
มายาคติจริยธรรมสื่อ
มายาคติจริยธรรมสื่อ : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล
หลังล้มกระดาน แล้วทำให้เชื่อว่าสื่อเป็นความเลวร้ายชนิดหนึ่ง ที่ต้องปฏิรูปและกำกับ ควบคุม ถ้าเบ็ดเสร็จได้ด้วยกฎหมาย ก็ควรต้องเบ็ดเสร็จ เพราะสื่อไม่มีความรับผิดชอบขั้นร้ายแรงระยะสุดท้าย
มายาคติเช่นนี้ ก็ถูกทำให้แพร่หลายด้วยนักวิชาการด้านสื่อ คนที่ทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภค คนที่พยายามแสดงราคารู้เรื่องสื่อแต่ไม่รู้ แต่คำถามที่ไม่มีคำตอบ ก็คือนักวิชาการที่มีส่วนรับผิดชอบผลิตแรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมสื่อ มีความรับผิดชอบและเข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงการอบรมบ่มเพาะเด็กก่อนปล่อยสู่โรงงานอุตสาหกรรมข่าวมากน้อยเพียงใด
ข้อความข้างต้นนี้ ไม่ได้เป็นจริงทั้งหมด แต่มีความจริงเจือปนอยู่มากบ้าง น้อยบ้าง ตามความเข้าใจและความรู้พื้นฐานที่แต่ละคนมีเป็นชิ้นๆ เป็นส่วนๆ
หากนั่งยานเวลา กลับไปได้ในห้วงระยะเวลาเกือบ 40 ปี ที่ผมตัดสินใจเลือกอาชีพที่จะจนยากไปกับมันตลอดชีวิตอาชีพนี้ เราไม่เคยมีแม่แบบการกำกับสื่อ ให้อยู่ในร่องในรอยมาเลย หากจะมีต้นแบบของการทำงานที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพอยู่บ้าง ก็เป็นเรื่องตัวบุคคล ซึ่งมีอยู่ในจำนวนที่นับได้ และก็ไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้อง มีองค์กรหรือเครื่องมือในการกำกับดูแล เพราะว่าไปแล้วเรื่องจริยธรรม เป็นเรื่องของ “จิตสำนึก” มากกว่า “กฎหมาย”
และการบังคับเรื่องจิตสำนึกนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปชี้หน้าด่า คนที่เขาอยู่ในภาคสนาม หรือแม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่ในกองบรรณาธิการ เพราะถึงแม้คนเหล่านี้จะมีจิตสำนึกเพียงใด แต่ความอยู่รอด และนโยบายธุรกิจของเจ้าของผู้ประกอบการคืออำนาจสุดท้ายในการตัดสินใจ ส่งผ่านสารพิษออกไปสู่สาธารณชน
แต่ใช่ว่าจะสิ้นหวัง สิ่งที่หลายคนรวบรัดลงความเห็นว่า คือความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการกำกับดูแลสื่อ คือองค์กรวิชาชีพหลักสององค์กร ได้แก่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยเฉพาะสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่ทำงานมา 18 ปีแล้ว คือความสำเร็จหรือหลักไมล์แรกที่จะนำไปสู่การกำกับดูแลสื่ออย่างคาดหวังได้ในอนาคต
และยิ่งทำให้วิญญาณชั่วร้ายไม่สามารถสิ่งสถิตอยู่ได้ ก็ยิ่งชัดเจนว่ากระบวนการตรวจสอบจริยธรรมได้ผล มิใช่ความล้มเหลว
เพียงแต่ว่ามันยังไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือได้ผลในระดับที่สังคมคาดหวังได้
ผมไม่ติดใจเสียงสะท้อนของชาวบ้านทั่วไป ที่เขาเห็นว่าสื่อไม่มีความรับผิดชอบ และเห็นคล้อยตามคนเสียงดังในสังคมที่พยายามตอกย้ำว่า จะต้องใช้กฎหมายบังคับลงโทษกับสื่อในเรื่องจริยธรรม แต่ผมก็สงวนสิทธิ์ที่จะยืนยันความเชื่อว่า กฎหมายไม่ใช่เครื่องมือชนิดเดียวที่จะเป็นยาวิเศษ แก้โรคร้ายชนิดเรื้อรังให้หายไปในฉับพลัน
มีกฎหมายหลายฉบับ ที่มีอยู่แต่ไม่มีการบังคับใช้ หรือกระทั่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสื่อ เช่น กฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว กฎหมายคุ้มครองเด็ก และกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายเหล่านี้มีบทลงโทษทางอาญากับผู้ละเมิด แต่การละเมิดจริยธรรมเกี่ยวกับเด็ก เรื่องความรุนแรงในครอบครัว ก็ยังเกิดอยู่อย่างสม่ำเสมอ
มีกฎหมายการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ให้อำนาจเต็มกับ กสทช.ในการลงโทษตั้งแต่ระงับการออกอากาศบางรายการ จนถึงพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต แต่ กสทช.ก็ไม่เคยใช้ดาบนี้ ในช่วงที่มีการกระทำผิดซ้ำๆ และรุนแรง เพิ่งมามีอิทธิฤทธิ์ ตอนมีรัฐบาลทหาร และใช้เฉพาะสถานีโทรทัศน์ที่ถูกหมายหัวเท่านั้น
ปัญหาของการมีกฎหมาย จึงไม่ใช่อำนาจตามกฎหมาย หรือผู้ใช้อำนาจทางกฎหมาย ยิ่งถ้าเป็นองค์กรกำกับสื่อที่เรียกกันว่าร่มใหญ่ มีอำนาจมาก ฝักใฝ่ความเชื่อในลัทธิอำนาจนิยมมาก หายนะที่จะเกิดขึ้นก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
การออกแบบองค์กรกำกับสื่อ ตีนจะต้องไม่ลอย และต้องเชื่อว่า กฎหมายมีไว้เป็นเพียงเครื่องมือในการกวาดต้อนสื่อให้มาอยู่ภายใต้การดูแลให้ได้ในเบื้องต้นก่อน ไม่ไปใช้อำนาจตรง หรือสำคัญผิดว่าจะต้องเป็นองค์กรยิ่งใหญ่ที่จะคุมสื่อได้เบ็ดเสร็จและยั่งยืน โดยไม่พิจารณาบริบทอื่นๆ ประกอบ
ถ้าพูดอย่างเอาใจกัน ดีครับผม เหมาะสมครับนาย ก็จะตายกันทั้งหมด ไม่ได้มรรคได้ผลอะไรจากการปฏิรูปสื่อ



