้าบ้านพบม้านั่งที่ยังมีขวดเหล้าวางอยู่เกลื่อน พบกองเลือดหยดกระจายเกลื่อนเป็นทาง โดยพบนายพิชัย ศรีชื่น อายุ 65 ปี คนร้ายอยู่ในอาการมึนเมาพูดจาวกวน จึงควบคุมตัวไว้สอบสวน ก่อนเดินทางไปตรวจสอบผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ นายประจวบ พันธุ์แจ่ม อานยุ 67 ปี อยู่บ้านเลขที่ 182 หมู่ 10 ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ถูกแทงด้วยมีดเข้าใต้ราวนมซ้ายตัดขั้วหัวใจ
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายพิชัย ได้มานั่งดื่มสุราอยู่ที่บ้านของนายประดิษฐ์ นวลจันทร์ ที่กำลังเตรียมทำบุญเลี้ยงพระขึ้นบ้านใหม่ในช่วงเช้าวันรุ่งขึ้น โดยที่ทางเจ้าของบ้านไม่ได้เชิญ แต่นายพิชัย กลับถือวิสาสะมานั่งดื่มที่หน้าบ้าน จนกระทั่งช่วงก่อนเกิดเหตุ นายประจวบ ผู้ตายซึ่งเป็นพี่เขยนายพิชัย มาตามให้กลับบ้าน แต่นายพิชัย กลับพูดจากวนประสาท นายประจวบ จึงตบไปที่ศรีษะหนึ่งครั้ง ทำให้นายพิชัย ไม่พอใจถือเป็นการหยามศักดิ์ศรี ซึ่งทราบว่าก่อนหน้าทั้งสองเคยมีปัญหากันมาก่อนหน้า จึงคว้ามีดปลายแหลมที่อยู่ใกล้ๆ แทงเข้าที่หน้าอกบริเวณใต้ราวนมซ้ายหนึ่งครั้ง จนนายประจวบ ล้มลง ผู้เห็นเหตุการณ์รีบแจ้งอาสาสมัครกู้ภัยฯ นำส่งโรงพยาบาล แต่เสียชีวิตในที่สุด หลังสอบสวนแล้วได้นำตัวนายพิชัย ไปดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป
เก๋งเสยท้าย จยย.กระเด็นรถตามหลังทับดับ 1 เจ็บ 1
เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 26 พ.ค.58 พ.ต.ท.สุวัฒน์ โพธิ์รี พนักงานสอบสวน สภ. ปากคลองรังสิต รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถเก๋งเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิต บริเวณถนนสายซ่อมสร้าง มุ่งหน้ารังสิต ม. 5 ต.บางพูน อ.เมือง จ.ปทุมธานี จึงเดินทางไปตรวจสอบร่วมกับแพทย์เวรสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู
ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ทราบชื่อคือ นายสมชาย ทองสิน อายุ 30 ปี อาชีพช่างเชื่อม อยู่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 1 ต.เสอเพลอ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีดำ หมายเลขทะเบียน ขรค 736 ระยอง ล้มอยู่ นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย ทราบชื่อคือ นายมน ชัยวัน อายุ 40 ปี รถกู้ชีพโรงพยาบาลกรุงสยามเซนต์คาร์ลอส นำส่งโรงพยาบาลปทุมธานี ห่างออกไปประมาณ 10 เมตร พบรถเก๋งยี่ห้อเปอร์โย หมายเลขทะเบียน พษ 339 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ 1 คัน
จากการสอบปากคำ น.ส.ติณณ์กานต์ พรรณทรัพย์ อายุ 30 ปี คนขับรถเก๋ง ให้การว่า ขณะขับรถยูเทิร์นกำลังจะกับบ้านมองไม่เห็นว่ารถจักรยานยนต์ว่ามาทางไหน จึงได้ชนที่ท้ายรถจักรยานยนต์จนรถล้ม คนขับกับคนซ้อนท้ายกระเด็นไปอยู่กลางถนน เป็นจังหวะเดียวกับที่มีรถขับตามหลังมา จึงชนทั้งสองคนเข้าเต็มแรง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว ส่วนรถคันที่ชนนั้นได้ขับหลบหนีไป
ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำผู้เสียชีวิตส่งนิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป ส่วนรถคันที่ชนนั้นก็จะติดตามจับกุมมาดำเนินคดีต่อไป
รถบรรทุกน้ำมันเบนซิน พลิกคว่ำบนถนน สอง-ร้องกวาง
เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 26 พ.ค.58 พ.ต.ท.สมบัติชัยนันท์ สว.ป สภ.ร้องกวาง จ.แพร่ ได้แจ้งมีเหตุรถบรรทุกน้ำมันของบริษัทปิยโรจน์ศิริ เชียงราย พลิกคว่ำมีน้ำมันเจิ่งนองอยู่บนถนนสี่เลน สายร้องกวาง-สอง บริเวณ ต.แม่ยางฮ่อ อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ห่างจากสี่แยกร้องเข็ม อ.ร้องกวาง จ.แพร่ 2 กม. โดยรถคันดังกล่าวได้บรรทุกน้ำมัน เบนซิน และ ดีเซล จำนวน 8,000 ลิตร ไปส่งยังปั๊มน้ำมันในพื้นที่ จ.เชียงราย แต่เนื่องจากน้ำมันอาจจะลุกไหม้ได้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ประสานขอโฟมดับเพลิง จากท่าอากาศยานแพร่และคลังน้ำมันเด่นชัยเพื่อเตรียมไว้ดับไฟหากน้ำมันเกิดลุกไหม้ขึ้น
ทางด้าน นายอลงกรณ์ กัวตระกูล ผู้อำนวยการ แขวงการทางแพร่ ได้สั่งการเจ้าหน้าที่แขวงการทางร้องกวาง เข้าร่วมอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่สัญจรไปมาเนื่องจากเป็นเส้นทางเดินทางไป จ.พะเยาและเชียงราย โดยมีการไปปิดกั้นถนนบริเวณที่รถบรรทุกน้ำมันพลิกคว่ำบนเลนไป จ. พะเยา และ จ.เชียงราย ส่วนเลนที่เดินทางจากจ.เชียงราย มา จ.แพร่ ให้รถสามารถวิ่งส่วนทางกันได้
จากการสอบสวน นายอรรถพล เทรังษ์ อ่ายุ 30 ปี จ.ลำพูน ผู้ขับขี่รถบรรทุกน้ำมัน ทราบว่ารถบรรทุกน้ำมันมาเต็มคัน เสียการทรงตัวขณะวิ่งลงภูเขา เบื้องต้นตั้งข้อหาขับรถโดยประมาทไว้ก่อน



