ข่าว

‘รองผบ.ตร.’ถกคดีโรฮิงญาเร่งรัดสำนวนให้เสร็จมิ.ย.

‘รองผบ.ตร.’ถกคดีโรฮิงญาเร่งรัดสำนวนให้เสร็จมิ.ย.

25 พ.ค. 2558

‘รอง ผบ.ตร.’ ประชุมคดีโรฮิงญา ตั้งข้อหาเพิ่มคดีค้ามนุษย์โรฮิงญาเป็นอาชญากรข้ามชาติ เร่งรัดสำนวนให้เสร็จเดือนมิ.ย. เตรียมประสานมาเลย์ขอข้อมูลเจอหลุมฝังศพ

 
          ความคืบหน้าการสืบสวนสอบคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ล่าสุดวันนี้ (25 พ.ค.58) ที่ศูนย์ปฎิบัติการตำนวจภูธรภาค9ส่วนหน้า สภ.หาดใหญ่ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีค้ามุษย์ ร่วมประชุมชุดสืบสวนคดีค้ามนุษย์ ก่อนแถลงความคืบหน้าคดี โดยระบุว่า หลังจากที่ทางอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งให้พนักงานอัยการมาร่วมทำการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนของฝ่ายตำรวจ ขณะนี้ได้วางกรอบเพื่อเชื่อมโยงพยานหลักฐานต่างๆไล่ตั้งแต่ปาดังเบซาร์ สตูล และระนอง และล่าสุดอัยการพบหลักฐานว่าการค้ามนุษย์ครั้งนี้เป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งต้องตั้งข้อหาอาชญากรข้ามชาติกับผู้ต้องหาในคดีนี้ด้วย
 
          ดังนั้นขณะนี้จึงมีการระดมพนักงานสอบสวนจากตำรวจภูธรภาค 8 และภาค 9 จำนวน 80 นายเข้าร่วมสืบสวน และวางแนวทางเร่งรัดการทำงานซึ่งต้องแข่งกับเวลา เนื่องจากต้องเร่งรัดสำนวนการสอบสวนให้เสร็จอย่างช้าภายในเดือนมิถุนายนนี้
 
          สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 46 คนที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้แล้วขณะนี้ได้ทำการสอบสวนเสร็จแล้วและพนักงานสอบสวนเตรียมตั้งข้อหาอาชญากากรข้ามชาติ เพิ่มเติมอีก 1 ข้อหา เนื่องจากมูลความผิดเชื่อมโยงระหว่างประเทศ นอกเหนือจาก 3 ข้อหาที่ได้แจ้งไปก่อนหน้านี้ คือ สมคบและร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำการอันเป็นการค้ามนุษย์, ร่วมกันช่วยเหลือด้วยประการใดๆ แก่บุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นโดยทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและร่วมกันเรียกค่าไถ่ ส่วนผลการสอบสวนนั้นมีหลายคนที่ยอมรับสารภาพแต่ผู้ต้องหาคนสำคัญยังให้การปฏิเสธ
 
          ด้านความคืบหน้าการติดตามจับกุมผู้ต้องหานั้นล่าสุดยังไม่มีการออกหมายจับหรือจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติม ขณะนี้หมายจับยังอยู่ที่ 77 หมาย ควบคุมตัวได้แล้ว 46 คน และยังหลบหนีอีก 31 คน
 
 
‘รอง ผบ.ตร.’ ประสานมาเลเซียขอข้อมูลเจอหลุมฝังศพ
 
 
          เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 ที่ห้องประชุมจักรทิพย์ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 9 ส่วนหน้า (ศปก.ภ.9 สน.) สภ.หาดใหญ่ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.มนตรี โปตระนันท์น ผบช.ภ.9,พล.ต.ต.พุทธิชาต เอกฉันท์ รอง ผบช.ภ.9/ผบ.ศปก.ภ.9 สน., พล.ต.ต.วีระสิทธิ์ เพรชคล้าย รองผบช.ภ.9, พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รองผบช.ภ.8, พล.ต.ต.อำพล บัวรับพร ผบก.ภ.จว.สงขลา แถลงข่าวความคืบหน้าคดีค้ามนุษย์ “โรฮิงญา”
 
          พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า การพบหลุมฝังศพต่างในประเทศมาเลเซียใกล้ชายแดนไทยนั้น เป็นการรับทราบจากการรายงานข่าวของประเทศมาเลเซีย ว่ามีการพบในพื้นที่เขาเอง ซึ่งวันนี้ที่ ศปก.ภ.9 สน. เราก็มีสันติบาลมาเซีย ที่มีการติดต่อประสานงานกัน เราก็คงก็ขอทราบข้อมูลทางมาเลเซีย เพื่อเป็นประโยชน์ในการรวบรวมข้อเท็จจริง เพื่อนำมาพิจารณาว่าจะนำมาสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนในการดำเนินคดีของเราได้อย่างไรบ้าง
 
          “ข้อมูลตอนนี้ เราได้รับทราบจากรายงานข่าว ไม่ได้รับทราบจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ของมาเลเซีย เรายังไม่ได้รับรายงานโดยตรงจากทางการมาเลเซีย ซึ่งที่ผ่านมาทางปฏัติบัติ พล.ต.ต.พุทธิชาต ก็มีการติดต่อประสานกันอยู่ในระดับพื้นที่ที่เป็นระดับปฏิบัติ ก็คงจะมีการประสานกันเพื่อจะเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในรายงานข่าวมาวิเคราะห์ว่า สมควรที่จะตรวจสอบ สมควรที่จะรวบรวมไว้ในการสืบสวนสอบสวนในการดำเนินคดี หรือในเรื่องของการสืบสวนสอบสวนเพื่อเป็นประโยชน์ในเชิงป้องกันในการดำเนินการของทั้งสองประเทศอย่างไรบ้าง”
 
          พล.ต.อ.เอก กล่าวและว่า ในวันนี้จะมีการประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ทั้งหมด ก็คงจะเป็นรายงานข้อมูลล่าสุดในเรื่องของสถานการณ์การสอบสวน เนื่องจากว่า ทางอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้ผมเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ และมอบหมายให้รองอธิบดีอัยการ กรมสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด และอัยการจากส่วนกลางอีก 3 ท่าน และอัยการจังหวัดประจำสนักงานในพื้นที่ๆเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ตั้งแต่จังหวัดระนอง นครศรีธรรมราช สตูล จนถึงจังหวัดสงขลา
 
          “อยากจะเรียนให้เห็นภาพรวม ซึ่งคดีที่เกิดขึ้น เป็นคดีที่คาบเกี่ยวที่เกิดขึ้นทั้งนอกราชอาณาจักร และเป็นคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 และตำรวจภูธรภาค 9 ในส่วนของตำรวจภูธรภาค 8 ท่านผู้บัญชาการพล.ต.ท.เดชา บุตรน้ำเพ็ชร จะคอยควบคุมกำกับดูแลสนับสนุนการดำเนินการของพนักงานสืบสวนสอบสวนในชุดนี้ และได้มอบหมาย พล.ต.ต.สมชาย รองผชภ.8 มาเป็นหัวหน้าคณะในส่วนของการสอบสวน”
 
          โดยได้มีการแต่งตั้งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระนอง พังงา นครศรีธรรมราช มาร่วมเป็นพนักงานสอบสวน เนื่องจากเรามีความจำเป็นที่จะต้องไปสอบสวนพยานกับบุคลที่เกี่ยวข้องควบคู่กับอัยการ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยการสอบสวนทั้งหมดจะต้องร่วมสอบสวนระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ
 
          สำหรับการสืบสวนต้องเรียนว่าจริงๆแล้วตำรวจภูธรภาค 8 โดยเฉพาะศูนย์สืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 ได้มีการสืบสวนรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของที่จังหวัดระนอง ซึ่งจะต้องนำการสืบสวนทั้งหมดเข้ามาร่วมในสำนวนสอบสวนในคดีนี้ด้วย จากเดิมที่ทำแยกไว้ต่างหาก แต่พอคดีไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่หัวไทร การสอบสวนมีความชัดเจนว่ามีความเกี่ยวเนื่องต่อเนื่องกัน เพราะฉะนั้นทางสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 ก็จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในคณะทำงานพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ซึ่งผมได้ทำเรื่องขออนุมัติเพิ่มเติม
 
          ในส่วนของตำรวจภูธรภาค 9 โดยพล.ต.ท.มนตรี โปตระนันท์น ก็จะมีทั้งฝ่ายสอบสวน ซึ่งมีพล.ต.ต.วีระสิทธิ์ เพชรคล้าย เป็นหัวหน้าผู้ประสานงานพนักงานสอบสวนทั้งหมด โดยพนักงานสอบสวนใช้พนักงานสอบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.ต.อำพล บัวรับพร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ซึ่งทั้งหมดคือพนักงานสอบสวนที่เป็นหลักของคดี ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็ทำงานกันอย่างหนัก และตอนนี้ก็คงต้องมีการสนับสนุนจากทุกส่วน จึงมีการขอแต่งตั้งเพิ่มเติม
 
          ส่วนทางฝ่ายสืบสวนมอบหมายให้ พล.ต.ต.พุทธิชาต เอกฉันท์ และผู้บังคับการศูนย์สืบสวนตำรวจภูธรภาค 9 ซึ่งการดำเนินการสืบสวนทั้งตำรวจภูธรภาค 8 และภาค 9 เราคงจะเน้นหนักให้ความสำคัญ คือ การติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่ โดยล่าสุดมีรายงานข่าวว่าได้หลบไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา) ซึ่งอยู่ในกระบวนการที่ต้องติดตามผู้ต้องหารายนี้ ซึ่งเป็นผู้ต้องหารายสำคัญ ส่วนผู้ต้องหาคนอื่นๆที่ยังหลบหนี ยังไม่ได้มีข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีใครอีกบ้างที่ได้หลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านเหมือนกับผู้ต้องหาที่จ.ระนอง เราจะเร่งรัดการติดตามส่วนนี้
 
          “ตอนนี้ยังเป็นการรายงานข่าวเบื้องต้นเท่านั้น ต้องพิสูจน์ทราบว่า เป็นจริงตามที่ได้รับรายงานมาหรือไม่ เมื่อพบว่าเป็นจริงแล้วก็จะมีกระบวนการขั้นตอนในการติดต่อประสานงานในการดำเนินการ ขอยืนยันว่าผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ เราจะเร่งรัดในการติดตามสิบสวนติดตามจับกุม ถ้าหลบหนีไปต่างประเทศเราก็มีกระขบวนการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน เรามั่นใจว่าประเทศเพื่อนบ้านที่ผู้ต้องหาหลบหนี้เข้าไปยินดีสนับสนุนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่”
 
          แต่ส่วนที่สองที่เราต้องเร่งรัดซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ก็คือ การที่จะต้องให้ฝ่ายสืบสวนมาสนับสนุนการปฏิบัติของฝ่ายสอบสวนในการที่จะสืบหาพยานหลักฐาน ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ ในเรื่องสำนวนการสอบสวนในคดีนี้ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นกรอบการทำงานนับจากนี้ไป ที่จะต้องมีการประชุมร่วมกันงานแผนในการปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายที่จะสรุปสำนวนสอบสวนให้ได้ภายในเดือนมิ.ย.ตามกำหนดระยะเวลาที่เราได้ฝากขังผู้ต้องหาคนแรกที่เราไปขอศาลฝากขัง ก็จะพยายามทำงานควบคู่กับพนักงานอัยการ และเร่งรัดการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อดำเนินการฟ้องผู้ต้องหาผู้กระทำความผิดทั้งหมดให้ได้โดยเร็วที่สุด
 
          พล.ต.อ.เอก กล่าวถึง การดำเนินคดี หลังจากที่เป็นคดีอาชญกรรมข้ามชาติ ว่า การดำเนินการก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามอัยการสูงสุดได้มอบหมาย คำว่า อาชญกรรมข้ามชาติ เป็นข้อกล่าวหาซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งเราก็รวบอยู่ในการสอบสวนชุดนี้ แล้วก็พนักงานสอบสวนก็ดี พนักงานสืบสวนที่ได้ขอแต่งตั้งทั้งที่มีอยู่แล้ว ก็ยืนยันว่ามีความรู้ความสามารถ มีประสิทธิภาพที่เพียงพอที่จะดำเนินการในเรื่องการสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ต่อไป
 
          พล.ต.ต.ปวีณ กล่าวว่า ความคืบหน้าในการสอบสวน เนื่องจากว่าทางพนักงานสอบสวน ได้ทำหนังสือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณารูปคดีว่า คดีนี้เป็นคดีอาชญกรรมข้ามชาติ ล่าสุดทางอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้วว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่มีการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตราที่ 20 และเป็นอาชญกรรมข้ามชาติ
 
          ดังนั้นจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานอัยการเข้าร่วมทำการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ โดยมอบหมายทางพล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ และเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางคณะพนักงานสอบสวนได้ประชุมร่วมกับคณะพนักงานอัยการ โดยเรือโทสมนึก เสียงก้อง รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนกับอัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ร่วมประชุมกับพนักงานสอบสวน โดยในคำสั่งดังกล่าวได้มีการแต่งตั้งพนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
 
          พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี พนักงานอัยการสำนักงานอัยการจังหวัดสตูล พนักงานอัยการสำนักงานอัยการจังหวัดระนอง พนักงานอัยการสำนักงานอัยการจังหวัดพังงา พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง ร่วมทำการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนทั้งหมด ในขณะเดียวกัน ทางสำนักงานอัยการสูงสุดได้แต่งตั้งอัยการจังหวัดต่างๆเข้าร่วมทำการสอบสวนสวน ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)
 
          จึงได้มีการแต่งตั้งพนักงานสอบสวนในคดีเพิ่มเติม โดยนำพนักงานสอบสวนในจังหวัดระนอง โดยผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระนอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพังงา มาเป็นพนักงานสอบสวนในคดีนี้ด้วย นำโดยพล.ต.ต.สมชาย นิตยบวรกุล รองผบช.ภ.8 เป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน และมีผู้บังคับการฝ่ายสืบสวนของทั้งตำรวจภูธรภาค8 และตำรวจภูธรภาค 9 และกองบังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 6 รวมทั้งสันติบาล
 
          มาร่วมทำการสอบสวน ซึ่งในขณะนี้มีพนักงานสอบสวนในคำสั่งรวมทั้งสิ้น 80 กว่านาย ซึ่งในวันนี้จะมีการประชุมเพื่อมบหมายภาระกิจการสอบสวนคดีนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยคาดว่าในเดือนมิ.ย.จะต้องทำการสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยการทำงานร่วมกันระหว่างพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวน ส่วนการดำเนินการที่จะออกหมายจับเพิ่มเติมใดๆหรือไม่นั้น ในวันนี้ฝ่ายต่างๆที่เรียกเข้ามาประชุม ถ้ามีการนำพยานหลักฐานที่ตนเองได้รับมาเข้าสู่สำนวนการสอบสวนเราคาดว่าจะมีการจับกมผู้ต้องหาเพิ่มเติม
 
          พล.ต.ต.พุทธิชาติ กล่าวว่า ความคืบหน้าติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา ยังเลขยังเท่าเดิมกับเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา คือ การออกหมายจับผู้ต้องยังอยู่ที่ 77 หมาย มีกหารจับกุมตัวแล้วจำนวน 46 ราย ส่วนการยึดอายัดทรัพย์สินจำนวนทั้งสิ้น 84.5 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินของเครือข่ายจังหวัดระนองและจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 63.5 ล้านบาท และเป็นของเครือข่ายจังหวัดสตูล 21 ล้านบาท
 
          “ส่วนการยึดอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลาทำไมยังไม่มีการยึดอายัดนั้น ก็เรียนตรงๆคัรบว่าพรุ่งนี้ (26 พ.ค.) จะเริ่มดำเนินการ ก็คิดว่าจะเข้าคณะกรรมการธุรกรรมภายในสิ้นเดือนพ.ค.หรือต้นเดือนมิ.ย. ในส่วนของศปก.ภ.9 สน.ได้ประสานและขอความอนุเคราะห์จากปปง.ต่อเนื่อง ไม่มีเงื่อนไขอื่นใด”
 
          ส่วนมาตรการปิดปลายทางสำหรับหยุดการค้ามนุษย์ที่ดำเนินการมาจนถึงวันนี้รวม 16 วัน ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ 837 นาย สถานที่ๆเข้าไปดำเนินการ 152 ครั้ง 52 สถานที่ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ ผู้นำศาสนา เป็นผู้ชุมชนกลับเข้ามาเป็นพวกของเจ้าหน้าที่ เป็นมวลชนที่จะคอยแก้ไขปัญหาการลักลอบค้ามนุษย์มีจำนวนทั้งสิ้น 6,848 คน ซึ่งมวลชนเหล่านี้จะทำหน้าที่คอยแจ้งข่าว