ข่าว

เหลียวหลังแลหน้า..ทางออกวิกฤติ!!โรฮิงญา

เหลียวหลังแลหน้า..ทางออกวิกฤติ!!โรฮิงญา

25 พ.ค. 2558

เหลียวหลังแลหน้า..ทางออกวิกฤติ!!โรฮิงญา : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

               รัฐไทยคาดหวังทางออกวิกฤติปัญหาโรฮิงญา จากเวทีประชุมใหญ่นานาชาติ 29 พฤษภาคม  หลัง 17 ประเทศทางผ่านที่เกี่ยวข้อง ทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทาง และองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ยูเอ็นเอชซีอาร์, ยูเอ็นโอดีซี, ไอโอเอ็ม ฯลฯ ขานรับคำเชิญระดมความคิด โดยมียักษ์ใหญ่ อเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ร่วมสังเกตการณ์ แลกเปลี่ยนข้อมูลประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้น
    
               นับเป็นก้าวหนึ่งความหวังของผู้นำรัฐไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการนำแนวทางปฏิบัติแก้ปัญหาค้ามนุษย์ ที่เป็นมาตรฐานสากล ระยะยาวบังคับใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน ล่าสุดรัฐบาลส่งสัญญาณท่าทีต่อยูเย็นว่า “ถ้าหลบหนีเข้าเมืองจะทำตามกฎหมาย แต่ถ้าอยู่นอกน่านน้ำจะดูแลตามหลักมนุษยธรรม”
    
               สอดคล้องกับความเห็นของนักกฎหมาย นักวิชาการ นักสิทธิมนุษชน ตัวแทนองค์กรระหว่างประเทศ ที่เห็นพ้องดำเนินคดีตามขั้นตอน กระบวนการยุติธรรมไทยกับโรฮิงญา สาวถึงตัวการใหญ่เบื้องหลัง ตัดตอนขบวนการ ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ให้หมดไปอย่างราบคาบ ส่วนโรฮิงญาที่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกค้ามนุษย์ ให้ส่งกลับประเทศต้นทาง เป็นวิธีปฏิบัติที่เคยใช้ได้ผลแล้วในอดีต
    
               “สุรพงษ์ กองจันทึก“ ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น บอกว่า กฎหมายมีอยู่ในมือ แต่ไม่ทำต่อเนื่อง ถ้าทำอย่างตรงไปตรงมา เล่นงานขบวนการค้ามนุษย์ เอาเหยื่อมาไล่เรียง ใครเอาเข้ามา ใครเกี่ยวข้อง สืบย้อนหลัง ดำเนินคดีให้หมด ต่อไปไม่มีใครกล้าพาคนเหล่านี้เข้ามาอีก จากนั้นค่อยแก้ไขปัญหาร่วมประเทศต้นทาง       “วิธีการผลักดันเป็นวิธีที่ผิด ไม่มีเขียนในกฎหมาย เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจในการผลักดันใดๆ ทั้งสิ้น ตามกฎหมายคนเข้าเมืองมีเฉพาะการส่งกลับเท่านั้น แล้วการที่จะส่งกลับได้ต้องเป็นคำสั่งศาล คือนำเรื่องส่งฟ้องศาลให้ศาลสั่งอย่างถูกต้อง“ สุรพงษ์ กล่าว
    
               สุรพงษ์กล่าวอีกว่า จากข้อมูลสถิติจับกุมโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศในอดีตตั้งแต่ปี 2549-2553 จับกุมต่อเนื่อง ตัวเลขสูงขึ้นจาก 1,225 คนเป็น 2,763 คน ปี 2550 เพิ่มเป็น 4,886 คน ปี 2551 ผู้จับกุมทั้งหมดถูกส่งกลับประเทศเดิม   จนปี 2552 จับกุม 93 คน เห็นว่า ตัวเลขข้อมูลลดลงชัดเจน หากทำตามกฎหมาย เมื่อจับกุม ดำเนินคดีแล้วส่งกลับ ทุกอย่างก็จบ ไม่กล้ามาอีก     ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิฯ เห็นว่า การแก้ปัญหาคือ นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทำตามกฎหมาย ไม่ควรผลักดันออกนอกประเทศ ต้องแยกคัดกรอง สืบสวน ว่า โดนหลอก ขยายผลตัวการใหญ่ เมื่อพบว่าเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือผิดค้ามนุษย์ หน่วงเหนี่ยวกักขัง ต้องดำเนินคดี ไม่ควรผลักดันให้ไปที่อื่น เหมือนช่วยเหลือขบวนการค้ามนุษย์ที่ทำผิด
    
               เป็นที่น่าเสียดายว่า การทำตามกฎหมายของไทยในอดีต ที่ได้ผลดีอยู่แล้ว กลับไม่ดำเนินการต่อเนื่อง จู่ๆ เจ้าหน้าที่ไทยเราที่อยู่ชายแดนใต้สมัยนั้น ให้ข่าวว่า ถ้ามรสุมหมดแล้ว โรฮิงญาจะมาอีก ฝ่ายทหารเราไม่ยอม จะดำเนินการอย่างเต็มที่ ด้วยการผลักดัน ไม่ใช่จับกุม ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะหลังจากนั้นไทยไม่เคยมีการจับกุมคนเหล่านี้อีกเลย ทำให้ทะลักเข้ามาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน
    
               "ทีมข่าวคมชัดลึก" ได้รับการเปิดเผยข้อมูลชีวิตชาวโรฮิงญาที่รัฐยะไข่ จาก “สุลต่าน อาเหม็ด“ อายุ 49 ปี สัญชาติพม่า เชื้อชาติบังกลาเทศ อาชีพขายโรตีในไทยว่า ตนเองและครอบครัวเกิดในรัฐยะไข่ ประเทศพม่า แต่เสียใจที่รัฐบาลพม่า ไม่ยอมรับ ไม่ทำบัตรประชาชนให้พวกเรา ไม่มีสิทธิใดๆ ทั้งที่ก่อนหน้าเมื่อ 40 ปีก่อน เคยมีที่ดินทำกิน 50 ไร่ มีวัว 30 ตัว แต่ถูกรัฐยึดหมด ขับไล่ตีไม่ให้อยู่ ใครไม่ไปก็ใช้ไม้ทุบตี ชีวิตลำบากมาก กอดคอกันร้องไห้ ตนเองก็เคยถูกค้อนตีที่หน้าด้วย ยังมีแผลเป็นอยู่ตอนนี้                               
    
               "ทุกวันนี้คนที่อยู่ที่ยะไข่ก็เป็นแบบนี้ พอมีนายหน้าไปบอกจะพาไปประเทศที่สามก็ดีใจ ให้ญาติจากบังกลาเทศบ้าง จากอเมริกา และหลายประเทศส่งเงินมาให้เป็นค่าพาออกมา พอจ่ายเงินไปกลับถูกลอยแพ ถูกหลอกจากพวกขบวนการค้ามนุษย์ หลายคนจ่ายเงินเป็นแสน มันคิดเป็นค่าหัว ถ้าผู้ใหญ่จ่าย 5-6 หมื่นบาท เด็กคิด 3 หมื่นบาท เด็กๆ ทารกต้องจ่าย 1 หมื่นบาท“ สุลต่าน เล่าทั้งน้ำตา
    
               สุลต่าน บอกว่า อยากวิงวอนให้นายกฯ ไทย ช่วยพวกเราด้วย ส่งไปประเทศไหนก็ได้ อย่าเอากลับไปยะไข่อีกเลย เราไม่มีที่อยู่ ที่ทำกิน โดนขับไล่ทุบตีตลอดเวลา ไม่อยากกลับไปแล้ว ใครอยากอยู่ที่นั่นต้องจ่ายเงินเหมือนจ่ายส่วย ใครไม่มีให้ก็ถูกทุบตีจนตาย เมื่อมีนายหน้าคนยะไข่ มาบอกจะพาออกมา ทุกคนดีใจ อยากไปหาญาติไปอยู่กับญาติ ในหลายประเทศ แต่สุดท้ายจ่ายเงินแล้วไม่ได้ไป มาถูกลอยแพ ถูกหลอก มันทุกข์ทรมานใจมาก
    
               สำหรับตนเองนั้น ไม่ห่วงอะไร เพราะปลอดภัยแล้ว ได้พึ่งบุญบารมีของในหลวงและคนไทยใจดี มาอยู่ในไทยได้ 22 ปีแล้ว มีเมียเป็นคนไทย ทำอาชีพขายโรตี ย่านหัวหมาก รามคำแหง และเป็นล่ามให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ถือบัตรลงทะเบียนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ อยู่ในประเทศไทยได้ ไม่ถูกจับ
     
               “ศิววงศ์ สุขทวี“ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์การต้านประชากรข้ามชาติ เล่าย้อนหลังประวัติศาสตร์โรฮิงญาเชื่อมโยงไทยในอดีตว่า ก่อนสมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปบุกหงสาวดีสมัยนั้น โดนเผาก่อน โดยพวกยะไข่ โรฮิงญา แต่ก็ห่างมาก กระทั่งระยะหลัง 20-30 ปี ที่ผ่านมา พม่ายะไข่ โรฮิงญา ทะลักเข้ามาในไทยจำนวนมาก แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเองว่าเป็นพม่า แทรกซึมในที่ต่างๆ บอกเป็นบังกลาเทศบ้าง เป็นอินเดียบ้าง ซึ่งคนไทยก็ไม่ได้สนใจ
    
               “กระทั่งปี 2555 เกิดความขัดแย้งทางศาสนา จึงเกิดกระแสการอพยพครั้งใหญ่ออกจากบ้านเกิดตัวเอง เพราะไม่มีที่อยู่อาศัย จึงเกิดการลักลอบหนีเข้ามาทางทะเลนับหมื่นนับแสนคน กลายเป็นความหวาดกลัวของคนไทยในตอนนี้ ซึ่งเรากำลังจินตนาการไปเองจะมีคนอีกแสนคน ล้านคน ทะลักมาอีก กลายเป็นปัญหาลุกลามใหญ่โต เป็นปัญหาเฉพาะกิจต้องเร่งแก้ไข“ ศิววงศ์ กล่าว
    
               ศิววงศ์ กล่าวว่า ด้วยความสามารถของรัฐไทยเชื่อว่าจะจัดการกับปัญหานี้ได้ ต้องดูแลในฐานะผู้เสียหาย เหยื่อ ใช้กฎหมายดำเนินการ หากต้องการมุ่งขจัดขบวนการผิดกฎหมายที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนานต้องอดทนดูแลผู้เสียหายเหล่านี้ระยะหนึ่ง เพื่อจำแนกแยกแยะบุคคล ควบคู่การสืบสวนสอบสวนให้ถึงว่า เจ้าของเรือเป็นใคร มีใครร่วมขบวนการบ้าง ใครเป็นคนนำพวกเขามา เงินที่ได้มาถูกส่งไปหาใครบ้าง คนพวกนี้แหละจะนำเราเข้าไปสู่โลกมืดขบวนการค้ามนุษย์ที่อยู่ในสังคมไทยต่างหาก
    
               “ผมเชื่อว่า ใน 1,000 คนที่มา ไม่ใช่โรฮิงญาทั้งหมด ประมาณ 600 คน มาจากบังกลาเทศต้องส่งกลับ เหลือ 400 คนที่เป็นพม่า โรฮิงญา บางส่วนมีญาติรอรับอยู่ต่างประเทศแล้ว ก็ควรส่งเขาไป แต่บางส่วนที่ไม่มีที่ไปก็ต้องส่งกลับ หลังเสร็จสิ้นกระบวนการชั้นศาล มันมีขั้นตอนการแก้ปัญหาอยู่ แต่เราไม่หยิบมาใช้ แต่กลับไปจินตนาการตื่นตระหนกว่า มันเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าเราบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งก็จะแก้ปัญหานี้ได้” ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์การต้านประชากรข้ามชาติให้ความเห็น
    
               ทุกวันนี้รัฐไทยไม่ได้เผชิญกับปัญหาโลกแตก แต่กำลังเผชิญกับความหวาดกลัวในการดูแลผู้อพยพ ซึ่งเราเองอาจไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูบุคคลเหล่านี้ หากหน่วยงานรัฐทำงานอย่างเต็มที่ใช้กฎหมายจริงจัง ซึ่งเวทีประชุมนานาชาติวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระดับชาติ นำไปสู่บทพิสูจน์ว่า รัฐไทยจะต่อสู้กับขบวนการเหล่านี้อย่างไร....