ข่าว

‘เปิดคำขอ ครม.-สปช.-พรรคการเมือง’แก้ไขร่างรธน.

‘เปิดคำขอ ครม.-สปช.-พรรคการเมือง’แก้ไขร่างรธน.

27 พ.ค. 2558

‘เปิดคำขอ ครม.-สปช.-พรรคการเมือง’แก้ไขร่างรธน. : โอภาส บุญล้อม

               ณ เวลานี้...ทุกภาคส่วนทั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และพรรคการเมือง ได้เสนอคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้ี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้เริ่มประชุมวางขั้นตอนการพิจารณาคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแล้ว จากนั้นก็จะส่งร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายให้สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ต่อไป
  
               “เครือเนชั่น” จึงได้รวบรวมคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของทั้ง ครม., สปช., และพรรคการเมืองอย่างเช่น พรรคเพื่อไทย,พรรคประชาธิปัตย์ 

               ครม.มีประเด็นสำคัญดังนี้ 
 
               1.ตัดอำนาจวุฒิสภา (ส.ว.) ในการเสนอกฎหมายและตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี เนื่องจากในร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 40 คน เสนอร่างพระราชบัญญัติได้และเรื่องที่ให้อำนาจวุฒิสภาในการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ ของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแต่งตั้งได้ ซึ่งเป็นการให้อำนาจกับวุฒิสภามากเกินไป
 
               2.ตัดอำนาจพิเศษของนายกฯ ใน 2 ประเด็น คือ 1.ที่ตามร่างรัฐธรรมนูญให้อำนาจนายกรัฐมนตรี เสนอขอความไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินจากสภาผู้แทนราษฎรได้ ซึ่งเมื่อนายกฯ เสนอขอความไว้วางใจจากสภา แล้วฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้ และถ้ามติสภาออกมา “ไว้วางใจ” ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมนั้นอีกไม่ได้ แต่ถ้ามติออกมาไม่ไว้วางใจ  นายกรัฐมนตรีจะยุบสภาก็ได้ อย่างไรก็ตาม นายกฯ ไม่สามารถขอความไว้วางใจจากสภาในกรณีที่ฝ่ายค้านได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนแล้ว ซึ่งหลักการที่นายกฯ ขอความไว้วางใจจากสภาได้นี้ ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 181

               ส่วนประเด็นที่ 2 คือ การให้อำนาจกับนายกฯ เสนอกฎหมายต่อสภา เพื่อแสดงถึงความไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินได้ โดยถ้าสภาไม่เห็นด้วยต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจภายใน 48 ชม. แต่ถ้าอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วเสียงไม่ไว้วางใจ “ไม่เกินครึ่ง” ถือว่าสภาเห็นชอบร่างกฎหมายนั้น ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 182 โดยเหตุผลที่ขอให้ตัดทั้ง 2 ประเด็นออก เพราะเห็นว่า เป็นการให้อำนาจกับฝ่ายบริหารมากเกินไปและการตรวจสอบฝ่ายบริหารทำได้ลำบาก 

               3.ตัดองค์กรใหม่บางองค์กรออก ได้แก่ สภาตรวจสอบภาคพลเมืองในแต่ละจังหวัด เพราะอาจมีปัญหาโดยเฉพาะความเข้าใจในบทบาท อำนาจไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของหลักการ ทั้งนี้ สภาตรวจสอบฯ อาจทำให้ถูกอิทธิพลท้องถิ่นแทรกแซงการทำงาน จนกลายเป็นการสร้างอำนาจใหม่ซ้อนอำนาจ และเป็นปัญหาระบบการเมืองไทย และสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เนื่องจากไม่มีความจำเป็นและนำไปสู่ความขัดแย้ง

               4.ตัดกลุ่มการเมืองส่งผู้สมัคร ส.ส.ได้ เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เกิดนอมินีทางการเมือง และเกิดความสับสนอลหม่านในการดำเนินการ

               5.แยกผู้ตรวจการแผ่นดินกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกจากกัน ไม่นำมาควบรวม เนื่องจากตามร่างรัฐธรรมนูญได้นำทั้งสององค์กรมาควบรวมกัน เป็น “ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน” ทั้งที่ที่มาขององค์กรทั้งสอง มีเจตนารมณ์ของการจัดตั้งและภารกิจแตกต่างกัน กล่าวคือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมุ่งแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นมีวัตถุประสงค์ตรวจสอบฝ่ายปกครองมิให้ใช้อำนาจตามอำเภอใจในการดำเนินการบริหารบ้านเมือง

               6.ตัดเรื่องยื่นภาษีย้อนหลัง 3 ปีในการสมัคร ส.ส., ส.ว. เนื่องจากเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ และนำไปสู่การเปิดเผยประเด็นอื่นเพิ่มเติม

               7.ตัดทิ้งคณะกรรมการดำเนินการจัดเลือกตั้ง (กจต.) แล้วให้ กกต.กลับมามีบทบาทในการจัดการเลือกตั้งเหมือนเดิม

               8.คัดค้านระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม โดยเห็นควรใช้ระบบที่เคยใช้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จะเหมาะสมกว่าหรือไม่

               9.ปรับแก้มาตรา 111 ว่าด้วยคุณสมบัติต้องห้ามผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. คือ ได้ปรับถ้อยคำใน (15) ที่ระบุว่า เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือในการดำรงตำแหน่งอื่น โดยเพิ่มคำว่า “ตามรัฐธรรมนูญนี้” เข้าไป เพื่อไม่ให้เกิดการตีความได้ โดยเฉพาะการเปรียบเทียบเคียงเพื่อไปตัดโอกาสผู้เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ จนมีผลให้ไม่อาจดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งที่มิใช่ตำแหน่งทางการเมือง

สปช.มีประเด็นสำคัญดังนี้

               1.นายกฯ ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ไม่เอาคนนอก เนื่องจากตามร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ระบุว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. โดยเขียนแต่เพียงว่าให้นายกฯ มาจากสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้บุคคลภายนอกที่ไม่เป็น ส.ส. มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพียงแต่มีเงื่อนไขว่าในกรณีที่เป็นบุคคลภายนอก ต้องได้เสียงจากสภาผู้แทนฯ ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

               2.ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง 154 คน (ตามร่างรัฐธรรมนูญ ส.ว. มีไม่เกิน 200 คน มาจากกลุ่มต่างๆ และความหลากหลายทางวิชาชีพ แต่ไม่มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน)

               3.ส.ส.มาจาก ส.ส.เขต 400 คน และระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน  หันไปใช้ระบบเลือกตั้งแบบเดิม ไม่ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ที่มี ส.ส.เขต จำนวน  250 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่น้อยกว่า 200 คน

               4.ตัดอำนาจพิเศษของนายกฯ ตามมาตรา 181-182

               5.ตัดกลุ่มการเมืองส่งผู้สมัคร ส.ส.ได้ออก

               6.ตัดโอเพ่นลิสต์ออก ตามร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ นอกจากประชาชนจะลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองที่ตนชื่นชอบแล้ว ยังมี “โอเพ่นลิสต์” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนลงคะแนนเลือก “ตัวบุคคล” ที่แต่ละพรรคเสนอมา เพื่อจัดลำดับ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งต่างจากเดิมที่ให้พรรคการเมืองเป็นผู้จัดลำดับ ส.ส.ในพรรคของตนเอง 

               แต่มีเสียงคัดค้านว่า “โอเพ่นลิสต์” มีข้อเสีย คือ 1.ประชาชนเกิดความสับสนในการลงคะแนน และอาจส่งผลให้มีบัตรเสียเป็นจำนวนมาก เพราะกรณีเช่นนี้ไม่เคยมีการปฏิบัติมาก่อน 2.ส่งผลให้ผู้สมัครในพรรคมีการแข่งขันกันเอง ทำให้เกิดความขัดแย้งกันเองภายในพรรค และ 3.มีปัญหาต่อการนับคะแนน ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นเวลานาน และ 4.ยังทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ

               ส่วน “พรรคเพื่อไทย” หลักใหญ่ที่ไม่เห็นด้วย คือ การยึดอำนาจในการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งจะหมายถึงทั้งเรื่องที่มานายกฯ และที่มา ส.ว. รวมถึงเรื่องการออกแบบการเลือกตั้งที่ทำให้รัฐบาลอ่อนแอ นอกจากนี้ยังมีเรื่ององค์กรอิสระต่างๆ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ที่พรรคเพื่อไทยมองว่ามีอำนาจอย่างมาก

               "พรรคประชาธิปัตย์" เสนอแก้ไขส่วนที่กระทบฝ่ายตรวจสอบ เช่น ตัดอำนาจพิเศษของนายกฯ ตามมาตรา 181-182, มติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ใช้เสียง 3 ใน 5 ของรัฐสภาและคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่มีอำนาจเสนอออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษได้