
กองทัพระดมช่วยโรฮิงญาบก-เรือ-อากาศผนึกกำลัง
กองทัพระดมช่วยโรฮิงญา บก-เรือ-อากาศผนึกกำลัง : ทีมข่าวความมั่นคง
หลังจากนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย ประกาศยุทธการค้นหา และปฏิบัติภารกิจกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือ "ชาวโรฮิงญา" เพียงไม่กี่วัน ทางการไทยก็เริ่มขยับตัวครั้งใหญ่ โดยมีการระดมกำลังทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ในนาม "กองทัพไทย" เพื่อปฏิบัติภารกิจในการให้ความช่วยเหลือด้าน "มนุษยธรรม" แก่ผู้อพยพทางเรือเหล่านี้
พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วย พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง เสนาธิการทหารอากาศ และ พล.อ.สุจินต์ เอี่ยมปี รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้ร่วมกันแถลงถึงภารกิจครั้งสำคัญของกองทัพไทย
ภายใต้ชื่อ ศูนย์อำนวยการลาดตระเวน และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย หรือ ศอ.ยฐ. (Operation Center For Patrol and Humanitarian Assistance to lrregular Migrants in the Indian Ocean - OCPHAM) โดยมี พล.อ.วรพงษ์ ทำหน้าที่เป็น ผอ.ศอ.ยฐ.
ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม สั่งการให้กองบัญชาการกองทัพไทยจัดตั้ง ศอ.ยฐ.ขึ้นมา โดยใช้โครงสร้างศูนย์บัญชาทางทหารของเหล่าทัพเป็นศูนย์อำนวยการลาดตระเวน และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงกรณีการร้องขอในการร่วมดำเนินการของมิตรประเทศ ศอ.ยฐ.ก็จะเป็น "ผู้ควบคุมการปฏิบัติการ" ของมิตรประเทศด้วย
เครื่องมือในการทำงานของ ศอ.ยฐ.จะมีศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศปก.ทร.) หรือ ศูนย์อำนวยการลาดตระเวนและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของกองทัพเรือ โดยจะมีการจัดตั้ง "ฐานปฏิบัติการลอยน้ำ" เพื่อส่งกำลังพล รวมถึงทรัพยากรไปลอยล้ำในทะเลเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน
ภารกิจคือ การให้ความช่วยเหลือ หากพบเจอเรือผู้อพยพ ทั้งอาหาร น้ำ ด้านการแพทย์ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ชาวโรฮิงญาต้องการ พร้อมทั้งประสานงานไปยังประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อกลุ่มคนเหล่านี้เดินทางไปตามที่มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ประกาศไว้ก่อนหน้านี้
นอกจากศูนย์ปฏิบัติการของกองทัพเรือแล้ว ยังมีการใช้กำลังทางอากาศจาก "กองทัพอากาศ" ร่วมสนับสนุนด้วย โดยจะมีการออกบินลาดตระเวนในทะเลอันดามัน เบื้องต้นหน่วยปฏิบัติการ 3 เหล่าทัพได้วางแผนไว้ 2 สัปดาห์ สำหรับงบประมาณในการใช้จ่ายเบื้องต้นจะใช้งบประมาณประจำปีสำรองเบิกจ่ายไปก่อน ก่อนที่จะไปเบิกจ่ายในงบประมาณส่วนกลาง
ขณะที่ "ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก" หรือศปก.ทบ. จะทำงานตามโครงสร้างของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จะมีการประสานงานทั้งทางทะเล และทางบนฝั่ง จะมีการรับช่วงการทำงานกันตลอด
ขณะที่ พล.ร.อ.ไกรสร ระบุว่า กองทัพเรือจะใช้กำลังหลักจากทัพเรือภาคที่ 3 ทั้งหมด และใช้เรือหลวงอ่างทอง ซึ่งเป็นเรือระบายกำลังพลขนาดใหญ่ และมีพื้นที่สำหรับรองรับเฮลิคอปเตอร์ที่ออกปฏิบัติการทางทะเลได้ดี
นอกจากนี้ จะใช้เรือในทัพเรือภาค 3 เฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ และเครื่องบินดอร์เนีย 2 ลำ ซึ่งสามารถปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย โดยคาดว่าจะมีตัวฐานบริเวณ "เกาะสิมิลัน" ต่อจากประเทศพม่าด้านบน และกองทัพเรือจะส่งแพทย์จากส่วนกลางไปเพิ่มเติมให้ทัพเรือภาค 3 ที่มีอยู่เดิม 2 คนเท่านั้น
ด้าน พล.ร.ท.สายันต์ ประสงค์สำเร็จ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการลาดตระเวน และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดิย ทัพเรือภาคที่ 3 โดยมีการประกอบกำลัง ดังนี้
กำลังทางเรือ 7 ลำ ประกอบด้วย ร.ล.สายบุรี, ร.ล.อ่างทอง, ร.ล.ทยานชล, ร.ล.มันกลาง, เรือ ต.993, เรือ ต.220 และเรือ กร.304 กำลังทางอากาศยาน 4 เครื่อง ประกอบด้วย เครื่องบินลาดตระเวนตรวจการณ์แบบที่ 1 (ดอร์เนีย) 1 เครื่อง , เครื่องบินลาดตระเวนตรวจการณ์ชี้เป้าแบบที่ 1 (โอทู) 1 เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่ 4 (S-76) จำนวน 2 เครื่อง
พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การอพยพของชาวโรฮิงญาแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.อพยพย้ายถิ่นฐาน และ 2.อพยพหนีตาย ซึ่งการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวทาง ผบ.ทร.ได้ระบุชัดเจนแล้วว่า เป็นฐานลอยน้ำ ซึ่งสอดคล้องกับที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กองทัพไทยดำเนินการ
"หมู่เรือเฉพาะกิจ" ของ ทร. ประกอบกำลังจากเรือหลวงอ่างทอง ซึ่งเป็นเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ สามารถใช้ในการรักษาพยาบาลได้ดี เพราะมีทั้งห้องเสบียง และมีเรือระบายพลขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีเรืออีก 6 ลำ ร่วมปฏิบัติการกับเฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินค้นหา โดยใช้กำลังพลจากทัพเรือภาคที่ 3 กว่า 500 นาย
แผนปฏิบัติการ คือ การใช้เครื่องบินลาดตระเวนตั้งแต่ จ.ระนอง ลงมาจนถึงอาณาเขตที่ ทร.รับผิดชอบประมาณ 12 ไมล์ จากเส้นเขต 24 ไมล์ ซึ่งเป็นเขตอำนาจอธิปไตย เมื่อเจอชาวโรฮิงญาก็จะนำ ฮ.บินไปตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่ง หรืออาจใช้เรือที่อยู่ใกล้ส่งเข้าไปดู เพื่อให้การช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมตามนโยบายรัฐบาลต่อไป
พล.อ.อ.จอม กล่าวถึงภารกิจในส่วนของกองทัพอากาศว่า ในส่วนของทัพอากาศ (ศอ.ยฐ.ทอ.) มี พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็น ผอ.ศอ.ยฐ.ทอ. มีหน้าที่หลักคือ การบูรณาการการเฝ้าตรวจ จัดอากาศยาน ซึ่งจะมีอากาศยานของทัพเรือภาคที่ 3 และของกองทัพอากาศร่วมปฏิบัติการ
สำหรับห้วงเวลาปฏิบัติการจะออกบินลาดตระเวนไปจนถึงเวลา 19.00 น.ของทุกวัน โดยกองทัพอากาศได้วางแผนดังกล่าวไว้อย่างน้อย 1 เดือนเศษ อย่างน้อย ซึ่งวันไหนคลื่นลมแรงก็จะต้องออกไปจากชายฝั่งไกล โดยอาจจะไกลถึง 200 ไมล์ทะเล ตั้งแต่ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล โดยจะส่งต่อข้อมูลให้แก่ศูนย์บัญชาการทางทหารทุกวัน
ในส่วนของกองทัพอากาศจะมีภารกิจอีกส่วนหนึ่ง คือ การกำกับดูแล "การปฏิบัติการของอากาศ" กรณีองค์กรระหว่างประเทศ หรือมิตรประเทศขอใช้พื้นที่แล้วได้รับการอนุมัติให้ใช้พื้นที่จะมาอยู่ภายใต้การกำกับของ ศอ.ยฐ.ทอ.
ส่วนเครื่องบินลาดตระเวนจะใช้เครื่องบินขับไล่ "กริพเพน" ขึ้นบินครั้งละ 2 ลำ และเครื่องบินตรวจการณ์ "ซาบ 340 เออีดับเบิลยู" ที่ประจำการอยู่ที่กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะเครื่องซาบ 340 เออีดับเบิลยู ที่สามารถบินได้นานถึง 7 ชั่วโมง
ขณะที่กริพเพนจะมีการใช้ "อุปกรณ์พิเศษ" ช่วยค้นหา ควบคู่กับการค้นหาด้วยสายตา โดยกริพเพนสามารถบินครอบคลุมระยะ 200 ไมล์ทะเล โดยใช้เวลาเพียง 10 นาที และจะมีการประสานงานกับกองทัพเรือเพื่อชี้เป้าหมาย
พล.อ.สุจินต์ ระบุว่า ในการปฏิบัติหากผ่านจากน่านน้ำขึ้นมาบนบกทางหน่วยรักษากฎหมายทุกหน่วย ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองจะเข้ามาดูแลให้ความช่วยเหลือและเยียวยา จากนั้นจะส่งไปที่สำงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อช่วยให้เดินทางไปยังปลายทางที่ชาวโรฮิงญาต้องการเดินทางไป
ทั้งหมดนี้คือการระดมสรรพกำลังครั้งใหญ่ของกองทัพ เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นก่อนการประชุมวันที่ 29 พฤษภาคม ว่า เรามีความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือคนกลุ่มนี้เพียงใด



