ข่าว

'บุญเลิศ'เสนอนิรโทษกรรมทุกสี

'บุญเลิศ'เสนอนิรโทษกรรมทุกสี

26 พ.ค. 2558

'บุญเลิศ' เสนอบทเฉพาะกาลนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมืองทุกสี เว้นแกนนำ-คดีอาญาร้ายแรง 'เลิศรัตน์' เผยกำหนด 9 กลุ่มคำขอแก้ไขร่างรธน. ชี้แจง 5 วัน

 
                      26 พ.ค. 58  ที่รัฐสภา  นายบุญเลิศ คชายุทธเดช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงว่า ได้ยื่นเอกสารการขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญในนามส่วนตัว แนบไปกับคำขอแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง และ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากข้อเสนอของตน ไม่ได้รับการบรรจุในคำขอแก้ไขฯ โดยข้อเสนอของตน ขอให้นำเรื่องสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และการสร้างความปรองดองไปบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล ทั้งนี้ในส่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้มีไม่เกิน 120 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิรูป ไม่จำเป็นต้องเป็น สปช. หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมทั้งให้ตัดคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ และคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติออกไป
 
                      นายบุญเลิศ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเสนอให้เขียนบทเฉพาะกาลเรื่องนิรโทษกรรมกับผู้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 49 ถึง 22 พ.ค. 57 โดยนิรโทษกรรมให้ประชาชนทุกฝ่ายที่มีเหตุจากแรงจูงใจทางการเมืองด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่เกี่ยวกับคดีอาญาคดีอาญาร้ายแรง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่ครอบคลุมถึงแกนนำผู้ที่สั่งการทางการชุมนุม หลักการนี้เคยได้รับความเห็นชอบจากนักการเมืองและแกนนำผู้ชุมนุมทุกฝ่าย โดยได้เสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่สามารถออกเป็นกฎหมายได้ ทำให้ประชาชนถูกดำเนินคดีและถูกคุมขังอยู่ในขณะนี้เป็นจำนวนมาก
  
 
 
'สภาพัฒนาการเมือง' ยื่น สปช.เสนอความเห็นปฏิรูป-แก้ร่างรธน.
 
 
                      นายสมาน ภูแสง รองประธานสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า และคณะ เดินทางมายื่นหนังสือเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปและการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ต่อ น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยนายสมาน กล่าวว่า สภาพัฒนาการเมืองทำหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยได้สำรวจความคิดเห็นและเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูประบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งจัดประชุมเพื่ออภิปรายความเห็นที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งการขอแปรญัตติเพื่อปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสภาพัฒนาการเมืองมีข้อเสนอเพื่อการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับความเห็นของประชาชน คือ นายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ อีกทั้งเมื่อครบวาระแล้วไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีกไม่ว่ากรณีใดๆ
 
                      นายสมาน กล่าวอีกว่า ส่วนความเป็นพลเมืองและหน้าที่พลเมืองนั้น ให้บัญญัติเรื่องการศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน โดยให้สภาพลเมืองในระดับท้องถิ่นเป็นองค์กรหลักในการให้การศึกษาทางการเมืองนอกระบบการศึกษาแก่ประชาชน จัดตั้งสถาบันพัฒนาประชาธิปไตยภายใต้สภาพัฒนาการเมืองแห่งชาติ โดยให้มีการจัดรายการ หรือสาระที่เป็นการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนตามคำแนะนำของสถาบันพัฒนาประชาธิปไตยอย่างน้อย 25% ของผังรายการ และให้กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองจัดสรรงบประมาณสนับสนุนและส่งเสริมการให้การศึกษาทางการเมืองแก่สภาพลเมือง นอกจากนี้ ให้ตัดบทบัญญัติว่าด้วยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศแห่งชาติ เนื่องจากเป็นการสืบทอดอำนาจและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น รวมทั้งให้ตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการสร้างความปรองดองด้วย เพราะสามารถกำหนดเอาไว้ในกฎหมายทั่วไปได้ และขอให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญด้วย
 
 
 
'กกต.' ปลื้มรัฐบาลฟังข้อเสนอแก้ไขร่างรธน.
 
 
                      นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง บรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “แนวโน้มและทิศทางการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร” ให้กับเจ้าหน้าที่กรมการกงสุลทั่วโลก โดยได้กล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2559 คือ การทำประชามติ การเลือกตั้ง ส.ส.และการเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งถ้ามีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในช่วงเดือน ม.ค. และผ่านความเห็นชอบ สนช.จะมีหน้าที่ต้องออกกฎหมายลูกภายใน 1 - 2 เดือน จากนั้นจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.เกิดขึ้นภายใน 90 วัน ซึ่งก็คาดว่าจะเป็นช่วงเดือน ส.ค. และจะมีการเลือกตั้ง ส.ว.ภายใน 150 วัน คือประมาณเดือน ต.ค.
 
                      นายสมชัย กล่าวว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีการปรับแก้ในขณะนี้จากเบื้องต้นหากยึดตามร่างเดิม ส.ส.เขต จาก 357 คน จะเหลือ 250 คน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อจาก 125 คน จะเพิ่มเป็น 200 - 220 คน นอกจากการเลือกตั้ง ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อแล้ว จะมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิ์เลือกระบบโอเพนลิสต์ ซึ่งจะทำให้การนับคะแนนใช้เวลาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเลือกแบบโอเพนลิสต์และการเปิดให้กลุ่มการเมืองสามารถส่งผู้สมัครลงรับการเลือกตั้งได้ ก็เชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีพรรคการเมืองจดทะเบียนมากขึ้น จากที่ขณะนี้มีประมาณ 70 พรรค รวมทั้งจะมีกลุ่มการเมืองมาขอจดทะเบียนและส่งผู้สมัครอีกจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าจะทำให้บัตรเลือกตั้งมีขนาดใหญ่มากขึ้น การคำนวณหรือนับคะแนนก็ต้องใช้เวลา
 
                      นายสมชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลได้เสนอให้มีการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญหลังหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ได้เสนอความเห็น ว่า สิ่งที่รัฐบาลเสนอเป็นสิ่งที่ กกต.มองเห็นถึงปัญหาทางเทคนิคที่ถือว่าตอบโจทย์กับการที่ กกต.เสนอ เช่น การไม่มีการเลือกตั้งแบบโอเพนลิสต์ จะลดเวลาการนับคะแนน เป็นการแก้ปัญหาทางเทคนิคพอสมควร เป็นนิมิตหมายที่ดีที่รัฐบาลรับฟังปัญหา ส่วนปัญหาทางการเมืองก็เป็นสิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องคิดต่อไป
 
                      นายสมชัย ยังกล่าวว่า ในส่วนของการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรครั้งนี้ จะต้องมีการลงทะเบียนแสดงความจำนง ดังนั้นจะทำให้มีผู้มาใช้สิทธิ์มากกว่าครั้งก่อนๆ แต่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะยังไม่มีการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจาก กกต.จะใช้วิธีการทยอยใช้ในบางจุดก่อน โดยจะเริ่มจากในประเทศ
  
 
 
'เลิศรัตน์' เผยคำขอแก้ไขร่างรธน.มีประเด็นน่าสนใจ
 
 
                      คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นัดประชุมเพื่อพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญที่กลุ่มสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ยื่นคำขอแก้ไขมายัง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มาแล้วเมื่อวันที่ 25 พ.ค. โดยก่อนเริ่มประชุม พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ว่า จะนำคำขอแก้ไขที่ได้รับมาพิจารณาเป็นเบื้องต้นในสัปดาห์นี้ จากนั้นวันที่ 2 - 5 มิ.ย.จะเชิญตัวแทนกลุ่ม สปช.ที่ยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ กลุ่มละไม่เกิน 5 คน มาชี้แจงหลักการและเหตุผลที่เสนอปรับแก้ไข โดยให้เวลาชี้แจงกลุ่มละ 3 ชั่วโมง ขณะที่ตัวแทนของ ครม.นั้นได้กำหนดให้เข้าชี้แจงวันที่ 6 มิ.ย.นี้ ทั้งนี้ไม่ได้กำหนดเวลา ส่วนตัวแทนที่จะชี้แจงจะมีจำนวนกี่คนขึ้นอยู่กับ ครม.พิจารณา ตนไม่ขัดข้องที่ ครม.ทั้งคณะจะเข้าชี้แจงต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ความเห็นของพรรคการเมืองต่อการปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้มี 8 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา และพรรคเล็กอื่นๆ อีก 4 พรรค ได้ส่งความเห็นแล้ว แต่จะเชิญให้มาชี้แจงต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ต้องขอพิจารณาอีกครั้ง โดยมีหลักพิจารณา คือ หากคำขอแก้ไขมีความชัดเจน อ่านเข้าใจ ไม่ต้องเชิญมาชี้แจง แต่หากมีประเด็นที่ไม่เข้าใจ อาจจะให้มาชี้แจง ทั้งนี้ต้องพิจารณาความเป็นธรรมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ไม่ได้ส่งคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญด้วย
 
                      "ในการพิจารณาคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ สปช.และ ครม.นั้นมีประเด็นที่น่าสนใจ และมีเหตุผล ซึ่งต้องใช้การพิจารณาที่รอบคอบ และต้องดำเนินการให้เสร็จภายในกำหนดเวลา ส่วนข่าวที่ระบุว่า ครม.จะขยายวันทำงานเพิ่มให้อีก 30 วัน จากเดิมที่กำหนดให้ทำงาน 60 วันนั้น ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน คาดว่าต้องรออีก 2 สัปดาห์เพื่อให้ ครม.พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แล้วเสร็จ"
 
 
 
กำหนด 9 กลุ่มคำขอแก้ ชี้แจง 5 วัน ยันสำคัญทุกคำขอ
 
 
                      พล.อ.เลิศรัตน์ แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้กำหนดกรอบเวลา ให้ผู้เสนอคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเข้าชี้แจงต่อ กมธ.ยกร่างฯ ระหว่างวันที่ 2 - 6 มิ.ย. โดยกำหนดให้ผู้ชี้แจงแต่ละคำขอเข้าชี้แจงไม่เกินกลุ่มละ 5 คน 3 ชั่วโมง ดังนี้ 
 
                      วันที่ 2 มิ.ย. กลุ่มที่ 1 นายพลเดช ปิ่นประทีป เวลา 09.00 - 12.00 น. กลุ่มที่ 2 นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ เวลา 13.30 - 16.30 น. 
 
                      วันที่ 3 มิ.ย. กลุ่มที่ 3 นายมนูญ ศิริวรรณ เวลา 09.00 - 12.00 น. กลุ่มที่ 4 นายสมชัย ฤชุพันธุ์ 13.30 - 16.30 น. 
 
                      วันที่ 4 มิ.ย. กลุ่มที่ 5 นายสมศักดิ โล่สถาพรพิพิธ เวลา 09.00 - 12.00 น. กลุ่มที่ 6 นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เวลา 13.30 - 16.30 น. 
 
                      วันที่ 5 มิ.ย. กลุ่มที่ 7 นายประสาร มฤคพิทักษ์ เวลา 09.00 - 12.00 น. กลุ่มที่ 8 นายพงศ์โพยม วาศภูติ เวลา 13.30 - 16.30 น. 
 
                      วันที่ 6 มิ.ย. กลุ่มที่ 9 คณะรัฐมนตรี (ครม.) นำโดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ชี้แจง เวลา 09.00 - 12.00 น. อย่างไรก็ตาม หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ป.ป.ช. กกต. ต้องการเสนอความเห็น ทาง กมธ.ยกร่างฯ ก็พร้อมรับฟัง โดยมอบหมายให้อนุ กมธ.ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานนั้นไปรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาประกอบการพิจารณา
 
                      เมื่อถามว่า คำขอแก้ไขของ ครม.ที่มีกว่า 100 ประเด็น จะมีน้ำหนักมากกว่าของ สปช.หรือไม่ พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า กมธ.ยกร่างฯ ให้ความสำคัญกับทุกคำขอที่เสนอเข้ามาทั้งนี้การพิจารณาก็ขึ้นอยู่กับเหตุและผลในการขอแก้ไข เราพร้อมจะที่ปรับเปลี่ยนให้เกิดความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับ เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ จุดประสงค์ของการยกร่างฯ ครั้งนี้ ต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ขณะนี้ก็ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การทำประชามติ ดังนั้นการพิจาณาคำขอแก้ไขที่แต่ละฝ่ายเสนอมา กมธ.ยกร่างฯ จะพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ พร้อมทั้งดูความสอดคล้องและเหตุผลที่กำหนดไว้ในร่างฯ แรก ตราบใดที่ยังไม่มีการลงมติร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังสามารถแก้ไขได้
 
                      เมื่อถามว่า การขอแก้ไขร้อยกว่ามาตรา จะสามารถทำได้หรือไม่ พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากขอแก้ไขหนึ่งคำก็จะกระทบกับหลายประเด็น ยกตัวอย่างเช่น การขอให้ตัดคำว่า พลเมือง และกลุ่มการเมือง ที่ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดไว้ในหลายสิบมาตรา หาก กมธ.ยกร่างฯ เห็นว่าต้องปรับแก้ตามคำขอแก้ไข ก็ต้องตัดคำดังกล่าวที่มีในแต่ละมาตราออกไป แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ไขขึ้นอยู่กับวิสัย เหตุ และผลของคำขอแก้