
ธูปหอมนพมาศในมือรุ่นที่4แตกไลน์-จับเทรนด์ใหม่ต่อยอดธุรกิจ
ธูปหอมนพมาศในมือรุ่นที่4 แตกไลน์-จับเทรนด์ใหม่ต่อยอดธุรกิจ : คมคิดอนัญชนา สาระคู
“ในยุคผมจะมุ่งการพัฒนาเพิ่มมาตรฐานคุณภาพสินค้า แตกไลน์ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมไทย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของเราผ่านตลาดอี-คอมเมิร์ซให้มากขึ้น นี่คือ 3 แนวทางที่อย่างน้อยในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะยึดถือในจุดนี้” ธนพล ภู่พันธุ์ศรี ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธูปหอมนพมาศ กล่าวถึงเป้าหมายการบริหารกิจการครอบครัวที่รับไม้ต่อจากคุณแม่ ซึ่งเป็นรุ่นหรือเจเนอเรชั่นที่ 4 ของธุรกิจครอบครัวที่สืบทอดมานานกว่า 50 ปี
หจก.ธูปหอมนพมาศ คือผู้ผลิตและจำหน่าย ธูปไหว้พระ ธูปอโรมา น้ำอบ น้ำปรุง ดินสอพองและแป้งหินร่ำ จำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วน 70% และ 30% ตามลำดับ ผ่านช่องทางหลากหลายไม่ว่าจะเป็นโมเดิร์นเทรด ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ รวมไปถึงตลาดอี-คอมเมิร์ซ และช่องทางการสั่งซื้อผ่านโซเชียล มีเดีย อย่าง “ไลน์ แอพพลิเคชั่น”
เขายังบอกด้วยว่า ในเรื่อง “ธูป” ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่รู้ถึงความแตกต่างนัก จะมองว่าก็เป็นแค่ธูปเหมือนๆ กัน แต่สิ่งที่อยากจะทำควบคู่ไปก็คือการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคว่า ธูป มีหลากหลายแบบ และต้องเลือกที่มีคุณภาพ เพราะจะเป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้ใช้เองด้วย ในจุดนี้เราจะเน้นประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น ซึ่งก็เริ่มแล้วด้วยการให้ข้อมูลผ่านแพ็กเกจสินค้าของเรา
ธนพล หรือ ท็อป เล่าถึงความเป็นมาของการเริ่มต้นธุรกิจครอบครัว จนมาสู่แบรนด์ “ธูปหอมนพมาศ” ว่าเริ่มจากคุณทวด “นางภักดี บุนนาค” ได้รับความรู้ในเรื่องการทำแป้งร่ำ ดินสอพอง น้ำอบ และการทำธูปควั่น จากในรั้วในวังสมัยยังเป็นเด็ก จากนั้นในราวปี พ.ศ. 2493 จึงได้เริ่มผลิตธูปเองเพื่อใช้ในครัวเรือนและแบ่งปันเพื่อนฝูงจนเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และด้วยความต้องการที่มีมากขึ้นเพราะความแตกต่างในเรื่องคุณภาพและกลิ่น ซึ่งต่างจากที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป คุณทวดจึงคิดผลิตธูปเพื่อจำหน่ายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
สมัยนั้น สุรีย์พร (บุนนาค) โรหิโตปการ ซึ่งเป็นคุณยายของธนพล ได้เข้าไปช่วยธุรกิจ นำธูปหอมนพมาศไปวางขายอยู่ในตลาดนัดวันอาทิตย์ หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “ตลาดนัดวังสราญรมย์” โดยจำหน่ายธูปหอม น้ำอบไทย ดินสอพอง แป้งหินร่ำ แรกๆ เริ่มผลิตก็เพื่อใช้เองภายในครัวเรือน และนำมาจำหน่ายในช่วงสุดสัปดาห์เท่านั้น จนกระทั่งเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายและมีความต้องการธูปหอมเพื่อการบูชามากขึ้น คุณยายของเขาจึงตัดสินใจก่อตั้งกิจการธูปหอมนพมาศขึ้นมาประมาณปี 2500 และจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ธูปหอมนพมาศ ในปี 2534
“มาในยุคคุณยายเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ก็อยากเริ่มหาสินค้าใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งช่วงนั้นเราทำธูปขายแล้วแต่เป็นวิธีทำแบบไทยๆ คือการปั้นทีละก้อน ซึ่งก็คิดว่าไม่น่าจะทันกับความต้องการในตอนนั้น จึงนำเข้าวิธีการทำธูปแบบจีนมาผลิต บวกกับความรู้ทางด้านกลิ่นแบบไทยๆ เครื่องหอมแบบไทยๆ ที่เรามี จึงนำมาประยุกต์ และออกมาในรูปแบบธูปกำขนาดใหญ่แบบจีน แต่มีกลิ่นแบบไทยๆ ส่วนช่องทางการตลาดก็ขยายมากขึ้น เช่น ส่งตามร้านบัวสะอาด ร้านค้าในมาบุญครอง และตลาดนัดสนามหลวง รวมทั้งขยายไปยังร้านจำหน่ายสังฆภัณฑ์ ตลาดสำเพ็ง เป็นต้น”
จนมาในยุคของคุณแม่ (สุทธนีย์ ภู่พันธุ์ศรี) เมื่อช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มกระจายไปตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ เช่น ห้างบางลำภู ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ธูปหอมนพมาศเติบโตในห้าง จากนั้นได้ขยายไปเรื่อยๆ จนมีวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ และห้างโมเดิร์นเทรด เช่น เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, แม็คโคร และร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น โกลเด้น เพลส เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมงานแสดงสินค้ากับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน (BIG-BIH) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งออก
“สินค้าของเรามีหลากหลายมากขึ้น จากธูปไหว้พระ เรื่อยมาจนปัจจุบันเรียกได้ว่าเราถือครองตลาดโมเดิร์นเทรดในประเทศเกือบทั้งหมด และไม่ได้ลงไปในตลาดกลุ่มสังฆภัณฑ์นัก ส่วนต่างประเทศจะส่งออกเป็นกลุ่มธูปอโรมา ที่ใช้ในกลุ่มตลาดสปา และสำหรับจุดในบ้าน ตลาดหลักก็จะมีเกาหลี ญี่ปุ่น ยังมีตลาดตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ ที่ชอบธูปอโรมา แต่จะเน้นกลิ่นแรงๆ เช่น แก่นจันทร์ กำยาน หรือน้ำหอมกลิ่นแรงๆ แต่ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ถ้าเขาชอบเขาก็จะซื้อทีละมากๆ ส่วนธูปไหว้พระ เราก็เริ่มขยายตลาดในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเองมากขึ้น เช่น มาเลเซีย ลาว กัมพูชา ที่เริ่มหันมาใช้ธูปไทยเพราะชอบกลิ่นของเรา ทำให้เราสามารถทำตลาดในอาเซียนได้พอสมควร”
เมื่อถามถึงยอดขายของบริษัท เขาบอกว่าในช่วง 3 ปีให้หลังมานี้ ยอดขายค่อนข้างจะคงที และลดลงมาเล็กน้อยเมื่อปีก่อน ซึ่งก็มองว่าน่าจะเป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ในปีนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เราเริ่มทำตลาดผ่านช่องทางใหม่ๆ ประกอบกับการจัดทำโปรโมชั่นการขายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ยอดขายเราเติบโตขึ้นมาก โดยไตรมาสแรก 2558 ยอดขายเราโตดีมากถึง 10-15%
“เรานำตลาดออนไลน์เข้ามาช่วย เริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว ได้ออกตัวเว็บไซต์เวอร์ชั่นใหม่ที่เป็นภาษาไทย ทางเว็บไซต์ noppamasincense.com และเปิดช่องทางการขายใหม่ๆ ผ่านช่องทาง ไลน์ แอพพลิเคชั่น ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าจะเข้าไปดูในเว็บไซต์ก่อน เข้าไปดูแคตตาล็อกในเว็บไซต์ ดูราคา ซึ่งในนั้นก็จะมีแนะนำช่องทางการสั่งซื้อ ทำให้ตอนนี้สัดส่วนการตลาดของเรามาจากตลาดต่างประเทศ 30% และตลาดในประเทศ 70% แต่สำหรับตลาดต่างประเทศแล้วเป็นการเติบโตขึ้นต่อเนื่อง และเราเริ่มเห็นการค้าขายกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง จากเมื่อก่อนเราไม่เคยค้าขายกับมาเลเซีย กับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่ายอดขายในกลุ่มประเทศเออีซีนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
ท็อป กลับจากการไปเรียนต่อต่างประเทศ และได้เข้ามาทำงานที่บริษัทเต็มตัว ซึ่งผ่านมาปีกว่าแล้ว โดยได้นำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาต่อยอดธุรกิจ เช่น การสร้างมาตรฐานคุณภาพสินค้า การใช้ช่องทางการขายใหม่ๆ ผ่านออนไลน์ เขาเล่าว่า เป็นผู้ริเริ่มการขายออนไลน์ ซึ่งก็เริ่มจากลูกค้าโทรมาสั่งสินค้า คือดูจากเว็บไซต์ก่อนแล้วก็โทรมาหา สั่งซื้อสินค้าแบบอื่นๆ ที่อาจจะหาไม่ได้ในพื้นที่นั้น บ้างก็ดูเบอร์โทรศัพท์จากหน้าซองธูป ก็โทรมาหา เลยคิดได้ว่าหากจะมานั่งอธิบายเรื่องเหล่านี้ทุกครั้งอาจจะไม่สะดวกนัก จึงได้เพิ่มแคตตาล็อกสินค้าเข้าไปในเว็บไซต์ ช่วงหลังๆ ก็ยังสั่งยากอยู่ดี เลยเปิดช่องทางไลน์ แอพพลิเคชั่น หากติดต่อมาก็จะมีพนักงานคอยติดตาม ส่งรูป ส่งแคตตาล็อกให้ดู บอกราคา เมื่อลูกค้าต้องการซื้อก็สั่งซื้อและโอนเงิน จากนั้นก็จะส่งสินค้าไปให้
“คือเราขายที่โมเดิร์นเทรดก็จริง แต่ในแต่ละสาขาอาจจะไม่มีทุกรายการสินค้าที่เรามี หากลูกค้าต้องการของที่ไม่มีในสาขานั้นๆ เขาก็เริ่มโทรสั่ง และเราส่งให้ทางไปรษณีย์ และช่วงหลังๆ ก็เริ่มมีการสั่งซื้อมาจากต่างประเทศด้วย ซึ่งเราก็ส่งทางดีแอชแอลไปให้ การสั่งซื้อในลักษณะนี้จะมีออร์เดอร์ทั้งเล็กและใหญ่ แต่เราก็พบว่าจำนวนการสั่งซื้อก็เพิ่มขึ้นทุกปี คือมันมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ เหมือนคนไม่อยากเดินห้าง ช่วงหลังๆ ก็เข้าร้านเซเว่นฯ แต่ระยะหลังๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นการสั่งซื้อทางออนไลน์มากขึ้น และต้นทุนค่าขนส่งก็ไม่มากนัก อย่างค่าส่งทางไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ก็ราว 30-40 บาท”
อย่างตลาดส่งออกก็จะมีทั้งการสั่งซื้อโดยตรงกับทางเว็บไซต์ หรือมีการอ้างอิงมาจากเว็บไซต์ Thaitrade.com เพราะเมื่อลูกค้าเข้าไปหาข้อมูลและพิมพ์คำว่า incense ก็จะพบสินค้าของเราที่ได้อัพโหลดขึ้นในเว็บไซต์ที่ว่า ซึ่งก็มียอดคำสั่งซื้อมาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเติบโตสำหรับตลาดส่งออกในปีนี้ยังไม่แน่ใจนัก อาจจะขยายตัวได้ 2-3% แต่สำหรับยอดขายในประเทศ หลังจากที่เปิดช่องทางออนไลน์ ทำให้คาดว่ายอดขายจะเติบโตได้มากแน่นอนไม่ต่ำกว่า 15%
สำหรับแบรนด์ “ธูปหอมนพมาศ” ชื่อออกแนวไทยๆ แต่ในการขยายตลาดส่งออกก็ยังใช้ชื่อแบรนด์ นพมาศ เช่นเดิม เพราะเห็นว่าการอ่านไม่ได้ยากเกินไปที่ชาวต่างชาติจะเข้าใจ และก็ใช้แบรนด์นี้เรื่อยมาจนคนจำได้ โดยในความตั้งใจของตัวเอง ท็อปบอกว่า อยากให้แบรนด์ นพมาศ คงอยู่ไว้ หลังจากทำแบรนด์ติดต่อกันมานานถึง 50 ปีแล้ว และให้คงคุณภาพของสินค้า โดยมีเอกลักษณ์ทางด้านกลิ่น เป็นองค์ความรู้ด้านกลิ่นที่ไม่เหมือนใคร เป็นของไทย ซึ่งก็จะรักษาตัวนี้ไว้ อีกทั้งในยุคของตัวเองที่เข้ามาบริหาร สิ่งที่จะยึดถือ 3 แนวทางในช่วงอีก 5 ปีข้างหน้านี้ก็คือการเพิ่มมาตรฐานคุณภาพสินค้า การแตกไลน์ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมไทย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในกลุ่มอี-คอมเมิร์ซให้มากขึ้น
ท็อป บอกว่า ในส่วนของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธูป อยากเห็นสินค้ากลุ่มนี้เป็นออร์แกนิคมากขึ้น เพื่อให้เป็นตลาดในกลุ่มสุขภาพ ธูปเพื่อสุขภาพ คือไม่เป็นอันตรายสำหรับสุขภาพของผู้ใช้ ใช้แล้วสบายใจได้ โดยจะเน้นการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ให้มีควันน้อยลง ซึ่งสังเกตได้ว่าหลังๆ เราผลิตธูปไม่มีแกนไม้ไผ่ข้างใน ซึ่งตัวไม้ไผ่นี่แหละที่ทำให้เกิดเขม่าดำ เป็นตัวการที่ทำให้เกิดสารพิษต่อร่างกาย ซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมาก็เพื่อตีตลาดในกลุ่มที่ต้องการจุดธูปภายในอาคาร ภายในบ้านที่ไม่อยากได้ควัน นอกจากนี้ ก็ยังสามารถมั่นใจในคุณภาพได้ เพราะโรงงานได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือ มอก.ด้วย
ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดินสอพอง น้ำอบ แป้งร่ำ ก็จะเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในกลุ่มเครื่องสำอางให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันกระแสตอบรับผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติค่อนข้างดีมาก เริ่มมีคนชอบมากขึ้น จากสมัยก่อนอาจจะไม่เป็นที่นิยม แต่ปัจจุบันคนกลับคืนสู่ธรรมชาติมากขึ้น ดินสอพองขายดีมากขึ้น ทำให้มองว่าตลาดนี้น่าจะเข้ามาทำเพิ่มเติมได้
เขาให้ความมั่นใจ สินค้าดินสอพองของนพมาศมีความปลอดภัยอย่างแน่นอน เพราะผ่านการฆ่าเชื้อมาจากสถาบันนิวเคลียร์แห่งชาติ และได้รับตรารับรอง "อย." หลังจากที่จดทะเบียนเป็นเครื่องสำอาง
“สินค้าของเราจะมีการเพิ่มมูลค่ามากขึ้น การทำแพ็คเกจก็จะทำให้ดูสะอาดตา น่าใช้ แต่สุดท้าย นพมาศ ก็คือการทำเครื่องหอมแบบไทย ทั้งหมด ทุกคนอาจจะรู้จักเราในเรื่องธูป แต่จริงแล้ว นพมาศคือการทำเครื่องหอม เรามีความสามารถในการทำเครื่องหอมแบบไทยทั้งหมด น่าจะตอบโจทย์คนสมัยนี้ได้ดีที่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น กลับคืนสู่ธรรมชาติกันมากขึ้น และปัจจุบันสินค้าเราก็ตอบโจทย์นั้นแล้ว กลายเป็นว่ากลุ่มเครื่องหอมของเราเติบโตดีมาก คือโตกว่า 20% ทุกปีแต่ก็เป็นการโตมาจากฐานเล็กๆ และก็โตขึ้นในทางที่ดี”
ทั้งนี้ การจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องหอม เครื่องสำอางนั้น เช่น ดินสอพองที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว ต่อไปการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นผงใส่ถุงสุญญากาศ เพื่อสะดวกในการใช้มากยิ่งขึ้น คือแค่ฉีกซองผสมน้ำหรือน้ำมะนาวก็พอกหน้าได้ทันที ส่วนกลุ่มของแป้งหินร่ำก็เช่นกันที่จะสะดวกมากขึ้น แต่จะคงรูปลักษณ์ให้เม็ดเหมือนเดิม สุดท้าย กลุ่มน้ำอบ น้ำปรุง จะขยายไปสู่กลุ่มแอร์ รีเฟรชเชอร์ โดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์ในเรื่องกลิ่นของเรา แต่จะพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น เน้นเรื่องแพ็กเกจ มีความสะอาด
สำหรับช่องทางออนไลน์ ก็จะยังคงขยายต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในตลาดออนไลน์ชื่อดังอย่าง ลาซาด้า ซึ่งท็อปมองว่า ตลาดอี-คอมเมิร์ซ จะเติบโตอีกมาก และจากที่ได้มีโอกาสไปศึกษาต่างประเทศทำให้เห็นเทรนด์นี้ชัดเจนที่คนไม่ไปเดินห้าง ไม่เดินซูเปอร์มาร์เก็ตกันแล้ว แต่จะคลิก จะสั่งซื้อสินค้ากันทางออนไลน์ ทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คือทุกอย่างจะอยู่ในโลกของไซเบอร์ ทั้งการหาข้อมูล และรีวิวข้อมูลต่างๆ อย่างที่สังคมอเมริกาเป็นแบบนี้แล้ว และเชื่อว่าสังคมไทยจะมีแนวโน้มเปลี่ยนไปในลักษณะนี้เช่นกัน
“เทรนด์ที่ว่านี้ ทำให้ผมคิดว่าถ้ามาตรฐานคุณภาพของสินค้าเราไม่ดี การทำมาร์เก็ตติ้งทางออนไลน์ไม่ดี ก็จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าของแบรนด์เราให้ลดลงไปได้ และคนจะไม่เห็นแบรนด์ของเราอีก นั่นคือสิ่งที่ผมคิดไว้” เขาตอกย้ำถึงเทรนด์อันนำมาสู่แผนการบริหารธุรกิจในยุคปัจจุบัน



