
ล่าตัวคนอยู่เบื้องหลังหลุมศพรัฐปะลิสมาเลย์
นายกฯมาเลเซียประกาศล่าตัวผู้อยู่เบื้องหลังหลุมศพหลายหลุมที่พบในรัฐปะลิสและเชื่อเกี่ยวโยงกับกระบวนการค้ามนุษย์
25พ.ค.2558 นายกรัฐมนตรีนาจิบ อับดุล ราซัค ของมาเลเซีย โพสต์ในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์แสดงความกังวลอย่างมากต่อข่าวการตรวจพบหลุมศพขนาดใหญ่บนแผ่นดินมาเลเซีย ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนผู้อพยพและรัฐบาลจะตามล่าตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ได้
คำประกาศของผู้นำมาเลเซียมีขึ้นหลังจากนายอาห์หมัด ซาฮิด ฮามิดี รัฐมนตรีมหาดไทยมาเลเซียเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ตำรวจพบหลุมศพขนาดใหญ่หลายหลุมในเมืองปาดังเบซาร์ รัฐปะลิส ใกล้กับชายแดนไทยหลุมศพถูกพบใกล้กับเต้นท์ 17 หลังที่เชื่อว่าใช้เป็นแคมป์ที่พักของผู้อพยพ เขาเชื่อว่าเต้นท์เหล่านี้ถูกตั้งมานานอย่างน้อย 5 ปีแล้ว และคาดว่าเพิ่งถูกทิ้งร้างหลังจากทางการเข้าตรวจค้นพื้นที่บริเวณนี้ หลุมศพเหล่านี้เป็นที่ฝังศพผู้อพยพที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการค้ามนุษย์ หลุมหนึ่งอาจมีศพราว 3-4 ศพ และตำรวจกำลังตรวจสอบและค้นหาทั่วบริเวณ และคาดว่าด้วยความช่วยเหลือจากทางไทย จะพบหลุมและศพเพิ่มเติมอีก
เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ระบุจำนวนศพที่พบ หรือ ตำแหน่งที่ชัดเจนของหลุมศพ และคาลิด อาบู บาการ์ อธิบดีกรมตำรวจจะแถลงข่าวในเวลา 11.00 น.ซึ่งตรงกับเวลาไทย ขณะที่สื่อมาเลเซียหลายแห่งรายงานอ้างแหล่งข่าวว่าอาจมีศพถึงกว่า 100 ศพ
ก่อนหน้านี้ทางการไทยก็พบหลุมศพจำนวนหนึ่งบนยอดเขาแก้ว จังหวัดสงขลา โดยพบศพที่เชื่อว่าเป็นผู้อพยพชาวบังกลาเทศและโรฮิงญา และสงขลาอยู่ใกล้กับรัฐปะลิสของมาเลเซีย และการพบหลุมศพในไทยส่งผลให้มีการขยายการกวาดล้างเครือข่ายค้ามนุษย์อย่างหนัก ส่งผลให้แก๊งค้ามนุษย์ปล่อยทิ้งให้เรือผู้อพยพลอยคว้างอยู่กลางทะเล และขณะนี้ทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเร่งค้นหากู้ภัยเพื่อช่วยเหลือผู้อพยพในทะเลขณะเดียวกันอินโดนีเซียเตรียมส่งกลับผู้อพยพทางเรือชาวบังกลาเทศ 720 คนกลับประเทศ หลังพวกเขาได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่งหรือถูกน้ำซัดเข้าหาฝั่งในช่วงเดือนนี้ แต่จะยังให้ที่พักพิงแก่ชาวมุสลิมโรฮิงญา 1,062 คนที่ได้รับการช่วยเหลือในเดือนนี้ต่อไปเป็นการชั่วคราว
ด้านนายกรัฐมนตรีฮาสินา ของบังกลาเทศ ตำหนิผู้อพยพที่หนีความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ล่องเรือเสี่ยงตายไปประเทศอื่น โดยบอกว่า พวกเขามีปัญหาทางความคิด และทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมกับยืนยันว่าในประเทศมีงานให้ทำมากมายและจะมีชีวิตที่ดีกว่า พร้อมกับกำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งยับยั้งการไหลออกของผู้อพยพและปราบปรามแก๊งค้ามนุษย์
มาเลเซียพบหลุมศพผู้อพยพ139หลุม-28ค่าย
ทั้งนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย คาหลิด อาบู บาคาร์ แถลงรายละเอียดคืบหน้าในวันนี้( 25 พ.ค.) หลังทางการเผยในวันก่อนหน้าเป็นครั้งแรก เรื่องพบหลุมศพต้องสงสัยฝังร่างผู้อพยพที่เชื่อว่าเป็นชาวโรฮิงญากับบังกลาเทศ ใกล้ชายแดนไทยว่า จากการขุดหาระหว่าง 11 พฤษภาคม-23 พฤษภาคม พบหลุมต้องสงสัยทั้งหมด 139 หลุม กับค่ายของขบวนการค้ามนุษย์ต้องสงสัยรวมทั้งสิ้น 28 แห่ง อยู่เข้ามาจากทางแดนทางเหนือราว 500 เมตร และจุดฝังศพแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากหลุมศพหมู่ที่พบในฝั่งไทยก่อนหน้านี้เพียง 100 เมตร
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซียกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่แน่ใจว่า แต่ละหลุม มีศพจำนวนเท่าใด ส่วนค่ายขนาดใหญ่สุดน่าจะจุคนได้ราว 300 คน และมีหนึ่งค่าย จุคนได้ 100 คน ที่เหลืออาจใช้เป็นที่อยู่ของคนได้ราว 20 คน เมื่อรวมกันทั้ง 28 ค่ายก็บ่งว่าน่าจะเคยใช้กักคนไว้หลายร้อย ระหว่างนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงขุดหาและชันสูตรศพ โดยมีอย่างน้อย 1 ศพที่อยู่ในสภาพเน่าเปื่อยมาก
เบื้องต้น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย กล่าวเพียงว่า ค่ายและหลุมศพอยู่ในพื้นที่ป่าเขาที่ยากแก่การเข้าถึง แต่ปฏิเสธตอบคำถามอื่นๆเกี่ยวกับการมีอยู่ของระบบค่ายเหล่านี้โดยที่ทางการไม่รับรู้ และมีเจ้าหน้าที่ทุจริตเกี่่ยวข้องด้วยหรือไม่
รัฐมนตรีมหาดไทยมาเลเซีย อาห์หมัด ซาฮิด ฮามิดี รัฐมนตรีมหาดไทย ยืนยันเมื่อวานนี้ว่า หน่วยปฏิบัติการพิเศษพบศพในหลุมศพหมู่ 2-3 แห่ง ใกล้เมืองเปดัง เบซาร์ ห่างราว 420 กิโลเมตรจากทางเหนือของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ใกล้กับค่ายกักกันของกลุ่มค้ามนุษย์ที่ถูกทิ้งร้างไว้ 17 แห่ง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเชื่อว่าค่ายเหล่านี้มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 5 ปี
พบเด็กโรฮิงญาเดินทางตามลำพังมากับเรือที่แออัดด้วย
องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ IOM เปิดเผยว่า มีผู้อพยพชาวโรฮิงญาและบังคลาเทศ เกือบ 3,700 คนแล้ว ที่เข้าไปพังพิงใน 5 ประเทศในเอเชีย โดยในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เดินทางไปขึ้นฝั่งที่อินโดนีเซียและพบว่า มีเด็กเกือบ 170 คน ที่เดินทางเพียงลำพัง และกำลังรอคอยสถานการณ์ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาต่อไป ในจำนวนนี้ มีเด็ก 2 คน เป็นพี่ชายวัย 10 ขวบ และน้องสาววัย 8 ขวบ ที่ต้องรอนแรมไปในเรือร่วมกับคนแปลกหน้าอีกหลายร้อยคน ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมโรฮิงญาที่หลบหนีมาจากรัฐยะไข่ และในระยะเวลา
เกือบ 3 เดือน ที่อยู่ในเรือ สองพี่น้องก็ต้องดูแลกันเอง พวกเขาบอกว่า ลูกเรือชาวไทยได้ถือปืนและขู่โยนทุกคนที่สร้างปัญหาาลงจากเรือ ซึ่งในที่สุด เรือของพวกเขาก็เป็นเรือลำแรกที่ได้เทียบท่าและขึ้นฝั่งที่อินโดนีเซีย เป็นลำแรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ตามด้วยเรือประมงต่อด้วยไม้ ที่เต็มไปด้วยผู้อพยพที่หิวโหยและขาดน้ำ
ผู้อพยพเหล่านี้ ถูกกัปตันทิ้งให้ลอยลำอยู่ในทะเล หลังมีการกวาดล้างเครือข่ายค้ามนุษย์ในภูมิภาค ส่วนชาวมุสลิมโรฮิงญาที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในชนกลุ่มน้อยที่ถูกกดขี่ห่มเหงมากที่สุดในโลก ได้หลบหนีความรุนแรง
ในรัฐยะไข่ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม มานานหลายทศวรรษแล้ว แต่ในช่วงที่เมียนมาร์พ้นจากอำนาจเผด็จการไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย เมื่อปี 2554 ได้ทำให้จำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากเสรีภาพในการแสดงออกที่ถูกปิดกั้นมานาน ถูกยกเลิกพร้อมกับเผยให้เห็นรากลึกของความเกลียดชังที่มีต่อชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม และนำไปสู่ความรุนแรง ที่ทำให้หลายร้อยคนถูกสังหาร อีกหลายพันคนต้องไปอยู่ตามค่ายพักพิง ที่พวกเขาไม่สามารถทำงาน หรือไม่ได้รับการดูแลด้านสุขภาพ
พวกที่เป็นนายหน้าพาผู้อพยพลงเรือ เป็นชาวโรฮิงญาด้วยกัน โดยเรียกค่าหัวคนละ 100 ดอลล่าร์ พวกเขาตระเวณไปตามหมู่บ้านและค่ายผู้อพยพและชักจูงด้วยข้อเสนอให้ไปทำงานในต่างประเทศ และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย คือ เยาวชน ที่เบื่อหน่ายสภาพความเป็นอยู่, สิ้นหวังและไร้เดียงสา และเมื่อไปอยู่ในเรือ พวกเขาจะเปราะบางที่สุด และที่ค่ายพักพิงชั่วคราวในอินโดนีเซีย พบว่า ผู้อพยพที่รับไว้เกือบ 1 ใน 3 เป็นเด็กที่มีสภาพอ่อนเพลีย เพราะขาดอาหารและน้ำ เด็กสองคนพี่น้องที่มากับเรือบอกว่า สูญเสียแม่จากเหตุรุนแรงระหว่างศาสนาในรัฐยะไข่ และพ่อที่อยู่มาเลเซียได้จ่ายเงินให้นายหน้าพาพวกเขาไปพบที่มาเลเซีย แต่พวกเขาถูกบังคับให้นั่งอยู่ในเรือตลอดทั้งวันทั้งคืน เวลานอนก็ให้เอนตัวพิงอกคนข้างหลังต่อๆ กันไป เหมือนกับโดมิโน เมื่อขยับตัวหรือพยายามจะลุกขึ้นยืนเพื่อยืดเส้นยืดสายก็จะถูกตี
ผู้รอดชีวิตบางคน บอกว่า เห็นคนตกจากเรือและจมน้ำตาย สภาพบนเรือก็ย่ำแย่ กลิ่นเหงื่อและกลิ่นอาเจียนชวนให้คลื่นเหียน ได้กินข้าวเพียงไม่กี่ช้อน 2 มื้อต่อวัน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ที่เป็นไข้, ท้องเสียและขาดน้ำไม่ได้รับยา และคืนหนึ่ง มีเรือเล็กมาเทียบ ก่อนที่กัปตันกับลูกเรือจะหนีไป ทั้งยังเอาปืนขู่ด้วยว่า คนที่พยายามจะตามพวกเขาไปจะถูกฆ่า
เด็กที่ค่ายอพยพเล่าว่า พวกนายหน้าที่ไปหาพวกเขาที่รัฐยะไข่ บอกว่า ถ้าไม่บอกพ่อแม่จะได้เงินก้อนโตจากการไปทำงานในประเทศไทยและมาเลเซีย จะได้มีเงินส่งกลับไปเลี้่ยงครอบครัวที่ยากจน แต่มีบางคน ที่พ่อแม่ยอมให้พวกเขาไปกับนายหน้าเพื่อแลกเงิน และบางคน บอกว่า ถูกลักพาตัวมา เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ของอินโดนีเซีย ได้ให้การรักษาขั้นพื้นฐานแก่ผู้อพยพและพบว่า มีเด็กวัย 3 ขวบ เสียชีวิตเพราะโรคบาดทะยัก และอีกหลายคนป่วยด้วยอาการแตกต่างกันไป
.............................
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก AFP)



