ข่าว

ฟังความรอบด้านปักหมุดแลนด์มาร์คกรุงเทพฯ

ฟังความรอบด้านปักหมุดแลนด์มาร์คกรุงเทพฯ

25 พ.ค. 2558

ฟังความรอบด้าน3บูรพาพยัคฆ์ปักหมุด แลนด์มาร์คกรุงเทพฯ : ธนัชพงศ์ คงสาย สำนักข่าวเนชั่น @tanatpong_nnaรายงาน

              "พวกเราอยู่ที่นี่มานาน ทุกคนไม่อยากย้ายออกไป แม้จะได้เงินช่วยเหลือจำนวนมาก ก็ขออยู่ตรงนี้ดีกว่า และหากคนส่วนใหญ่ในชุมชนไม่เห็นด้วยก็ต้องคัดค้านกันต่อไป" พิเชษฐ์ ใจตรง รองประธานชุมชนเขียวไข่กา หนึ่งในหลายชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการทางเลียบเจ้าพระยา หรือแลนด์มาร์คกรุงเทพฯ แสดงท่าที หลังมีข่าวว่า รัฐบาลกำลังลงมือโครงการพัฒนาสองฝั่งเจ้าพระยา

              ราว 2 สัปดาห์ก่อน ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้ออกมาแสดงความเห็นว่า แม้เขาจะมองเห็นประโยชน์ต่อสาธารณะตามเป้าหมายของภาครัฐ แต่ก็วิตกกังวลในเรื่องวิถีชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่ควรจะต้องรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายไม่ควรผลีผลาม

              กระนั้นก็ตาม ฉับพลันที่คลื่นจากการ "ขยับ" ของศรีสุวรรณเคลื่อนกระทบฝั่ง ก็ได้รับคำตอบอันแน่วแน่กลับมาในทันที

              "ผมขอฝากบอกไปยังคุณศรีสุวรรณ ว่าแม้จะค้านอย่างไร ก็ยืนยันที่จะต้องเดินหน้าโครงการต่อไป"

              คำประกาศของ "พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หนึ่งในสองหัวเรือใหญ่ขับเคลื่อนแลนมาร์คพระนคร ร่วมกับพี่เบิ้ม บูรพาพยัคฆ์ "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับหน้าที่ประธานโครงการ

              ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะหน่วยหลักอย่างมหาดไทยและกรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินหน้าโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่า 14,000 ล้านบาท แลนด์สเคป และพิมพ์เขียวจากสำนักการโยธา กทม.ก็เริ่มทยอยคลอดออกมาให้สาธารณชนได้ยล และวิพากษ์

              ตามภาพร่างของโครงการเริ่มจากบริเวณริมน้ำสองฝั่งจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าเลียบลอดสะพานพระราม 8 สะพานกรุงธนบุรี (ซังฮี้) สะพานพระราม 6 และสิ้นสุดโครงการที่สะพานพระราม 7 ย่านโรงไฟฟ้าบางกรวยกินระยะทางด้านละประมาณ 7 กิโลเมตร พื้นที่ใช้สอยที่จะถูกเนรมิตขึ้นด้วยพื้นคอนกรีตยื่นออกไปจากฝั่งด้านละ 20 เมตร นับว่าเหลือเฟือสำหรับทุกๆ กิจกรรมคนเมือง อย่างเช่น ต้นไม้เขียวขจี ทางเดินกว้าง 7 เมตร ทางจักรยาน 7 เมตร สวนหย่อม 3 เมตร และลานสันทนาการพักผ่อนหย่อนใจ ตบท้ายด้วยสันเขื่อนป้องกันน้ำท่วมแบบบูรณาการพร้อมกันไป

              ถึงแม้โครงการจะเน้นส่วนที่ยื่นออกไปจากสองฝั่งเป็นหลัก หากแต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อสารพัดสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่เดิม เท่าที่ กทม.ได้ศึกษาไว้เบื้องต้นพบว่า กลุ่มอาคารที่ต้องบริหารจัดการคือ วัด 8 แห่ง ท่าเรือ 36 ท่า โรงแรมกับร้านอาหารรวม 6 แห่ง สถานที่สำคัญขนาดใหญ่ 19 แห่ง บ้านเรือนประชาชนที่รุกล้ำ 268 หลัง โดยมีส่วนที่จะต้องรื้อย้ายออกไป ได้แก่ ท่าเรือโดยสาร และศาลาที่พักผู้โดยสาร ท่าเรือวชิรพยาบาล อาคารดับเพลิงของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. จะให้มีการย้ายพื้นที่ใหม่

              สำหรับในส่วนของประชาชนที่รุกล้ำนั้น พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานโครงการ ได้ "เน้นย้ำ" ให้เจ้าหน้าที่เจรจาให้รื้อย้าย พร้อมจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้ตามความเหมาะสม

              แม้ว่า พิเชษฐ์ ใจตรง รองประธานชุมชนเขียวไข่กา ย่านบางกระบือจะบอกว่าเห็นด้วยกับโครงการซึ่งจะที่พักผ่อน มีสวนหย่อมไว้ออกกำลังกาย แต่ที่เขารู้สึกกังวลใจก็คือการจัดหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่อาจจะอยู่ไกลออกไปถึงมีนบุรี รังสิต บ้านเอื้ออาทร ล้วนไม่เหมาะกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของพวกเขา

              "ครอบครัวหนึ่งคงได้ไม่เกิน 3,000 บาท จึงอยากเห็นความชัดเจนในรูปแบบที่ภาครัฐจะให้ชุมชน เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าจะมีความเห็นอย่างไรต่อไป" แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแม้ว่าพิเชษฐ์จะยอมรับว่าพวกเขารุกล้ำริมน้ำ แต่ก็อยู่ที่นี่มานานจนไม่มีใครอยากย้ายไปไหนแล้ว ซึ่งก็ยังขึ้นกับอีกหลากหลายปัจจัยที่จะต้องดูกันต่อไป ซึ่งสุดท้ายก็ขึ้นกับมติของชุมชน"

              แม้ว่าการเปิดรับฟังความคิดเห็นตามแผน เช่น เดียวกับการวิเคราะห์ปัญหาและผลกระทบ ถูกกำหนดเอาไว้ในโครงการ แต่เอ็นจีโอระดับแถวหน้าอย่าง ศรีสุวรรณ จรรยา ก็ยังไม่วางใจ

              "ที่ กทม.บอกว่า ได้ลงพื้นที่สำรวจความเห็นชุมชนนั้น ผมได้คุยกับชาวบ้านหลายคน ก็รู้มาว่า กทม.ได้พูดแต่สิ่งดีๆ ออกไปทางสื่อ แต่สิ่งที่ทางชาวบ้านไม่เห็นด้วยกลับไม่พูดออกมา เรื่องนี้ยืนยันว่าชาวบ้านไม่ได้เห็นด้วยกับโครงการนี้ทั้งหมด" นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนประกาศด้วยว่า หลังจากเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้ทำจดหมายคัดค้านถึงนายกรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ถ้าไม่ทบทวนภายใน 15 วัน หรือไม่มีท่าทีแสดงออกมา ก็เป็นเหตุให้นำคดีฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้

              ประเด็นหลักที่ ศรีสุวรรณไม่เห็นด้วย ให้น้ำหนักไปที่เรื่องผลกระทบจากโครงการทั้งในด้านวิถีชีวิตของชาวชุมชนที่อยู่ริมน้ำมานานถึง 200 ปี แต่จะถูกกีดขวางด้วยสิ่งปลูกสร้างใหม่ และสภาพแวดล้อมที่จะเปลี่ยนไปโดยเฉพาะกระแสน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

              "ผมอยากให้ทบทวนมติ ครม. และสั่งการให้ กทม.กับกระทรวงมหาดไทย ไปศึกษาผลกระทบด้านต่างๆ อย่างรอบคอบชัดเจน ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม วิถีชีวิตชุมชน แล้วกำหนดมาตรการร่วมกับชุมชนในการอพยพ โดยเฉพาะหากมีแผนโครงสร้างเรียบร้อยแล้ว ต้องนำแผนมามอบให้ชุมชนหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบตลอดพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาร่วมตัดสินใจว่าเหมาะสมหรือตอบโจทย์เกี่ยวกับวัฒนธรรมวิถีชีวิตหรือไม่ ซึ่งอย่างน้อยต้องใช้เวลา 3-6 เดือนซึ่งก็ไม่ได้มากเกินไป" ศรีสุวรรณ กล่าว

              "ไทม์ไลน์" ของโครงการนี้ได้ถูกกำหนดไว้ว่า 1-5 เดือนแรก ให้ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ พร้อมให้ว่าจ้างที่ปรึกษาออกแบบโครงการ และเปิดการรับฟังความคิดเห็น จากนั้นลงพื้นที่สำรวจ รวบรวม วิเคราะห์ปัญหาและผลกระทบ โดยกระบวนการศึกษาโครงการจนถึงได้ผู้รับเหมาก่อสร้าง จะต้องแล้วเสร็จภายใน 14 เดือน คาดหมายเอาไว้ว่า ปฏิทิน "บิ๊กโปรเจกท์" ริมฝั่งเจ้าพระยาจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2560

              "จริงอยู่ประชาชนอาจได้รับผลกระทบในบริเวณโครงการ แต่อย่าลืมว่าแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสายเป็นของคนไทยทั้งประเทศ ที่ดำเนินการมาก็เพื่อประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะมาจากที่ใด จังหวัดใด ก็สามารถมาใช้ได้ ทั้งพักผ่อนหย่อนใจหรือออกกำลังกาย ไม่ใช่เป็นสิทธิ์ของคนที่อยู่ริมแม่น้ำเท่านั้น" พล.อ.อนุพงษ์ แสดงท่าทีอันนำไปสู่บทสรุปที่ว่า ไม่ว่า ศรีสุวรรณจะคัดค้านอย่างไร ก็จะไม่ส่งผลให้โครงการต้องสะดุดหยุดลง

              ข้อมูลจากฝ่ายปฏิบัติ น่าจะช่วยสร้างความมั่นใจในเบื้องต้นให้กับระดับนโยบาย ดังที่แสดงออกผ่านพล.อ.อนุพงษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนงานจากสำนักการโยธา กทม.

              "ไทวุฒิ ขันแก้ว" ผู้อำนวยการกองควบคุมอาคาร สำนักการโยธาบอกว่า จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนกลุ่มย่อย มีเสียงตอบรับดังนี้ 1.ไม่คัดค้าน 2.รับทราบแนวทางโครงการ และ 3.ยอมรับค่าชดเชย นอกจากนี้จะได้เชิญตัวแทนการเคหะแห่งชาติมาให้ข้อมูลโครงการบ้านเอื้ออาทร หากผู้บุกรุกต้องการเข้าไปอยู่อาศัย รวมทั้งประสานกับกรมธนารักษ์จัดหาพื้นที่ เพื่อให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เข้าไปก่อสร้างบ้านมั่นคงอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนั้นในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ กทม.จะลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง พร้อมนำลงเว็บไซต์เพื่อแจ้งให้ทราบ

              "ผมคิดว่าคงไม่ถึงขนาดนั้น" ไทวุฒิคลายข้อวิตกจากสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนที่ได้ออกแถลงการณ์ก่อนหน้าว่า โครงการนี้มีผลกระทบต่อชีวิต ผอ.กองกควบคุมอาคารยืนยันว่า เพราะโครงการนี้เป็นโครงการบนน้ำ ไม่ได้สร้างบนดิน และชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็บุกรุกพื้นที่สาธารณะอย่างผิดกฎหมาย หากมีโครงการนี้วิถีชีวิตก็ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีเขื่อนป้องกันน้ำท่วมอยู่แล้ว แต่ถึงกระนั้น ก็จะวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเออย่างละเอียด ภายหลังการจ้างที่ปรึกษาและออกแบบโครงการเรียบร้อยแล้ว

              แต่การเดินหน้าโครงการก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความรอบคอบและรอบด้าน ดังเช่นที่ "สัญชัย สูติพันธ์วิหาร" อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นไว้ว่า การก่อสร้างโครงการใหญ่ ต้องอิงกับระบบนิเวศ ชุมชน สิ่งแวดล้อม และผังเมือง และจะต้องออกแบบ วางแผน ดำเนินการ ติดตาม และตรวจสอบ ที่สำคัญต้องสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นอกจากนี้ต้องมีการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมว่าจะเป็นอย่างไร หากพบว่าจะมีผลกระทบจะต้องมีการแก้ไขโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันระหว่างการดำเนินโครงการ ภาครัฐต้องเปิดเผยข้อมูลกับประชาชน ประชาคม หรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่ พร้อมกับมาตรการเยียวยาประชาชน

              สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการจากมหิดลมองไปในอนาคตก็คือ ปัญหาการเก็บ-กำจัดผักตบชวาอันจะเป็นอุปสรรคสำคัญของการระบายน้ำ เพราะโครงการนี้ก็เหมือนกับการเพิ่มจำนวนตอม่อบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเข้าไป

              "หรือการระบายน้ำจากชุมชนลงคลองต่างๆ โครงการนี้จะต้องวางแผนด้วยว่าจะดูแลอย่างไร รวมถึงการดูเส้นทางสัญจรทางเรือ ท่าเรือแต่ละจุด หรือกระแสน้ำ โดยเฉพาะน้ำท่วมปี 2554 ซึ่งแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับน้ำสูงอย่างมาก เมื่อโครงการนี้เกิดขึ้นก็ต้องคิดวิธีการป้องกันเอาไว้ด้วยด้วย"

              "แลนด์มาร์คกรุงเทพฯ" เป็นอีกหนึ่งโครงการใหญ่ยักษ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ที่พล.อ.อนุพงษ์บอกว่า เป็นคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศที่จะมาใช้สอยประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งถ้าผ่านความเห็นชอบจากทุกภาคส่วน ไม่เว้นแม้แต่ผู้คนหรือชุมชนเล็กๆ ที่อยู่ในสถานะผู้บุกรุก และดำเนินการอย่างเป็นระบบตามคำยืนยันของ กทม.จนปราศจากข้อวิตกกังวลใดๆ เช่นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา สถานที่แห่งนี้ก็จะเป็นแหล่งรวมชีวิตบนวิถีใหม่ในอีกรูปแบบที่ทุกๆ คนพึงใจ อย่างเช่นที่หลายๆ ประเทศตะวันตกเขามีกัน