ข่าว

ชีวิตต้องคำสาบ 'โรฮิงญา' (ตอน 2)

ชีวิตต้องคำสาบ 'โรฮิงญา' (ตอน 2)

24 พ.ค. 2558

เรื่องเล่าข่าวดัง : ชีวิตต้องคำสาบ 'โรฮิงญา' (ตอน 2) : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม

 
                      "เรือลอยอยู่กลางทะเลอันดามันนานกว่า 3 เดือน จึงจะเข้าสู่น่านน้ำประเทศไทยที่ จ.ระนอง ระหว่างอยู่ในเรือได้รับอาหารเพียงน้อยนิด ขอเพิ่มก็จะถูกทำร้าย ต้องดื่มฉี่แทนน้ำ" ประโยคนี้มักได้ยินบ่อยหากมีโอกาสได้พูดคุยกับชาวโรฮิงญา หลังจากพวกเขาได้รับการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม 
 
                      แต่หากมีโอกาสพูดคุยกับหน่วยข่าวความมั่นคงของไทยจะได้ข้อมูลที่แตกต่าง
 
                      "โรฮิงญาหลบหนีจากยะไข่ของพม่านานนับสิบปี และยิ่งทวีจำนวนมากขึ้นหลังจากเกิดเหตุจลาจลเมื่อ 3-4 ปีก่อน ซึ่งว่ากันว่าชนวนเหตุเป็นเพราะชาวโรฮิงญาจำนวนหนึ่งก่อเหตุข่มขืนหญิงยะไข่ที่นับถือต่างศาสนา จึงถูกฝ่ายตรงข้ามล้างแค้นสังหารตายไปหลายคน จึงเกิดการสู้รบกันขึ้นระหว่างโรฮิงญากับชาวยะไข่ รัฐบาลพม่าจึงห้ามออกจากเคหสถานเวลาค่ำคืน และมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน" เจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าวใน กอ.รมน. บอกถึงสาเหตุการอพยพของชาวโรฮิงญา
 
                      หน่วยข่าวประเมินว่า เหตุจลาจลในครั้งนั้นผู้ที่มีถิ่นฐานในรัฐยะไข่กว่า 90,000 คน ต้องพลัดถิ่นจากเหตุรุนแรง มีบ้านเรือนถูกเผาราว 2,528 หลัง จำนวนนี้ 1,336 หลัง เป็นของชาวโรฮิงญา และ 1,192 หลัง เป็นของชาวยะไข่ ซึ่งแน่นอนว่า ทหารพม่าถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงตามอำเภอใจ
 
                      จากเหตุจลาจลในครั้งนั้น มีชาวโรฮิงญาจำนวนไม่น้อยต้องการอพยพไปยังประเทศที่ผู้คนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ซึ่งมาเลเซียเป็นเป้าหมายลำดับต้นๆ ของพวกเขา เพราะเชื่อว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่า ขณะที่ในไทยมีขบวนการนำพาแรงงานต่างด้าวเข้าไทยและผ่านไปยังมาเลเซียอยู่ก่อนแล้ว 
 
                      "เดิมขบวนการนำพาคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในบ้านเราลักลอบขนแรงงานผิดกฎหมายเข้ามาทำงานในไทยและส่งไปมาเลเซียอยู่ก่อนแล้ว พวกนี้มีเครือข่ายเชื่อมกันทั่วประเทศ แทบทุกจังหวัดที่เป็นพื้นที่รอยต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ระนอง เป็นจังหวัดต้นทางที่นำชาวพม่าเข้าไทยไปส่งในจังหวัดชั้นใน โดยเฉพาะที่สมุทรสาครมากที่สุดจังหวัดหนึ่ง ตอนนี้ในสมุทรสาครพม่ามากกว่าคนไทยเสียอีก ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่แต่ทุเลาลงไปหลังมีมาตรการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว มีการให้ขึ้นทะเบียนแรงงาน 3 สัญชาติ คือ พม่า ลาว และกัมพูชา" เจ้าหน้าที่ด้านการข่าวให้ข้อมูล
 
                      เมื่อตลาดการค้าแรงงานประเทศเพื่อนบ้านซบเซาลง ประกอบกับชาวโรฮิงญามีความต้องการอพยพออกจากประเทศมากขึ้น กลายเป็นช่องทางให้เครือข่ายนำพาชาวต่างด้าวเข้าประเทศหันมาขนชาวโรฮิงญาแทน โดยมีชาวโรฮิงญาบางรายที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยก่อนเป็นผู้ติดต่อประสานงานให้ 
 
                      ข้อมูลนี้สอดคล้องกับ นายอารี อารีฟ ประธานอุมมะตี (UMMATEE) และกรรมการสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสำนักจุฬาราชมนตรี ที่ยอมรับว่า 5 ปีก่อนชาวโรฮิงญาชุดแรกๆ ที่อพยพออกจากยะไข่ ต้องจ่ายเงินให้นายหน้าซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติให้นำพาออกจากยะไข่ ทำให้เกิดธุรกิจนายหน้านำพาคนออกจากประเทศเกิดขึ้นที่นั่น ปลายทางที่คนเหล่านี้ต้องการเดินทางไปคือมาเลเซีย อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย โดยมีไทยเป็นทางผ่านสำคัญ
 
                      "5 ปีมาแล้ว เกิดธุรกิจนายหน้านำพาชาวโรฮิงญาเพื่อนำไปขายแรงงานทาสขึ้นที่ยะไข่ โดยขบวนการเหล่านี้เพียงทำหน้าที่พาไปส่งที่มาเลเซียโดยผ่านประเทศไทย ค่าจ้างตลอดเส้นทางราว 1 แสนบาทเศษ แต่หากมาถึงเพียงระนองราคาค่าจ้างจะอยู่ที่ 5-6 หมื่นบาท ยุคแรกๆ ไม่มีการซ้อมการทรมาน แต่ระยะหลังเปลี่ยนไป เพราะพบว่ามีการซ้อมการทรมานขึ้นระหว่างการเดินทางสาเหตุเพราะขบวนการเหล่านี้พบช่องทางในการเรียกค่าไถ่จากผู้อพยพที่มีญาติที่มีชีวิตที่ดี เพราะเข้ามาอยู่ในไทยหรือมาเลเซียนานแล้ว การเรียกค่าไถ่จะมีตั้งแต่ 2 หมื่นไปจนถึงหลักแสน" อารี อารีฟ เปิดเผย
 
                      อารี อ้างว่า จากการพูดคุยกับชาวโรฮิงญา ที่ได้รับการช่วยเหลือมักได้ข้อมูลที่สอดคล้องกัน คือหากเป็นชายมักถูกซ้อมเกือบทุกวัน แต่หากได้รับการติดต่อจากญาติและได้คำตอบว่ามีการจ่ายเงินค่าไถ่ เหยื่อรายนั้นก็จะมีโอกาสได้กินดีอยู่ดีกว่าคนอื่นๆ 
 
                      "รายใดที่ญาติไม่จ่ายเงินค่าไถ่ขบวนการจะโทรศัพท์ไปหาญาติแล้วลงมือทุบตีให้ได้ยินทางโทรศัพท์ เพื่อบีบบังคับให้ญาติเร่งจ่ายเงิน เมื่อหนำใจแล้วก็อุ้มไปทิ้งไว้อย่างนั้น ไม่ให้ข้าวไม่ให้น้ำปล่อยให้ตายไปเอง" อารี บอก
 
                      เขายังอ้างด้วยว่า โรฮิงญาเพศหญิงที่มีอายุไม่มากนักจะถูกขบวนการนำพาละเมิดทางเพศ เหตุเกิดทั้งบนเรือและบนฝั่ง ระหว่างอยู่ในเรือหากมีใครโวยวายจะถูกฆ่าโยนทิ้้งทะเล ซึ่งไม่มีใครกล้าขัดขืน หากรอดชีวิตมาถึงค่ายที่ชายแดนไทยมาเลเซียแล้ว ผู้หญิงจะถูกส่งไปขายบริการทางเพศ
 
                      "เรือแต่ละลำจะขนโรฮิงญามาไม่น้อยกว่า 300 คน ซึ่งทำกันมานานแล้ว 4-5 ปี หลังมานี้มีชาวโรฮิงญาเดินทางผ่านประเทศไทยไปหลายหมื่นคน และ 2-3 ปี หลังมานี้ มีชาวบังกลาเทศเข้ามาด้วย ที่สำคัญคือ ผู้นำพาไม่ใช่มีเฉพาะ ระนอง สงขลา สตูล หรือนครศรีธรรมราช แม้กระทั่งในกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของไทย ก็มีคนในเครือข่ายเคลื่อนไหวอยู่" อารี ว่า 
 
                      ข้อมูลของอารี สอดคล้องกับข้อมูลด้านการข่าว ที่ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงใน จ.ระนอง อ้างว่า ขบวนการนำพาโรฮิงญาจะใช้เรือประมง ที่เคยเป็นอาชีพดั้งเดิมของเครือข่ายหลายราย เป็นพาหนะในการขนคน เรือประมงเหล่านี้จะดัดแปลงพื้นที่ใต้ท้องเรือเป็นช่องๆ มีพัดลมเป่าระบายอากาศ ไว้สำหรับเป็นที่ให้ผู้อพยพหลบในกรณีที่มีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เรือประมงเหล่านี้ติดตั้งเครื่องยนต์ความเร็วสูงที่เรียกกันว่า "คัมมินส์" 
 
                      ปกติเรือประมงประเภทนี้จะใช้เวลาเดินทางจากฝั่งบังกลาเทศมายังน่านน้ำประเทศไทยเพียง 4-5 วัน อย่างช้าสุดไม่เกิน 15 วัน ความล่าช้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมเรือ แต่ขึ้นอยู่กับขบวนการสามารถเคลียร์เส้นทางได้มากน้อยเพียงใด
 
                      "ที่เขาอ้างว่าต้องใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลนานกว่า 2-3 เดือน กว่าจะถึงไทยนั้น ความจริงแล้วมันนานเกินไป หากเรือแล่นจริงๆ เวลา 4-5 วัน ก็ถึงแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาโกหกนะ 2-3 เดือน ที่ลอยในอันดามันเป็นไปได้ หากพวกเขาถูกขบวนการนำพารวมถึงไต้ก๋งเรือทิ้ง เพราะมีปัญหาเรื่องเส้นทาง เรือบรรทุกผู้อพยพลำนั้นจะถูกปล่อยไปตามยถากรรม ซึ่งการเคลื่อนเข้าฝั่งจะขึ้นอยู่กับกระแสลม" เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง บอก
 
                      ชนวนเหตุที่ทำให้ชาวโรฮิงญาต้องทิ้งถิ่นฐานเป็นเพราะความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ ที่สืบเนื่องมาจากเรื่องราวในอดีต "สงคราม" ในยุคล่าอาณานิคม ยังเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกร่อน "สันติภาพ" มาถึงทุกวันนี้ 
 
                      ไฟสงคราม นำมาสู่ความขัดแย้ง จนต้องละทิ้งถิ่นฐาน กลายเป็นช่องทางให้ขบวนการค้ามนุษย์เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์...ติดตามต่อตอนหน้า
 
 
 
 
 
-------------------
 
(เรื่องเล่าข่าวดัง : ชีวิตต้องคำสาบ 'โรฮิงญา' (ตอน 2) : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม