
โรคระบาดทางความคิดเล่นกับชีวิตโรฮิงญา
โรคระบาดทางความคิด เล่นกับชีวิตโรฮิงญา : บทความพิเศษ โดยสมศรี หาญอนันทสุข
นับเป็นพัฒนาการที่ดี เมื่อในที่สุดหลายประเทศแสดงเจตนาให้ความร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อช่วยเหลือคนโรฮิงญาที่อพยพทางเรือ ไม่ว่าจะเป็นโรฮิงญาจากรัฐยะไข่ของประเทศพม่า และโรฮิงญาจากคอกซ์บาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ หลังจากมีกระแสต้านจากบรรดาสื่อออนไลน์อยู่พักใหญ่ รวมถึงโจมตีนักข่าวหญิงของช่อง 3 อย่างไม่ยั้งมือ ที่ทำข่าวบนความเข้าใจด้วยความบริสุทธิ์ใจ หลายคนพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนคำอธิบายต่อสาธารณะเพื่อให้การอพยพดังกล่าวขาดความชอบธรรม และสามารถใช้เป็นเหตุผลผลักดันคนกลุ่มนี้กลับไปโดยไม่ถูกด่าทอ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลเรื่องความมั่นคง การเข้าเมืองผิดกฎหมาย การปะปนกันมาของคนบังกลาเทศ และการไม่รับผิดชอบของยูเอ็นเอชซีอาร์ ที่ค่ายผู้ลี้ภัยที่บังกลาเทศก็ตาม ข้อวิวาทะถกเถียงในสื่อต่างๆ ยังต้องมีการตรวจสอบ ต้องหาข้อมูลความเป็นจริงที่ชัดเจน มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นการพูดกันเรื่อยเปื่อยไร้หลักฐาน และเป็นประเด็นที่คนไทยนำมาโจมตีกันเอง และสร้างความหนักใจให้แก่ผู้ทำงานในพื้นที่ที่ได้สัมผัสความเป็นจริงของคนกลุ่มน้อยเป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียนหวังว่า การประชุมของอาเซียนและประเทศต่างๆ รวม 15 ประเทศในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการหาทางออกร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศต้นทางด้วย
โรคระบาดทางความคิด
จากความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียที่แสดงทัศนะต่างๆ นานา ข้อมูลบางอย่างมีความจริงน่าสนใจ แต่หลายอย่างยังเป็นเรื่องของการเสพข้อมูลในลักษณะจินตนาการด้านเดียว มีคนที่รับรู้ปัญหาเรื่องนี้จริงๆ อยู่ไม่มากนัก ทำให้กระแสการสร้างความกลัวคนมุสลิม และวิธีคิดแบบเรซิสต์ (racist) กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนทราบดีว่าสภาพความเป็นจริงของคนมุสลิมในรัฐยะไข่ และคนมุสลิมที่อพยพจากยะไข่ไปพักพิงที่บังกลาเทศนั้น มีความยากลำบากมาก คนพวกนี้เผชิญรากเหง้าของปัญหาจากจุดเดียวกันคือ การไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลพม่า ขณะที่คนในพม่าเองก็ได้รับอิทธิพลความคิดต่อๆ กันมาว่าเป็นกลุ่มคนไม่ดีและปฏิบัติต่อกันเสมือนหนึ่งโรฮิงญาเป็นส่วนเกินของสังคม มาเป็นเวลาหลายสิบปี
ไม่ว่าแหล่งที่มาทางความคิดเกลียดชังคนโรฮิงญาในประเทศพม่าจะมาจากไหน เมื่อใดก็ตาม แต่เท่าที่ทราบขณะนี้ความคิดดังกล่าวได้ระบาดออกสู่ประเทศไทยและบางประเทศในอาเซียนอย่างรวดเร็วทางสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การแสดงอาการรังเกียจผู้อพยพที่แสวงหาที่พักพิงนั้น แท้ที่จริงเป็นความพยายามเดินทางเข้าประเทศที่ไม่ต่างจากการกระทำของบรรพบุรุษเราเองได้กระทำมาแล้วในอดีต สมัยปู่ย่าตายาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็อพยพมาจากที่อื่นเช่นกัน แต่เมื่อมีข่าวอพยพของคนกลุ่มนี้ครั้งใดเราเกิดความหวงแหนในความเป็นไทย มาเลย์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ขึ้นมาทันที ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่ลักษณะดังกล่าวเกิดมาแล้วเมื่อไม่กี่ปีก่อน เมื่อมีแรงงานพม่าเข้ามาทำงานในประเทศไทย มีการวิพากษ์วิจารณ์การแย่งงานคนงานไทยและมีกระแสความเกลียดชังคนพม่าที่เหมือนๆกัน ถึงขนาดที่คนไทยหลายคนหยิบยกความบาดหมางในประวัติศาสตร์ออกมาตอกย้ำกันไปมา และมีการกระทบกระทั่งกันหลายครั้ง แต่มาในบัดนี้ เมื่อเราขาดแคลนแรงงานในประเทศ เรากลับต้องการคนพม่ามาทำงานประเภทที่คนไทยไม่อยากทำมากขึ้น เจ้าของโรงงานหลายแห่งพูดว่า หากไม่มีคนพวกนี้เราคงทำธุรกิจไม่ได้ ต้องปิดกิจการลง และเมื่อใดที่
แรงงานพม่ากลับประเทศไปทำงานที่เขตอุตสาหกรรมทวายและที่อื่นๆ ในอนาคต เศรษฐกิจไทยจะต้องได้รับผลกระทบมหาศาล เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะต้องหาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ มาทดแทนมากขึ้น ที่อาจจะรวมถึงแรงงานโรฮิงญาด้วยหรือไม่
ความเหมือนและความต่าง
การอพยพออกจากพม่าของคนโรฮิงญามีความแตกต่างจากกรณีผู้ลี้ภัยในที่อื่นๆ โดยสิ้นเชิง และไม่มีเหตุผลใดที่คนเหล่านี้จะปล่อยให้ตายกลางทะเลจากข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง หรือเอาไปเปรียบเทียบกับคนเข้าเมืองผิดกฎหมายทั่วไป นอกจากไม่ได้รับการยอมรับของคนกลุ่มใหญ่ในประเทศ รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปัญหากับรัฐบาลพม่าก็ยังรังเกียจคนกลุ่มน้อยโรฮิงญา แล้ว ยังไม่มีองค์กรท้องถิ่นใดทำหน้าที่ให้การศึกษาคนในประเทศหรือชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการอยู่ร่วมกันโดยสันติ รวมทั้งองค์กรประชาสังคมในท้องถิ่นต่างๆ ที่ประกาศตัวว่าทำงานเพื่อเรียกร้องความเสมอภาค ประชาธิปไตยในประเทศ ก็ละเลยคนกลุ่มนี้เช่นกัน สำหรับนานาชาติที่เพ่งเล็งไปที่นางซูจี ผู้นำสตรีพรรคเอ็นแอลดี ผู้น่าจะเข้าใจเรื่องมนุษยธรรม ความเสมอภาค ได้ดีกว่าคนอื่น เพราะได้ใช้ชีวิตเติบโตในประเทศอังกฤษ และได้รับการศึกษาจากประเทศที่เรียกว่าเคารพสิทธิมนุษยชนมากสุดประเทศหนึ่งของโลก แต่เธอก็ยังไม่มีท่าทีอะไรออกมาชัดเจน ทั้งที่หลายคนลุ้นจนตัวโก่งว่า เมื่อไหร่เธอจะกล้าพูดเรียกร้องให้คนพม่ายอมรับคนกลุ่มนี้เสียที แสดงให้เห็นถึงการยืนหยัดเหมือนกับที่อดีตประธานาธิปดีเนลสัน แมนเดลา ของแอฟริกาใต้ ได้ต่อสู้ให้คนผิวดำได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกับคนผิวขาวมาแล้ว หรือเป็นเพราะความหวงแหนฐานคะแนนเสียงที่กำลังกดทับให้นางซูจีไม่กล้าพูดให้คนยอมรับความจริง เพราะคะแนนเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกเธอไม่ยอมรับคนมุสลิมโรฮิงญา
ชื่อเสียงประเทศไทยต่อผู้ลี้ภัย
แทบไม่ต้องพูดถึงเลยว่า ประเทศไทยมีชื่อเสียงดีมากต่อการรับผู้ลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้านที่หนีภัยสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และภัยจากการปราบปรามทางการเมือง มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผู้ลี้ภัยชาวเขมร ลาว เวียดนาม พม่า ที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศของตน ไทยได้ให้ที่พักพิงประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าวโดยอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) และองค์กรช่วยเหลืออื่นๆอีกหลายองค์กร ความกลัวว่าเมื่อมีคนเหล่านี้เข้ามาในประเทศไทยในฐานะผู้ลี้ภัยแล้วจะเป็นภาระผูกพันที่เบียดบังงบประมาณของชาติในระยะยาว เป็นการสร้างความกลัวที่เกินเหตุ หลายคนคงไม่ทราบว่า การใช้งบประมาณในการดูแลผู้ลี้ภัยในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากการลงขันขององค์กรระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด และองค์กรที่ว่านี้ได้บริหารจัดการดำเนินการเองโดยตรง ไม่ได้ผ่านการบริหารจัดการ หรือเป็นภาระให้แก่ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร การจัดส่ง ยารักษาโรค การสร้างที่พักพิง ประเทศไทยจะใช้งบประมาณแผ่นดินเฉพาะในส่วนของเงินเดือนอาสาสมัคร ที่ดูแลควบคุมพื้นที่เท่านั้น
สำหรับกรณีโรฮิงญา หากประเทศไทยและอาเซียนไม่ให้ที่พักพิง คงจะลำบาก ด้วยเหตุผลหลักหลายประการ ดังนี้
1.เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ประเทศต้นสังกัดไม่ยอมรับให้เป็นพลเมืองของตน หรือเป็นคนไร้รัฐ (stateless)
2.มีมิติความขัดแย้งทางศาสนา (พุทธ/มุสลิม) ที่เป็นเรื่องอ่อนไหวอย่างยิ่ง สุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งที่นำมาสู่ความรุนแรงได้ทุกขณะ
3.เป็นกลุ่มคนที่ถูกจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานทุกประการ ไม่ได้รับการยอมรับจากคนกลุ่มใหญ่ รวมถึงถูกหลอกใช้ในทางการเมือง
4.ไม่มีองค์กรในประเทศที่เข้มแข็งพอที่จะพิทักษ์ปกป้องเรียกร้องสิทธิความเป็นคนที่เท่าเทียมให้ และภาคประชาสังคมอ่อนแอ
หากคิดกันให้ดี คนพวกนี้กำลังถูกกดทับทางสังคมหลายชั้น ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เป็นกลุ่มคนที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนซ้ำซากมาเป็นเวลานาน ผู้เขียนยังเชื่อว่า การผลักดันกลับประเทศพม่าจะกระทำได้ต่อเมื่อมีหลักประกันจากประเทศต้นสังกัดที่ชัดเจน ลำพังเพียงแค่วาจาที่ลั่นจากรัฐบาลพม่าว่าจะยอมรับให้ผู้อพยพทางเรือเหล่านี้กลับประเทศได้ ยังไม่น่าจะเป็นการรับรองที่ถาวร ประชาคมอาเซียนควรถือโอกาสนี้กดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้พม่ายอมรับความเป็นประชาชนของคนโรฮิงญาเยี่ยงคนพม่าอื่นๆ ในประเทศ ดังเช่นได้รับสิทธิในถิ่นฐานที่อยู่ การศึกษา การรักษาพยาบาล ได้รับเสรีภาพในการเดินทางทั้งในและนอกประเทศ มีสิทธิทางการเมือง เป็นต้น ไม่เช่นนั้นการผลักดันกลับไปจะเป็นการไม่เคารพหลักการ "ไม่ส่งกลับ" หรือ non-refoulement ที่คำนึงถึงการไม่เคลื่อนย้ายบุคคลไปยังสถานที่ใดซึ่งทำให้เสี่ยงต่อชีวิตหรือเสรีภาพของพวกเขา รวมถึงการไม่ส่งกลับประเทศบ้านเกิดด้วย



