
ยังไม่ถึงเวลาคว่ำร่างรธน.
25 พ.ค. 2558
'เทียนฉาย' ชี้ ยังไม่ถึงเวลาพูด 'คว่ำร่างรธน.' ขยายเวลาแก้ไข สปช.ต้องเลื่อนลงมติออกไปอีก ขณะที่ 'หมอนิรันดร์' แนะรัฐบาลผ่อนปรนมาตรการก่อนทำประชามติ
25 พ.ค. 58 นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีหากรัฐบาลแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 ให้กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขยายเวลาการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพิ่มจาก 60 วัน เป็น 90 วัน ว่า หากมีการขยายเวลาจริง การพิจารณาลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ของ สปช. ก็ต้องเลื่อนจากวันที่ 6 ส.ค.ออกไปอีกหนึ่งเดือน ส่วนการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญสุดท้ายก่อนการลงมติของ สปช.นั้น เคยตอบไปแล้วว่า ขอไม่ตอบ เพราะยังไม่ถึงเวลา ยังมีเวลาคิดอีกมาก เพียงแค่ปัญหาในวันนี้ยังคิดไม่เสร็จเลย ขณะที่การทำงานการปฏิรูป ก็เร่งดำเนินการอยู่ คาดว่า แผนการปฏิรูปทั้งหมดจะเสร็จภายในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน มิ.ย. ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญสุดท้ายจะเข้าสู่การพิจารณาของ สปช. ทั้งนี้ ข้อเสนอการปฏิรูปได้ทยอยส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตลอด ซึ่ง ครม.ก็ตอบกลับทุกประเด็นและชี้แจงไปยังหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการ โดยเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ทุกขั้นตอน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อเสนอให้ตัดหมวดการปฏิรูปให้สั้นลง จะกระทบต่อการปฏิรูปหรือไม่ นายเทียนฉาย กล่าวว่า ไม่กระทบ เพราะ สปช.มีหน้าที่ทำแผนปฏิรูป ไม่ใช่ทำการปฏิรูป ทั้งนี้การปฏิรูปไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขียนรัฐธรรมนูญสั้นหรือยาว เพราะเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ 50 ก็เขียนไว้ยืดยาว ยังไม่มีการดำเนินการอะไร หากคนไม่ยึดถือเขียนอย่างไรก็เบี้ยวอยู่ดี เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับพลเมืองหรือประชาชน ที่จะต้องไปทวงถาม
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าสมาชิก สปช.จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ นายเทียนฉาย กล่าวว่า ยังมีเวลา กว่าร่างรธน.จะมาถึง ซึ่งต้องดูว่า กมธ.ยกร่างฯ จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามข้อเสนอขอแก้ไขหรือไม่ เมื่อวันนี้ยังไม่เห็นร่าง จะมีความเห็นว่าจะคว่ำร่างกันตั้งแต่ตอนนี้หรือ หาก กมธ.ยกร่างฯ ปรับแก้ให้ตามข้อเสนอทั้งหมด ก็จะคว่ำใช่หรือไม่ ดังนั้น คิดว่าเร็วไปที่จะพูดเรื่องคว่ำร่างรธน. จึงพยายามบอกว่า เมื่อถึงเวลาค่อยมาคุยกัน
'หมอนิรันดร์' แนะรัฐบาลผ่อนปรนมาตรการก่อนทำประชามติ
นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กล่าวถึงกรณีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐบาลควรมีการผ่อนปรนมาตรการควบคุมต่างๆ นั้น ว่า ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะการทำประชามติต้องให้ประชาชนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูล และนำความรู้ที่ได้ไปตัดสินใจโดยวิจารณญาณของตน ซึ่งการทำประชามติก็มีกระบวนการของมันอยู่แล้ว แต่หากไม่มีกระบวนการเหล่านี้การทำประชามติก็จะไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะการทำประชามติจะเกิดขึ้นในสังคมที่เงียบไม่ได้ อยู่ดีๆ จะให้ประชาชนไปลงประชามติเลยก็ไม่ได้ ส่วนจะผ่อนคลายอย่างไร แค่ไหนนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาล
ประยุทธ์รับกังวลปฏิรูปเสียของ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาการรวบรวมความเห็นขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนส่งความเห็นไปยังกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยใช้เวลาในการประชุมร่วม 3 ชั่วโมง จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนพูดในนามครม. ไม่ใช่ในนามคสช. สิ่งที่ครม.เป็นกังวลคือทำอย่างไรกระบวนการปฏิรูปและการปรองดองที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยการมีแต่ละสภาฯที่ทำงานอยู่นั้น จะมีอะไรที่เป็นมาตรการชัดเจนนำไปสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้หากทุกคนทราบดีถึงปัญหาความบกพร่องต่างๆที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน การใช้อำนาจในการใช้จ่ายงบประมาณ การทุจริต และการรักษาความมั่นคง ทั้งหมดต้องดูว่าปัญหาอยู่ที่ไหน ทุกอย่างก็อยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้วทั้งสิ้น
“ผมถามว่าถ้าสมมุติมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เลือกตั้ง แล้วมีอะไรรับประกันได้หรือไม่ว่า สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำไว้จะได้รับการสืบสานต่อ มีองค์กรมีกฎหมาย มีเจ้าหน้าที่ที่จะทำ แต่ไม่ไปคาบเกี่ยวในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินที่เขาจะดูเรื่องความมั่นคง ความปรองดอง การเดินหน้ายุทธศาสตร์ประเทศว่าใครจะทำ ผมไม่ได้เป็นห่วงว่าใคร แต่ต้องหาวิธีการมา ทุกคนต้องคิดว่า วันข้างหน้าใครตอบผมได้บ้างว่าจะไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก เมื่อทุกคนมุ่งหวังเพียงว่า ถ้าเราจะเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยได้ก็ต้องเลือกตั้ง ผมก็ไม่ได้ไปเถียงท่าน ซึ่งนักการเมืองก็มองอีกแง่หนึ่งว่า ทำอย่างไรที่จะไม่มีการปฏิวัติขึ้นอีก เขาว่าก็ต้องไปปฏิรูปทหารก่อน เพราะทหารเป็นผู้ปฏิวัติ คิดอย่างนี้บ้านเมืองก็ไปไม่ได้ ถามว่าการปฏิวัติทุกครั้งมันมีสาเหตุอะไร ผมไม่ได้บอกว่ามันถูกต้องแต่ประเทศไทยมันเป็นแบบนี้ ก็แก้ปัญหาแบบนี้มาโดยตลอด ทำอย่างไรปัญหาจะไม่เกิดขึ้นมาอีก ทุกคนต้องทำตามหน้าที่ มีธรรมาภิบาล มีคุณธรรม จริยธรรม ไม่ทับซ้อนข้าราชการ เดินหน้าประเทศไปตามขึ้นตอน”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลนี้เกิดมาโดย คสช.และ คสช.เกิดขึ้นมาโดยตน ตนเป็นผู้เสี่ยงอันตรายโดยต้องการแก้ไขปัญหาทั้งหมดของประเทศ ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วย วันนี้ทุกคนมีอิสระเสรีจนลืมไปแล้วว่า รัฐบาลนี้มาจากจุดใด ขอให้ดูด้วย ตนไม่ปฏิเสธว่ามันต้องเป็นประชาธิปไตย แต่มันจะแค่ไหน เราวางแผนปฏิรูปประเทศไว้อย่างไร คนในประเทศต้องการอะไร เรื่องดังกล่าวต้องไปถามคนทั้งหมด เช่น ภาคการเกษตรต้องการการช่วยเหลือแบบไหน หรือพวกเขาต้องการเงินอย่างเดียว ถ้าอย่างนั้นมันก็ไปไม่ได้ การสร้างความเข้มแข็งจะต้องทำในทุกภาคส่วน ทั้งความมั่นคง เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ การปรับโครงสร้าง ไม่ใช่สั่งวันนี้แล้วพรุ่งนี้เปลี่ยน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เข้าใจว่าทุกคนมีความตั้งใจดี แต่ต้องเห็นใจตนบ้าง เพราะทำมาถึงขนาดนี้แล้ว หรือใครอยากจะให้กลับไปเหมือนเดิม ถ้าไม่อยากก็ต้องช่วยกันหามาตรการที่เหมาะสมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำอย่างไรจะไม่ให้กลับไปสู่การปฏิวัติอีก ไม่ใช่ไปลดอำนาจใคร อำนาจมันอยู่คนใช้ ทั้งรัฐบาลและหัวหน้าส่วนราชการ โดยต้องคำนึงว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาอีกใครจะเป็นคนแก้ ถ้ามุ่งประเด็นว่าต้องทำให้ทหารอ่อนแอ ทหารเล็กลงจะได้ไม่มีการปฏิวัติมันใช่หรือไม่ หรือต้องการจะให้ไปลดโครงสร้างตำรวจก็ต้องบอกว่าวันนี้ก็ทำงานกันอยู่ ทั้งหมดก็ต้องเขียนไว้เพื่อจะส่งให้รัฐบาลใหม่ ว่าจะปฏิรูปอย่างไร
“เมื่อรัฐบาลใหม่มาก็ส่งแผนให้รัฐบาลใหม่เขาก็ต้องทำตามที่เขียนไว้โดยรัฐบาลนี้ ไม่ใช่ไปคิดใหม่ แต่ถามว่าทำอย่างไรรัฐบาลใหม่เขาถึงจะทำ สื่อก็ต้องไปไล่ถามให้ด้วย เหมือนกับที่ไล่ถามรัฐบาลปัจจุบัน ยืนยันว่าเราทำเต็มที่แล้ว แต่ปัญหามันสลับซับซ้อน หลายกระทรวงข้าราชการมีหลายแสนคน ผมก็ทำงานเต็มที่แล้ว และได้สั่งงานไปมาก โดยมี ครม.ช่วยกันมาโดยตลอด ถามว่าสิ่งที่ทำมาวันนี้มีอะไรผิดบ้าง ถ้ามันจะผิดก็คือไม่ตรงตามความต้องการของคนบางพวก บางกลุ่ม เพราะมีทั้งคนได้คนเสีย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่จะทำให้คนได้ทั้งหมดหรือเสียทั้งหมด ต้องเอาว่าคนส่วนใหญ่ได้อะไร”นายกรัฐมนตรีกล่าว
“เคยมีใครพูดแล้วทำอย่างผมบ้างไหม ไปดูผลงานผมที่ทำมา ไม่ใช่ตีทุกเรื่องแล้วก็ไปฟังฝ่ายการเมือง จะดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับทุกคนที่จะเลือกกันมา วันหน้าจะกลับมาใหม่หรือไม่ก็ไม่รู้ คนที่พูดต่างประเทศไม่ต้องไปให้ความสำคัญเพราะไม่ได้อยู่ในกระบวนการของประเทศไทย จะไปขยายความทำไม เพราะความขัดแย้งในประเทศมีมากอยู่แล้ว ไปฟังเขาแล้วจะเกิดอะไรขึ้นมา สื่อชอบไปเขียนให้เกิดความปั่นป่วน เกิดความสะใจ มีคนด่ากันกลับไปกลับมา ผมเลิกแล้วขี้เกลียด ก้าวข้ามไม่พ้นสักที วันนี้มาตรการทางกฏหมายมีอยู่แล้ว”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่านายกฯไม่มั่นใจว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจะไม่เดินตามแผนที่วางไว้ในการปฎิรูป พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า“ ไม่ใช่ไม่มั่นใจ แต่เป็นกังวล ท่านมั่นใจหรือไม่ แต่ผมกังวลว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจะทำหรือเปล่า แต่เรื่องโละทิ้ง เขาเป็นรัฐบาลเขาโละทิ้งได้ และแก้ได้ทุกอยาง ทำไมจะแก้ไม่ได้ ต้องหามาตรการว่าทำอย่างไรที่จะไม่ต้องแก้หรือแค่เปลี่ยนแปลงแต่ต้องเดินตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ได้หรือเปล่า ถ้าทุกคนมองว่าเขียนอย่างนี้หรือมีองค์กรต่างๆขึ้นมาดุแลแล้วจะกลายเป็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ท่านก็กลับไปแบบเก่า ก่อนวันที่ 22 พ.ค. 57 หมุนนาฬิกาย้อนกลับไปนั้นเหละจะเป็นแบบนั้น ถ้าต้องการประชาธิปไตยแบบนั้นก็เอา”
“ผมถามคนทั้งประเทศจะเอาอย่างไร พูดมา ท่านมั่นใจหรือไม่ เลือกตั้งแล้วจะไม่มีการปฎิวัติอีก หรือเลือกตั้งแล้วจะไม่มีคนใช้อำนาจที่ผิด ไม่มีธรรมาภิบาลอีก บ้านเมืองสับสนวุ่นวาย ท่านมั่นใจหรือไม่ ถ้าท่านมั่นใจ ผมก็มั่นใจ แล้วท่านรับประกันได้หรือไม่ นักข่าวทั้งหมด สื่อทั้งหมดว่าจะไม่เกิดขึ้นมาอีก เพราะว่าผมก็ไม่อยู่แล้ว มั่นใจไหมเล่า มาถามผมคนเดียว ทำอย่างไร ไม่มั่นแล้วจะทำอย่างไร ถ้าใช้กฎหมายบังคับท่านก็ตีผมอีก ใช้กฎหมายเกินไป รุนแรงเกินไป ละเมิดสิทธิมนุษยชน ผมถามคนไทยทั้งสิ้นว่าจะเอาอย่างไร จะให้ประเทศมันล้มเหลว มันFAILอย่างเดิมหรือเปล่า ก็ไปว่ากันมา ถ้าเห็นว่าสิ่งที่ผมทำเป็นประโยชน์ ท่านก็ต้องไปคิดช่วยผม ว่าจะเกิดได้อย่างไร วิธีไหน ผมไม่รู้ ไปหามา”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ส่วนการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของครม. ที่เสนอไปยังกรรมาธิการยกร่างฯหลายเรื่องที่ควรจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่สักแต่ว่าแก้ เมื่อถามว่า ถ้าสมมุติเกิดอุบััติเหตุ รัฐบาลเตรียมแผนสำรองอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มี ถ้าสำรองไว้ ก็บอกว่าตนเตรียมการไว้ล่วงหน้า และตนไม่เคยพูดถึงแผนสำรอง แต่พูดว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนไว้อย่างไร ถ้าไม่ผ่านสปช.หรือผ่าน หากต้องทำประชามติต้องไปแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว จบแค่นี้ไม่มีสมมุติ ถ้าจะใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2540หรือปี2550 ตอนควบคุมอำนาจ ตนก็ออกคำสั่งใช้รัฐธรรมนูญฉบับเหล่านั้น ไม่เสียเวลาด้วย ตนไม่พูดถึง
"ใครอยากเสนอมาก็ฟังเขาไป แต่ต้องดูว่าอะไรที่เป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง ฉะนั้นจะใช้ฉบับ2540,2550,2557 หรือ2559 ขัดแย้งกันต่อก็เอาตามใจ ท่านเลือกของท่านเอง เขาเขียนไว้แล้วว่า ทุกคนในประเทศต้องกำหนดชะตากรรมของตัวเอง กำหนดอนาคตของตัวเอง ท่านต้องการอะไร ต้องการความสงบเรียบร้อย ต้องการความเท่าเทียมหรือไม่ ถ้าไม่ต้องการก็จบ ไม่มีใครทำให้ท่านได้ ทุกอย่างอยู่ที่ใจท่าน ผมก็เสนอตัวมาทำให้อย่างนี้ แล้วท่านก็ยังมีปัญหาอยู่มากพอสมควร หลายๆกลุ่ม หลายๆพวก เขาพยายามที่จะกลับมาที่เดิม แต่คนดีๆก็เยอะ ผมไม่ได้ไปรังเกียจการเมือง นักการเมืองทั้งสิ้น แต่นักการเมืองไม่ดีก็มีเยอะ คนเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์จะมาพูดอีกแล้ว และเราก็อย่าไปขยายให้เขา จะไปขยายให้เขาทำไม เขาผิดกฎหมายหรือเปล่า เขาอยู่ในกระบวนการยุติธรรมหรือเปล่า ถ้าใครไม่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมก็อย่าไปพูดให้เขา เท่านั้นก็เบาลงแล้ว”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เมื่อถามว่าคิดว่าหลายๆกลุ่ม หลายๆพวกที่พยายามจะกลับมาจุดเดิม มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำให้กลับมาจุดเดิมได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็ไปถามเขาสิ เขากลัวกฎหมายไหม วันนี้มีกฎหมายขนาดนี้ ถ้าเขาไม่กลัว วันหน้าก็ไม่มีทางเอาอยู่หรอก รัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐานของประเทศที่จะเดินหน้าประเทศต่อไป รัฐธรรมนูญเขียนเพื่อระงับความขัดแย้งได้หรือไม่ วันนี้เขียนยังไม่จบ ก็มีความเห็นตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง ซึ่งจะทำอย่างไรก็ไปหามา ถ้าเขียนแล้วเห็นไม่ตรงกันก็จะเกิดปัญหา พอเกิดปัญหาผมก็ต้องรับผิดชอบอีกใช่หรือไม่ ซึ่งผมต้องรับผิดชอบไม่ให้เกิดความวุ่นวาย แต่ผมไม่ได้วางแผนล่วงหน้าว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ก็พร้อมรับทุกสถานการณ์ อยู่ที่ประชาชนทั้งประเทศไปเลือกกันมาว่าจะเอาอย่างไร”
“อย่าไปคิดเอง กองทัพคือกองทัพ ไม่ต้องไปเขียนว่ามันจะแย่งอำนาจ จะต้องมาอยู่ซัพพอร์ต ผมไม่จำเป็น ผมอยู่ได้ ผมต้องทำความดี ไม่ใช่อยู่ได้เพราะใครมาปกป้องผม ประชาชนต้องปกป้องผม ไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่กองทัพ กองทัพต้องดูแลประชาชน ประชาชนต้องดูแลผม เข้าใจหรือยัง สื่อต้องดูแลผม ถ้าคิดว่าผมทำในสิ่งที่ผิดก็ว่าผมมา ถ้าทำถูกก็ต้องสนับสนุนผม ไม่ใช่ตีอยู่นั้นเหละ อย่างนู้น อย่างนี้ มาด้วยอย่างนู้น แล้วผมทำดีกว่าพวกที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าไม่ดีกว่ามาบอกผมอะไรบ้างที่ไม่ดี ไม่ใช่รวนไปหมดทุกอัน บริหารไม่ได้ เดินหน้าประเทศไม่ได้ เพราะติดอยู่อย่างนี้ในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่อง”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า “ในเรื่องการบริหารงานด้านเศรษฐกิจต้องฟังเขาบ้าง หนังสือพิมพ์ 10 ฉบับไปดู ฉบับไหนบ้างที่เขียนว่าเศรษฐกิจดีขึ้นหรือค่อนข้างเงยหัวขึ้น ต้องดูว่าตกต่ำเพราะอะไร เพราะเขาไม่มีเงินใช้ เนื่องจากเงินหายากใช่หรือไม่ และแต่ก่อนเงินหาง่ายเพราะอะไร เพราะระบบเศรษฐกิจประเทศมันดีหรืออย่างไร มันอยู่ที่บิดเบือนโครงสร้างมาทั้งหมด เงินทองต่างๆที่นำมาใช้ข้างล่างมาจากการถูกฎหมายเท่าไหร่ เข้าใจหรือยัง คนที่อยู่ในวงจรเหล่านี้คือคนจนทั้งสิ้น เขาถึงบ่นว่าไม่มีเงิน รัฐบาลก็ต้องสร้างความเข้มแข็ง ในทุกภาคส่วนสร้างกลไกความต่อเนื่องเชื่อมโยงของคุณค่าทางเศรษฐกิจ ถ้าทำได้สังคมก็อยู่ได้เกษตรกรก็อยู่ได้”
“ผมเคยบอกแล้วว่า ถ้าผมเป็นเศรษฐีเป็นคนรวยแล้วขับรถผ่านบ้านคนจนทุกวัน ผมก็ไม่กล้าผ่าน เพราะอายเขา ซึ่งวันนี้ผมนึกถึงเขาทุกวัน นึกถึงทุกเรื่องก็ยังโดนตำหนินู้นนี่ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องคิดตาม หรือคิดเหมือนผมทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่อยากให้มองถึงจิตเจตนาดีของผมที่ต้องเสี่ยงภัยเข้ามาวันนี้ไม่ได้มีความสุข คิดว่ามีอำนาจหรือ มีอำนาจแล้วอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงอย่างนั้นหรือ ไม่มีใครเขาอยากมีหรอก ไม่มีใครอยากเสี่ยงด้วยซ้ำไป เราเกิดเหตุการณ์แบบนี้มากี่ครั้งแล้ว แล้วทำไมถึงจะทำให้การทำของผมในครั้งนี้เหมือนครั้งเก่าๆ ซึ่งครั้งเก่าๆเขาไม่ได้ทำแบบผมทำ ไม่ได้แก้ไขโครงสร้างทั้งประเทศทั้งหมดอย่างนี้ ผมกำลังเดินอนาคตของประเทศทุกด้าน ไม่ใช่ความมั่นคงอย่างเดียว ไม่ใช่จะไปซื้ออาวุธ แต่ส่งเสริมทุกภาค บางอย่างต้องใช้งบประมาณในการลงทุน เพื่อสร้างมหภาคเศรษฐกิจ ทุกด้านผูกพันเชื่อมโยงกันอยู่ ผมกำลังสร้างนี่คือการปฎิรูปของผม เพื่อให้รัฐบาลหน้ารับต่อ แต่ปัญหาเขาจะรับหรือเปล่าผมไม่รู้ ไม่มีใครยืนยันกับผม เพราะยังไม่เห็นตัวรัฐบาล ซึ่งอยู่ที่ท่านทั้งหมดจะเลือกรัฐบาลจะเลือกใครก็แล้วแต่ ถ้าเลือกดีก็โชคดีไป”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใช้วิธีการปกติไม่ได้ หากปล่อยให้เป็นเหมือนก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 มาถึงวันนี้ก็จะเป็นอย่างนั้น และบานปลายไปยิ่งกว่านี้ จึงต้องใช้วิธีการไม่ปกติในการแก้ปัญหา เมื่อสตาร์ทมาได้แล้วก็ต้องหากลไกที่จะทำให้สิ่งที่เดินมาแล้วไม่เสียของ ทำอย่างไรให้รัฐบาลใหม่ทำต่อ ทำอย่างไรสิ่งที่เราปฏิรูปไว้ในวันนี้จะเชื่อมต่อเข้าใจกันประชาชนยอมรับได้หรือไม่ แต่ไม่มีใครที่จะพอใจเพียงแต่เข้าใจหรือไม่
“ถ้าสอนให้เขาคิดไม่เป็น ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่รู้อนาคตของตัวเองก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ ประเทศไทยก็จะถอยหลังไปเรื่อยๆ และเราก็ต้องเสียศูนย์กลางความเป็นอาเซียนไปเรื่อยๆ วันหน้าไม่มีใครสนใจประเทศไทยอีกแล้ว ถ้าขัดแย้งแบบนี้อีกทีไม่มีใครมาอีก”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่าโดยส่วนตัวนายกฯได้คิดแผนไว้แล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “คิดหมดอยู่แล้ว แต่มันจะได้ตรงความคิดหรือเปล่าไม่รู้ แต่ถ้าบอกความคิดไปแล้ววันหน้าทำไม่ได้ก็จะบอกว่าเสียของ ปัทโธ่ !รู้อยู่ ความคิดคือความคิด ผมมีร้อยอย่างอยู่ในหัว เป็นพันแล้วมั่งไม่งั้นคงไม่พูดถึงวันนี้หรอก ความคิดของผมเดินเป็นเรื่องๆ เดินทีละขั้น ทหารสอนมาอย่างนั้น มีขั้นตอนการวางแผน ถ้ามีปัญหาก็ต้องเตรียมหนทางปฏิบัติเอาไว้ เพื่อแก้ปัญหาให้ได้ ประเทศชาติก็เหมือนกันมีการเตรียมมาตรการลดความเสี่ยงไว้ เช่น เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา ถ้าเกิดสถานการณ์ต่างๆจะทำอย่างไร เขาเคยเตรียมเคยคิดสิ่งเหล่านี้กันไว้หรือไม่”
วิษณุเผยครม.เสนอความเห็นแก้รธน.100ประเด็น
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวผลการประชุมครม.นัดพิเศษ ว่า ที่ประชุมครม.นัดพิเศษ ได้พิจารณาความเห็นและข้อเสนอแนะในการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ส่งเรื่องมายังครม.เพื่อขอความเห็นภายใน 30 วัน ซึ่งครบกำหนดภายในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ครม.ได้หารือกันนานกว่า 3 ชม. ก่อนส่งความเห็นไปยัง กมธ.ยกร่างฯ ก่อน 16.30 น. ของวันเดียวกันนี้
นายวิษณุ กล่าวว่า ที่ประชุมครม.ได้รับฟังข้อเสนอแก้ไข และไม่แก้ไข ไปให้กมธ.ยกร่างฯ เพื่อให้ไปคิดใหม่ทำใหม่ โดยเสนอไปทั้งหมดกว่า 100-120 ประเด็น แต่รวมความแล้ว ประมาณ 100 ประเด็น ไม่ใช่ 100 มาตรา เพราะบางมาตรา ก็มีหลายประเด็น อย่างไรก็ตามใน 100 ประเด็นนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นการขอแก้ไขถ้อยคำ ที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อาทิ กับ แก่ แต่ ต่อ และ หรือ ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง เป็นเรื่องที่กระทบต่อหลักใหญ่ของแต่ละมาตรา ซึ่งครม. พร้อมที่จะไปชี้แจงเป็นรายมาตราต่อไป หากกมธ.ยกร่างฯต้องการให้ไปชี้แจง หรือบางส่วน เป็นการเรียงถ้อยคำเสียใหม่เท่านั้น อีกส่วนหนึ่งเป็นการไปกระทบหลักการ เช่น ให้มีหรือไม่ให้มี สภา สมัชชา บางอย่างซึ่งตนจะลงรายละเอียดให้ทราบในโอกาสหน้า
นายวิษณุ กล่าวว่า ครม.มีความเป็นห่วงอยู่ 3เรื่อง คือ 1. ทำอย่างไรให้สิ่งที่รัฐบาลนี้ ครม.ชุดนี้ ที่ได้ดำเนินการไว้บ้างแล้วถูกนำไปสานต่อได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้บอกแล้วว่าเป็นช่วงต้นน้ำ แล้วจะทำอย่างไรในช่วงกลางทาง ปลายทางหรือปลายน้ำจะสานต่อได้อย่างยั่งยืน และส่งต่อไปได้เป็นทอดๆ ถึงรัฐบาลชุดหน้า 2. ทำอย่างไรที่จะให้ประเทศชาติบ้านเมืองในอนาคตกลับมามีความสงบเรียบร้อย ไม่เกิดความแตกแยก ขัดแย้ง ร้าวฉาน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการได้ผลมาแล้วระดับหนึ่ง หรือพูดง่ายๆ ว่าทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์กลับไปก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และ 3. ทำอย่างไรให้การเมืองในอนาคตดีขึ้น พัฒนาขึ้น ก้าวหน้าขึ้น ให้ความเป็นธรรมได้มากขึ้น เป็นที่พอใจได้มากขึ้น ซึ่งความกังวลเหล่านี้ ควรจะมีคำตอบอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถึงจะตอบได้ไม่ทั้งหมดก็ขอให้ตอบได้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ ถึงจะดี
นายวิษณุ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการพูดกันมากถึงคำว่า “ของ” บางฝ่ายมีทีท่าเหมือน “ลองของ” ฝ่ายรัฐบาลหลายคนกังวลว่า ที่ทำให้จะ “เสียของ” ต่างพูดถึง “ของ” ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งข้อกังวลที่ครม.กลัวจะเสีย คือ 3 ข้อที่ตนกล่าวไปข้างตน เพราะถ้าสิ่งที่ทำกันอยู่ในวันนี้ ละลายสูญหายไปเมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ มีสภา หรือมีรัฐบาลใหม่เข้ามา ก็จะเป็นการ “เสียของ” ประการหนึ่ง หรือ หากเกิดความไม่สงบเรียบร้อย แตกแยก ร้าวฉาน ไม่ปรองดองขึ้นอีก เหตุการณ์หมุนกลับไปเหมือนก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ก็จะเป็นการ “เสียของ” อีกอย่างหนึ่ง และถ้ามีรัฐบาลใหม่ มีสภาใหม่ เลือกตั้งใหม่แล้ว การเมืองไม่ได้ดีขึ้น ยังเปิดโอกาสให้มีการทุจริต มีการใช้นโยบายประชานิยมแบบผิดๆ หรือเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องผิดทำนองคลองธรรม สังคมเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม นั่นก็เป็นการ “เสียของ” อีกข้อหนึ่ง ดังนั้น ข้อเสนอแก้ไขที่ครม.มีส่งไปถึง กมธ.ยกร่างฯนั้น ในที่สุดต้องยึดตามบทบัญญัติ 315 มาตรา ที่มีอยู่ ไม่สามารถเพิ่มเติมหรือแหวกแนวไปมากไม่ได้ หรือสิ่งที่ควรจะเขียนแต่เขาไม่ได้เขียน ก็จะไปเสนอแนะมากไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการไปสร้างมาตราใหม่ขึ้น อีกทั้งหากกมธ.ยกร่างฯขานรับขึ้นมาก็จะกลายเป็นพิมพ์เขียวขึ้นมา ดังนั้นครม.จึงหลีกเลี่ยงที่จะไม่เสนอเพิ่มเติมไปใหม่มากเกินสมควรเท่าที่การเพิ่มไปบ้าง ไม่กี่มาตราก็เป็นเพราะองค์กรอิสระเขาเสนอความเห็นมาว่า ให้เพิ่มเพื่อเขาจะได้ทำงานคล่องตัวดังนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับหลักการในบางเรื่องที่มีอยู่ และเสนอว่าอะไรควรแก้ไม่ควรแก้เท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องใหญ่ที่เสนอแก้ไขคืออะไร นายวิษณุ กล่าวว่า การให้มีหรือไม่ให้มีองค์กรต่างๆ ซึ่งในฉบับยกร่างนั้นกำหนดให้มีองค์กร คณะกรรมการต่างๆ ที่ต้องตั้งขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่ง มีอยู่จำนวนมากเกือบ 30 องค์กร หรือบางชุดก็เป็นคณะกรรมการ ซึ่งครม.ได้ทำความเห็นไปว่า ส่วนหนึ่งเห็นด้วย ส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย แต่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่าควรนำไปเขียนในกฎหมายลูกหรือกฎหมายอื่นได้ อย่ามาเขียนในรัฐธรรมนูญ เพราะหากเขียนในรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญขึ้นมา กลายเป็นภาระงบประมาณและมีกำหนดเวลาให้กระทำ หากไม่กระทำตามเวลาก็ถือว่าผิดดังนั้นจึงควรนำไปเขียนในกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบ
นายวิษณุ กล่าวว่า อีกส่วนหนึ่งคือ เป็นหลักการบางอย่างที่ของเดิมเหมาะสมหรือดีกว่า เช่น หลักการที่ว่าหากครม.ยุบสภา สิ้นสุดการดำรงตำแหน่งแล้วให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทน อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องไปเขียน และอาจมีข้อเสียมากกว่าข้อดี อย่างนี้ก็ได้เสนอไปว่าให้ตัดออก หรือมิฉะนั้นให้ปรับปรุงเสียใหม่ นอกจากนี้ยังมีประเภทที่เกี่ยวพันกับหลักบางหลักที่ปฏิบัติได้ยาก เพราะถ้อยคำยังเคลือบคลุมอยู่ เช่น กำหนดว่านักการเมืองหรือผู้นำภาครัฐ ซึ่งหมายถึงปลัดกระทรวง อธิบดี ข้าราชการ จะต้องไม่ประพฤติผิดในประเพณี ศาสนา หลักธรรม ต้องพูดจาสุภาพ ไม่ทำอะไรที่เคลือบคลุมน่าสงสัย ซึ่งคำเหล่านี้ทั้งหมดแปลว่าอะไรไม่ทราบ และจะทำให้เกิดการฟ้องร้องกันได้ง่าย สุดท้ายกล่าวหากันไว้ก่อน มีการฟ้องร้องกัน เป็นความไม่ชัดเจน ก็ขอให้นำไปเขียนที่อื่น อาทิ ประมวลจริยธรรม ไม่ควรเขียนในรัฐธรรมนูญ
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ครม.ได้มีการเสนอแก้ในส่วนของที่มาของ สส.และ สว. เพราะหากแก้ต้องรื้อหลายมาตราเพราะมันโยงกันหมด ดังนั้นในส่วนนี้ไม่ได้แตะอะไร แต่ทราบว่ามีคนอื่นขอแก้ไขไปแล้ว
เมื่อถามว่ามีข้อเสนออย่างไรเกี่ยวกับผู้ตรวจการแผ่นดินกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายวิษณุ กล่าวว่า ครม.เสนอให้แยกออกจากกัน เมื่อถามว่าได้มีการเสนอหรือไม่ ว่าหากจะมีการขอแก้ไข รธน.อีกจะต้องส่งคำร้องให้ศาลตีความก่อน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มีเรื่องนี้ เพราะจะพะรุงพะรังมากเกินไป
“อะไรที่เราไม่ได้ขอแก้ก็ไม่ใช่ว่า กมธ.จะแก้ไม่ได้ เพราะเขาสามารถแก้เองได้”นายวิษณุ กล่าวว่า
เมื่อถามว่า คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ กมธ ยกร่างฯ จะต้องฟังข้อเสนอของ ครม. นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มีอะไรเป็นหลัก แต่ รธน.ชั่วคราวระบุว่าให้ส่วนต่างๆ มีข้อเสนอมา ส่วนจะทำหรือไม่ก็แล้วแต่ กมธ. ดังนั้นนี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ คสช.ไม่ส่งข้อเสนอเพราะถ้า คสช.ส่งไปแล้ว กมธ.ทำตาม เดี๋ยวจะโดนอ้างว่านี่คือใบสั่ง แต่ถ้าเขาไม่ทำตามก็จะโดนหาว่าลองของกระด้างกระเดื่อง ดังนั้น คสช.อย่าส่งดีกว่า
“ต้องเข้าใจว่า กมธ.อยู่ตรงกลาง การเสนอแก้ไปจากสปช.ส่วนหนึ่งและไปจากคสช.และครม. แต่คสช.ไม่ส่งแล้วก็เหลือแต่ ครม. ดังนั้นต้องเข้าใจว่าไม่ใช่แค่ ครม.องค์กรเดียวที่เสนอไป แต่ยังมี สปช. ที่เขาอาจจะเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องกว่า เพราะเขาเคยปฏิบัติมาก่อนมากกว่า ครม. และอาจจะเสนอเรื่องเดียวกับ ครม. และกมธ.อาจจะทำตาม สมมติครม.เสนอให้เลี้ยวซ้าย สปช.เสนอให้เลี้ยวขวา กมธ.จะเดินตรง แต่ กมธ.ดูไปดูมา ดูแล้วอาจจะเลี้ยวขวาตาม สปช.ดีกว่าก็เป็นไปได้ เขาจะเอาใจทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ และครม.ไม่มีโอกาสเห็นว่า สปช.ข้อเสนอแก้อะไรบ้าง นี่ยังไม่รู้เลยว่าข้อเสนอซ้ำกับ สปช.หรือไม่”นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า กมธ.ยกร่างฯ ต่างจากการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) เพราะในอดีตเมื่อ กมธ.ร่างฯ เสร็จจะต้องส่งให้กับสสร. และต้องตรวจทีละมาตราทำให้เสียเวลา ซึ่งปัจจุบันมี สปช.ซึ่งต่างจาก สสร. ที่ไม่ได้มีหน้าที่ตรวจ แค่กมธ.ส่งมาให้สปช.โหวตรับหรือไม่รับเท่านั้น ซึ่ง สสร.มีข้อดีแต่ก็มีข้อเสียคือใช้เวลามาก ซึ่งประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 19 ฉบับ แต่มี สสร.เพียง 2 ครั้งเท่านั้น
เมื่อถามว่าคิดว่าหลายๆกลุ่ม หลายๆพวกที่พยายามจะกลับมาจุดเดิม มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำให้กลับมาจุดเดิมได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็ไปถามเขาสิ เขากลัวกฎหมายไหม วันนี้มีกฎหมายขนาดนี้ ถ้าเขาไม่กลัว วันหน้าก็ไม่มีทางเอาอยู่หรอก รัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐานของประเทศที่จะเดินหน้าประเทศต่อไป รัฐธรรมนูญเขียนเพื่อระงับความขัดแย้งได้หรือไม่ วันนี้เขียนยังไม่จบ ก็มีความเห็นตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง ซึ่งจะทำอย่างไรก็ไปหามา ถ้าเขียนแล้วเห็นไม่ตรงกันก็จะเกิดปัญหา พอเกิดปัญหาผมก็ต้องรับผิดชอบอีกใช่หรือไม่ ซึ่งผมต้องรับผิดชอบไม่ให้เกิดความวุ่นวาย แต่ผมไม่ได้วางแผนล่วงหน้าว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ก็พร้อมรับทุกสถานการณ์ อยู่ที่ประชาชนทั้งประเทศไปเลือกกันมาว่าจะเอาอย่างไร”
“อย่าไปคิดเอง กองทัพคือกองทัพ ไม่ต้องไปเขียนว่ามันจะแย่งอำนาจ จะต้องมาอยู่ซัพพอร์ต ผมไม่จำเป็น ผมอยู่ได้ ผมต้องทำความดี ไม่ใช่อยู่ได้เพราะใครมาปกป้องผม ประชาชนต้องปกป้องผม ไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่กองทัพ กองทัพต้องดูแลประชาชน ประชาชนต้องดูแลผม เข้าใจหรือยัง สื่อต้องดูแลผม ถ้าคิดว่าผมทำในสิ่งที่ผิดก็ว่าผมมา ถ้าทำถูกก็ต้องสนับสนุนผม ไม่ใช่ตีอยู่นั้นเหละ อย่างนู้น อย่างนี้ มาด้วยอย่างนู้น แล้วผมทำดีกว่าพวกที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าไม่ดีกว่ามาบอกผมอะไรบ้างที่ไม่ดี ไม่ใช่รวนไปหมดทุกอัน บริหารไม่ได้ เดินหน้าประเทศไม่ได้ เพราะติดอยู่อย่างนี้ในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่อง”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า “ในเรื่องการบริหารงานด้านเศรษฐกิจต้องฟังเขาบ้าง หนังสือพิมพ์ 10 ฉบับไปดู ฉบับไหนบ้างที่เขียนว่าเศรษฐกิจดีขึ้นหรือค่อนข้างเงยหัวขึ้น ต้องดูว่าตกต่ำเพราะอะไร เพราะเขาไม่มีเงินใช้ เนื่องจากเงินหายากใช่หรือไม่ และแต่ก่อนเงินหาง่ายเพราะอะไร เพราะระบบเศรษฐกิจประเทศมันดีหรืออย่างไร มันอยู่ที่บิดเบือนโครงสร้างมาทั้งหมด เงินทองต่างๆที่นำมาใช้ข้างล่างมาจากการถูกฎหมายเท่าไหร่ เข้าใจหรือยัง คนที่อยู่ในวงจรเหล่านี้คือคนจนทั้งสิ้น เขาถึงบ่นว่าไม่มีเงิน รัฐบาลก็ต้องสร้างความเข้มแข็ง ในทุกภาคส่วนสร้างกลไกความต่อเนื่องเชื่อมโยงของคุณค่าทางเศรษฐกิจ ถ้าทำได้สังคมก็อยู่ได้เกษตรกรก็อยู่ได้”
“ผมเคยบอกแล้วว่า ถ้าผมเป็นเศรษฐีเป็นคนรวยแล้วขับรถผ่านบ้านคนจนทุกวัน ผมก็ไม่กล้าผ่าน เพราะอายเขา ซึ่งวันนี้ผมนึกถึงเขาทุกวัน นึกถึงทุกเรื่องก็ยังโดนตำหนินู้นนี่ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องคิดตาม หรือคิดเหมือนผมทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่อยากให้มองถึงจิตเจตนาดีของผมที่ต้องเสี่ยงภัยเข้ามาวันนี้ไม่ได้มีความสุข คิดว่ามีอำนาจหรือ มีอำนาจแล้วอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงอย่างนั้นหรือ ไม่มีใครเขาอยากมีหรอก ไม่มีใครอยากเสี่ยงด้วยซ้ำไป เราเกิดเหตุการณ์แบบนี้มากี่ครั้งแล้ว แล้วทำไมถึงจะทำให้การทำของผมในครั้งนี้เหมือนครั้งเก่าๆ ซึ่งครั้งเก่าๆเขาไม่ได้ทำแบบผมทำ ไม่ได้แก้ไขโครงสร้างทั้งประเทศทั้งหมดอย่างนี้ ผมกำลังเดินอนาคตของประเทศทุกด้าน ไม่ใช่ความมั่นคงอย่างเดียว ไม่ใช่จะไปซื้ออาวุธ แต่ส่งเสริมทุกภาค บางอย่างต้องใช้งบประมาณในการลงทุน เพื่อสร้างมหภาคเศรษฐกิจ ทุกด้านผูกพันเชื่อมโยงกันอยู่ ผมกำลังสร้างนี่คือการปฎิรูปของผม เพื่อให้รัฐบาลหน้ารับต่อ แต่ปัญหาเขาจะรับหรือเปล่าผมไม่รู้ ไม่มีใครยืนยันกับผม เพราะยังไม่เห็นตัวรัฐบาล ซึ่งอยู่ที่ท่านทั้งหมดจะเลือกรัฐบาลจะเลือกใครก็แล้วแต่ ถ้าเลือกดีก็โชคดีไป”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใช้วิธีการปกติไม่ได้ หากปล่อยให้เป็นเหมือนก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 มาถึงวันนี้ก็จะเป็นอย่างนั้น และบานปลายไปยิ่งกว่านี้ จึงต้องใช้วิธีการไม่ปกติในการแก้ปัญหา เมื่อสตาร์ทมาได้แล้วก็ต้องหากลไกที่จะทำให้สิ่งที่เดินมาแล้วไม่เสียของ ทำอย่างไรให้รัฐบาลใหม่ทำต่อ ทำอย่างไรสิ่งที่เราปฏิรูปไว้ในวันนี้จะเชื่อมต่อเข้าใจกันประชาชนยอมรับได้หรือไม่ แต่ไม่มีใครที่จะพอใจเพียงแต่เข้าใจหรือไม่
“ถ้าสอนให้เขาคิดไม่เป็น ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่รู้อนาคตของตัวเองก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ ประเทศไทยก็จะถอยหลังไปเรื่อยๆ และเราก็ต้องเสียศูนย์กลางความเป็นอาเซียนไปเรื่อยๆ วันหน้าไม่มีใครสนใจประเทศไทยอีกแล้ว ถ้าขัดแย้งแบบนี้อีกทีไม่มีใครมาอีก”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่าโดยส่วนตัวนายกฯได้คิดแผนไว้แล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “คิดหมดอยู่แล้ว แต่มันจะได้ตรงความคิดหรือเปล่าไม่รู้ แต่ถ้าบอกความคิดไปแล้ววันหน้าทำไม่ได้ก็จะบอกว่าเสียของ ปัทโธ่ !รู้อยู่ ความคิดคือความคิด ผมมีร้อยอย่างอยู่ในหัว เป็นพันแล้วมั่งไม่งั้นคงไม่พูดถึงวันนี้หรอก ความคิดของผมเดินเป็นเรื่องๆ เดินทีละขั้น ทหารสอนมาอย่างนั้น มีขั้นตอนการวางแผน ถ้ามีปัญหาก็ต้องเตรียมหนทางปฏิบัติเอาไว้ เพื่อแก้ปัญหาให้ได้ ประเทศชาติก็เหมือนกันมีการเตรียมมาตรการลดความเสี่ยงไว้ เช่น เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา ถ้าเกิดสถานการณ์ต่างๆจะทำอย่างไร เขาเคยเตรียมเคยคิดสิ่งเหล่านี้กันไว้หรือไม่”
วิษณุเผยครม.เสนอความเห็นแก้รธน.100ประเด็น
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวผลการประชุมครม.นัดพิเศษ ว่า ที่ประชุมครม.นัดพิเศษ ได้พิจารณาความเห็นและข้อเสนอแนะในการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ส่งเรื่องมายังครม.เพื่อขอความเห็นภายใน 30 วัน ซึ่งครบกำหนดภายในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ครม.ได้หารือกันนานกว่า 3 ชม. ก่อนส่งความเห็นไปยัง กมธ.ยกร่างฯ ก่อน 16.30 น. ของวันเดียวกันนี้
นายวิษณุ กล่าวว่า ที่ประชุมครม.ได้รับฟังข้อเสนอแก้ไข และไม่แก้ไข ไปให้กมธ.ยกร่างฯ เพื่อให้ไปคิดใหม่ทำใหม่ โดยเสนอไปทั้งหมดกว่า 100-120 ประเด็น แต่รวมความแล้ว ประมาณ 100 ประเด็น ไม่ใช่ 100 มาตรา เพราะบางมาตรา ก็มีหลายประเด็น อย่างไรก็ตามใน 100 ประเด็นนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นการขอแก้ไขถ้อยคำ ที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อาทิ กับ แก่ แต่ ต่อ และ หรือ ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง เป็นเรื่องที่กระทบต่อหลักใหญ่ของแต่ละมาตรา ซึ่งครม. พร้อมที่จะไปชี้แจงเป็นรายมาตราต่อไป หากกมธ.ยกร่างฯต้องการให้ไปชี้แจง หรือบางส่วน เป็นการเรียงถ้อยคำเสียใหม่เท่านั้น อีกส่วนหนึ่งเป็นการไปกระทบหลักการ เช่น ให้มีหรือไม่ให้มี สภา สมัชชา บางอย่างซึ่งตนจะลงรายละเอียดให้ทราบในโอกาสหน้า
นายวิษณุ กล่าวว่า ครม.มีความเป็นห่วงอยู่ 3เรื่อง คือ 1. ทำอย่างไรให้สิ่งที่รัฐบาลนี้ ครม.ชุดนี้ ที่ได้ดำเนินการไว้บ้างแล้วถูกนำไปสานต่อได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้บอกแล้วว่าเป็นช่วงต้นน้ำ แล้วจะทำอย่างไรในช่วงกลางทาง ปลายทางหรือปลายน้ำจะสานต่อได้อย่างยั่งยืน และส่งต่อไปได้เป็นทอดๆ ถึงรัฐบาลชุดหน้า 2. ทำอย่างไรที่จะให้ประเทศชาติบ้านเมืองในอนาคตกลับมามีความสงบเรียบร้อย ไม่เกิดความแตกแยก ขัดแย้ง ร้าวฉาน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการได้ผลมาแล้วระดับหนึ่ง หรือพูดง่ายๆ ว่าทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์กลับไปก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และ 3. ทำอย่างไรให้การเมืองในอนาคตดีขึ้น พัฒนาขึ้น ก้าวหน้าขึ้น ให้ความเป็นธรรมได้มากขึ้น เป็นที่พอใจได้มากขึ้น ซึ่งความกังวลเหล่านี้ ควรจะมีคำตอบอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถึงจะตอบได้ไม่ทั้งหมดก็ขอให้ตอบได้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ ถึงจะดี
นายวิษณุ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการพูดกันมากถึงคำว่า “ของ” บางฝ่ายมีทีท่าเหมือน “ลองของ” ฝ่ายรัฐบาลหลายคนกังวลว่า ที่ทำให้จะ “เสียของ” ต่างพูดถึง “ของ” ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งข้อกังวลที่ครม.กลัวจะเสีย คือ 3 ข้อที่ตนกล่าวไปข้างตน เพราะถ้าสิ่งที่ทำกันอยู่ในวันนี้ ละลายสูญหายไปเมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ มีสภา หรือมีรัฐบาลใหม่เข้ามา ก็จะเป็นการ “เสียของ” ประการหนึ่ง หรือ หากเกิดความไม่สงบเรียบร้อย แตกแยก ร้าวฉาน ไม่ปรองดองขึ้นอีก เหตุการณ์หมุนกลับไปเหมือนก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ก็จะเป็นการ “เสียของ” อีกอย่างหนึ่ง และถ้ามีรัฐบาลใหม่ มีสภาใหม่ เลือกตั้งใหม่แล้ว การเมืองไม่ได้ดีขึ้น ยังเปิดโอกาสให้มีการทุจริต มีการใช้นโยบายประชานิยมแบบผิดๆ หรือเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องผิดทำนองคลองธรรม สังคมเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม นั่นก็เป็นการ “เสียของ” อีกข้อหนึ่ง ดังนั้น ข้อเสนอแก้ไขที่ครม.มีส่งไปถึง กมธ.ยกร่างฯนั้น ในที่สุดต้องยึดตามบทบัญญัติ 315 มาตรา ที่มีอยู่ ไม่สามารถเพิ่มเติมหรือแหวกแนวไปมากไม่ได้ หรือสิ่งที่ควรจะเขียนแต่เขาไม่ได้เขียน ก็จะไปเสนอแนะมากไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการไปสร้างมาตราใหม่ขึ้น อีกทั้งหากกมธ.ยกร่างฯขานรับขึ้นมาก็จะกลายเป็นพิมพ์เขียวขึ้นมา ดังนั้นครม.จึงหลีกเลี่ยงที่จะไม่เสนอเพิ่มเติมไปใหม่มากเกินสมควรเท่าที่การเพิ่มไปบ้าง ไม่กี่มาตราก็เป็นเพราะองค์กรอิสระเขาเสนอความเห็นมาว่า ให้เพิ่มเพื่อเขาจะได้ทำงานคล่องตัวดังนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับหลักการในบางเรื่องที่มีอยู่ และเสนอว่าอะไรควรแก้ไม่ควรแก้เท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องใหญ่ที่เสนอแก้ไขคืออะไร นายวิษณุ กล่าวว่า การให้มีหรือไม่ให้มีองค์กรต่างๆ ซึ่งในฉบับยกร่างนั้นกำหนดให้มีองค์กร คณะกรรมการต่างๆ ที่ต้องตั้งขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่ง มีอยู่จำนวนมากเกือบ 30 องค์กร หรือบางชุดก็เป็นคณะกรรมการ ซึ่งครม.ได้ทำความเห็นไปว่า ส่วนหนึ่งเห็นด้วย ส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย แต่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่าควรนำไปเขียนในกฎหมายลูกหรือกฎหมายอื่นได้ อย่ามาเขียนในรัฐธรรมนูญ เพราะหากเขียนในรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญขึ้นมา กลายเป็นภาระงบประมาณและมีกำหนดเวลาให้กระทำ หากไม่กระทำตามเวลาก็ถือว่าผิดดังนั้นจึงควรนำไปเขียนในกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบ
นายวิษณุ กล่าวว่า อีกส่วนหนึ่งคือ เป็นหลักการบางอย่างที่ของเดิมเหมาะสมหรือดีกว่า เช่น หลักการที่ว่าหากครม.ยุบสภา สิ้นสุดการดำรงตำแหน่งแล้วให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทน อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องไปเขียน และอาจมีข้อเสียมากกว่าข้อดี อย่างนี้ก็ได้เสนอไปว่าให้ตัดออก หรือมิฉะนั้นให้ปรับปรุงเสียใหม่ นอกจากนี้ยังมีประเภทที่เกี่ยวพันกับหลักบางหลักที่ปฏิบัติได้ยาก เพราะถ้อยคำยังเคลือบคลุมอยู่ เช่น กำหนดว่านักการเมืองหรือผู้นำภาครัฐ ซึ่งหมายถึงปลัดกระทรวง อธิบดี ข้าราชการ จะต้องไม่ประพฤติผิดในประเพณี ศาสนา หลักธรรม ต้องพูดจาสุภาพ ไม่ทำอะไรที่เคลือบคลุมน่าสงสัย ซึ่งคำเหล่านี้ทั้งหมดแปลว่าอะไรไม่ทราบ และจะทำให้เกิดการฟ้องร้องกันได้ง่าย สุดท้ายกล่าวหากันไว้ก่อน มีการฟ้องร้องกัน เป็นความไม่ชัดเจน ก็ขอให้นำไปเขียนที่อื่น อาทิ ประมวลจริยธรรม ไม่ควรเขียนในรัฐธรรมนูญ
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ครม.ได้มีการเสนอแก้ในส่วนของที่มาของ สส.และ สว. เพราะหากแก้ต้องรื้อหลายมาตราเพราะมันโยงกันหมด ดังนั้นในส่วนนี้ไม่ได้แตะอะไร แต่ทราบว่ามีคนอื่นขอแก้ไขไปแล้ว
เมื่อถามว่ามีข้อเสนออย่างไรเกี่ยวกับผู้ตรวจการแผ่นดินกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายวิษณุ กล่าวว่า ครม.เสนอให้แยกออกจากกัน เมื่อถามว่าได้มีการเสนอหรือไม่ ว่าหากจะมีการขอแก้ไข รธน.อีกจะต้องส่งคำร้องให้ศาลตีความก่อน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มีเรื่องนี้ เพราะจะพะรุงพะรังมากเกินไป
“อะไรที่เราไม่ได้ขอแก้ก็ไม่ใช่ว่า กมธ.จะแก้ไม่ได้ เพราะเขาสามารถแก้เองได้”นายวิษณุ กล่าวว่า
เมื่อถามว่า คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ กมธ ยกร่างฯ จะต้องฟังข้อเสนอของ ครม. นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มีอะไรเป็นหลัก แต่ รธน.ชั่วคราวระบุว่าให้ส่วนต่างๆ มีข้อเสนอมา ส่วนจะทำหรือไม่ก็แล้วแต่ กมธ. ดังนั้นนี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ คสช.ไม่ส่งข้อเสนอเพราะถ้า คสช.ส่งไปแล้ว กมธ.ทำตาม เดี๋ยวจะโดนอ้างว่านี่คือใบสั่ง แต่ถ้าเขาไม่ทำตามก็จะโดนหาว่าลองของกระด้างกระเดื่อง ดังนั้น คสช.อย่าส่งดีกว่า
“ต้องเข้าใจว่า กมธ.อยู่ตรงกลาง การเสนอแก้ไปจากสปช.ส่วนหนึ่งและไปจากคสช.และครม. แต่คสช.ไม่ส่งแล้วก็เหลือแต่ ครม. ดังนั้นต้องเข้าใจว่าไม่ใช่แค่ ครม.องค์กรเดียวที่เสนอไป แต่ยังมี สปช. ที่เขาอาจจะเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องกว่า เพราะเขาเคยปฏิบัติมาก่อนมากกว่า ครม. และอาจจะเสนอเรื่องเดียวกับ ครม. และกมธ.อาจจะทำตาม สมมติครม.เสนอให้เลี้ยวซ้าย สปช.เสนอให้เลี้ยวขวา กมธ.จะเดินตรง แต่ กมธ.ดูไปดูมา ดูแล้วอาจจะเลี้ยวขวาตาม สปช.ดีกว่าก็เป็นไปได้ เขาจะเอาใจทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ และครม.ไม่มีโอกาสเห็นว่า สปช.ข้อเสนอแก้อะไรบ้าง นี่ยังไม่รู้เลยว่าข้อเสนอซ้ำกับ สปช.หรือไม่”นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า กมธ.ยกร่างฯ ต่างจากการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) เพราะในอดีตเมื่อ กมธ.ร่างฯ เสร็จจะต้องส่งให้กับสสร. และต้องตรวจทีละมาตราทำให้เสียเวลา ซึ่งปัจจุบันมี สปช.ซึ่งต่างจาก สสร. ที่ไม่ได้มีหน้าที่ตรวจ แค่กมธ.ส่งมาให้สปช.โหวตรับหรือไม่รับเท่านั้น ซึ่ง สสร.มีข้อดีแต่ก็มีข้อเสียคือใช้เวลามาก ซึ่งประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 19 ฉบับ แต่มี สสร.เพียง 2 ครั้งเท่านั้น
เมื่อถามว่า กมธ.ยังต้องตามใจแป๊ะอีกหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า การตามใจแป๊ะนั้น ช่วยตามใจเพียงว่าแป๊ะให้ไปส่งที่ท่าไหนก็ไปอย่างนั้น แต่ไม่ต้องถึงกับละเอียดมาก
เมื่อถามว่าคำขอแก้ไขร่าง รธน.ชั่วคราวฉบับปี พ.ศ.2557 ครม.ได้ส่งคำขอไปหรือยัง นายวิษณุ กล่าวว่า รอทำเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนจะได้ทำเรื่องอื่นเสียที เพราะบ้านเมืองนี้ร่าง รธน.ทุกวัน ไม่ต้องทำมาหากินเรื่องอื่น ตนทำ 2 เรื่องพร้อมกันไม่ได้ วันนี้หมดเวร หมดกรรมไปแล้ว 1 เรื่อง ส่วนเรื่องการทำประชามติตนก็มีความคิดคร่าวๆ ในใจว่าจะทำอย่างไร แต่บางจุดยังหาคำตอบไม่ได้ เมื่อถามว่า แล้วคิดว่าจะได้ทำประชามติหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าตนตอบเรื่องนี้ ตนจะซวยทันทีเพราะเท่ากับฟันธงว่า รธน.จะไม่ผ่านแน่ เพราะต้องผ่านด่านแรกจาก สปช.ก่อนวันที่ 6 ส.ค. นี้ แต่ถ้าไม่ผ่านก็ไม่ได้ทำประชามติ ถ้าผ่านก็ไปสู่ประชามติ แต่ถ้าวันนี้มาบอกว่าไม่ได้ทำประชามติแน่ก็แสดงว่าจะไม่ผ่านแน่ๆ จะไปพูดแบบนั้นได้อย่างไร
ส่วนมาตรา 181 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเองได้และมาตรา 182 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเสนอกฎหมายต่อสภาเองได้นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ครม.เสนอให้ตัดออก ส่วนกลุ่มสมัชชาต่างๆ และสภาขับเคลื่อน ครม.ได้เสนอให้ทบทวน รวมทั้งการเลือกตั้งแบบโอเพนลิสต์ด้วย และหมวดปฏิรูปเนื่องจากมีรยละเอียดมากและปฏิบัติได้ยาก ขณะที่ในส่วนนายกรัฐมนตรีคนนอก ครม.ไม่ได้มีการเสนอความเห็นใดๆ
“ในการพิจารณาภาพรวมของร่าง รธน.ครม มีความเห็นว่า ภาพรวมมีส่วนดีอยู่มาก สามารถแก้ไขปัญหาบางเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตมาก มีการวางสิทธิ เสรีภาพของประชาชนได้กว้างขวาง แต่เรื่องความสมบูรณควรแก้ไข ตัดทอนหรือบางส่วนสามารถตัดและนำไปใส่ที่อื่นได้ บางเรื่องก็ควรเสนอไว้ในมาตราอื่น” นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่าคำขอแก้ไขร่าง รธน.ชั่วคราวฉบับปี พ.ศ.2557 ครม.ได้ส่งคำขอไปหรือยัง นายวิษณุ กล่าวว่า รอทำเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนจะได้ทำเรื่องอื่นเสียที เพราะบ้านเมืองนี้ร่าง รธน.ทุกวัน ไม่ต้องทำมาหากินเรื่องอื่น ตนทำ 2 เรื่องพร้อมกันไม่ได้ วันนี้หมดเวร หมดกรรมไปแล้ว 1 เรื่อง ส่วนเรื่องการทำประชามติตนก็มีความคิดคร่าวๆ ในใจว่าจะทำอย่างไร แต่บางจุดยังหาคำตอบไม่ได้ เมื่อถามว่า แล้วคิดว่าจะได้ทำประชามติหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าตนตอบเรื่องนี้ ตนจะซวยทันทีเพราะเท่ากับฟันธงว่า รธน.จะไม่ผ่านแน่ เพราะต้องผ่านด่านแรกจาก สปช.ก่อนวันที่ 6 ส.ค. นี้ แต่ถ้าไม่ผ่านก็ไม่ได้ทำประชามติ ถ้าผ่านก็ไปสู่ประชามติ แต่ถ้าวันนี้มาบอกว่าไม่ได้ทำประชามติแน่ก็แสดงว่าจะไม่ผ่านแน่ๆ จะไปพูดแบบนั้นได้อย่างไร
ส่วนมาตรา 181 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเองได้และมาตรา 182 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเสนอกฎหมายต่อสภาเองได้นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ครม.เสนอให้ตัดออก ส่วนกลุ่มสมัชชาต่างๆ และสภาขับเคลื่อน ครม.ได้เสนอให้ทบทวน รวมทั้งการเลือกตั้งแบบโอเพนลิสต์ด้วย และหมวดปฏิรูปเนื่องจากมีรยละเอียดมากและปฏิบัติได้ยาก ขณะที่ในส่วนนายกรัฐมนตรีคนนอก ครม.ไม่ได้มีการเสนอความเห็นใดๆ
“ในการพิจารณาภาพรวมของร่าง รธน.ครม มีความเห็นว่า ภาพรวมมีส่วนดีอยู่มาก สามารถแก้ไขปัญหาบางเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตมาก มีการวางสิทธิ เสรีภาพของประชาชนได้กว้างขวาง แต่เรื่องความสมบูรณควรแก้ไข ตัดทอนหรือบางส่วนสามารถตัดและนำไปใส่ที่อื่นได้ บางเรื่องก็ควรเสนอไว้ในมาตราอื่น” นายวิษณุ กล่าว



