
ส่องกล้องมอง1ปีรัฐประหารบก่อนกลับสู่ประชาธิปไตย
ส่องกล้องมอง1ปีรัฐประหาร บทเรียนสำคัญก่อนกลับสู่ประชาธิปไตย
หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้ยึดอำนาจรัฐบาล "ยิ่งลักษ์ ชินวัตร" เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มาถึงวันนี้การก่อรัฐประหารได้ผ่านพ้นไป 1 ปี "เครือเนชั่น" สัมภาษณ์นักวิชาการ และอดีตนักการเมืองระดับแกนนำของพรรคเพื่อไทย เพื่อเจาะลึกถึงมุมมอง และความคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์รัฐประหารที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยควรนำสิ่งใดมาปรับใช้จากบทเรียนของการยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
ศาสตราจารย์ประจำและหัวหน้าสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หลังเกิดรัฐประหาร สิ่งที่สนใจคือ ความรู้สึกของคนใกล้ๆ ว่า รู้สึกอะไรเกี่ยวกับ รัฐประหาร สังเกตว่ามีความรู้สึกต่าง 2 อย่าง คือ ความรู้สึกที่หนึ่ง เหมือนเป็นความรู้สึกเสียใจ เสียดาย อีกความรู้สึกคือ เป็นความรู้สึกโกรธ ส่วนคนที่พอใจกับสิ่งที่เกิดก็มี เป็นอีกรุ่นหนึ่ง โดยพวกที่เสียใจ เป็นคนรุ่นผม คือรุ่นนี้เป็นคนที่เข้าใจ เพราะเกิดและโตมากับระบบรัฐประหาร แต่ก็เห็นสังคมไทยเดินผ่านมันมา ล้มบ้าง ลุกบ้าง พอมาถึงวันนี้ ในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ก็รู้สึกว่าเลยมาแล้ว และควรจะเดินต่อไป ไม่ควรมีอะไรมาสะดุด หรือ หยุดยั้งอีก แต่เมื่อมันเกิดสะดุดอีก ก็เสียดาย แต่คนที่โกรธคือ คนรุ่นนักศึกษาในชั้นเรียนในมหาวิทยาลัย คนที่มีประสบการณ์รัฐประหาร 2 ครั้ง ในรอบ 8 ปี คือ ครั้งแรก เมื่อปี 2549 อีกครั้งคือ ปี 2557 หากวันนี้อายุ 18 ปี ตอนรัฐประหารรอบแรก ก็อายุ 10 ขวบ พวกนี้ โกรธคล้ายๆ กับว่า มายุ่งอะไรกับชีวิตกู
“หากอธิบายใหม่ คือ รัฐประหาร พ.ศ.2549 กับรัฐประหาร พ.ศ.2557 ผมรู้ว่า ผู้ก่อรัฐประหาร ในพ.ศ.2557 คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ เขาพยายามทำทุกอย่างไม่ให้เหมือนกับรอบ พ.ศ.2549 และเหตุผลอย่างที่ใครๆ พูดกัน คือ รัฐประหาร พ.ศ.2549 ยึดอำนาจเสียของ ดังนั้นโจทย์ของเขาคือทำอย่างไรเพื่อให้การยึดอำนาจรอบนี้ไม่เสียของ เขาก็คงมุ่งหวัง แต่ทุกครั้งที่เราเห็นรัฐประหาร ผมจะได้ยินเสียงความหมดหวัง หมดหวังกับกระบวนการทางการเมือง ดังนั้นรัฐประหารปรากฏในฐานะที่ส่งเสียงว่ากระบวนการทางการเมืองที่เป็นอยู่มันไม่เวิร์ค เราต้องใช้การรัฐประหาร ผมคิดว่าแม้แต่ผู้ก่อรัฐประหารก็ไม่ปฏิเสธ และอธิบายว่า จำเป็น ผมอาจจะยอมว่าเขามีความจำเป็น เขามีข้อมูลอะไรที่ผมไม่รู้เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับประเทศชาติ แต่เสียงของมันยังเป็นเสียงเดิม คือ ความหมดหวังกับกระบวนการทางการเมือง ส่วนการสร้าง หรือการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือการสถาปนาความหวังใหม่ ให้เกิดกับสังคมไทย คำถามคือ เราจะสถาปนาความหวังใหม่ให้เกิดกับสังคม บนฐานความสิ้นหวังอย่างไร อันนี้จึงเป็นปมปัญหาที่ผมมองว่ายากเป็นบ้า"
ส่วนตัวคิดว่าเห็นใจคนที่ลุกมาบริหารจัดการประเทศทุกวันนี้ เพราะโจทย์ที่เขาเผชิญ โดยเฉพาะเหตุความขัดแย้งครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ยากที่สุดเท่าที่คิดออกในสังคมไทย และคิดว่า ความขัดแย้งที่เราเจอมันยาก เพราะวันนี้ทุกคนอยู่ในสังคมซึ่งขัดกันในเรื่องของความฝัน อย่างเรื่องรัฐบาล มีคนจำนวนหนึ่งอยากเห็นรัฐบาลเข้มแข็ง ทำอะไรได้ดั่งใจ มีนโยบายอะไรทำเลย อีกคนจำนวนหนึ่งฝันว่า อยากเห็นรัฐบาลซึ่งถูกควบคุม ไม่ใช้อำนาจมากเกินไป คือ การฝันเห็นรัฐบาลคนละแบบ ยังมีปัญหาที่ 2 คือ ปัญหาเรื่องวิธีขึ้นครองอำนาจรัฐ เพราะมีคนจำนวนหนึ่งในสังคมไทยไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง หรือไม่มั่นใจกับการเลือกตั้งเพียงพอที่จะอนุญาตให้การเลือกตั้งเป็นบันไดแห่งความชอบธรรมในการครองอำนาจรัฐ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าการเลือกตั้งต่างหากคือกุญแจสำคัญที่สุดที่จะบอกว่า ใครจะปกครองประเทศ อันนี้แปลว่าเราไม่ได้ต่างกันเรื่องเป้าหมาย แต่ต่างกันเรื่องวิธีการขึ้นครองอำนาจรัฐ
จาตุรนต์ ฉายแสง
แกนนำพรรคเพื่อไทย
1 ปีรัฐประหารที่ผ่านมามีสำเร็จบางเรื่อง แต่ส่วนใหญ่ถือว่าล้มเหลว และที่สำเร็จก็ยังสะสมปัญหาเอาไว้ ที่สำเร็จคือ การระงับเหตุความวุ่นวายทางการเมืองที่มีกลุ่มคนทำผิดกฎหมายได้โดยไม่มีขอบเขตจำกัด การชุมนุม การยึดทำเนียบ ยึดกระทรวงต่างๆ ก็หยุดลงไป ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่ผู้ชุมนุมเห็นว่า หมดความจำเป็นที่จะต้องชุมนุมต่อไปแล้ว และหวังว่าจะปฏิรูปตามที่เขาต้องการตามมา ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยถูกกดไว้ด้วยกฎอัยการศึก ไม่สามารถทำอะไรได้ รอให้เกิดการเลือกตั้งแล้วค่อยว่ากัน ซึ่งอาจจะมองตรงนี้ว่าเป็นความสำเร็จได้แบบหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเลย เพราะเลือกปฏิบัติที่ทำให้สะสมปัญหาไปในอนาคต ไม่มีการวิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหาและการหาแนวทางแก้ไข รวมทั้งไม่ได้สร้างกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตย ผู้คนยอมรับได้ หรือไม่เห็นด้วยก็สามารถที่จะแก้ไขได้ด้วยกระบวนการประชาธิปไตย
"การรัฐประหาร การใช้กฎอัยการศึก การใช้มาตรา 44 แค่หยุดอาการของปัญหา แต่ไม่ได้แก้ปัญหา ต่อไปข้างหน้าจะยิ่งรุนแรงกว่าเดิม เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นตอ และกติกาที่วางไปข้างหน้าก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ขณะที่กระบวนการยุติธรรมก็ยังไม่แก้ให้ยุติธรรม ไม่มีการแก้ไของค์กรต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็นกลางว่า จะทำให้ถูกต้องได้อย่างไร ความสัมพันธ์ขององค์กรที่ทำหน้าที่ร่วมกับรัฐบาลนั้นจะเป็นอย่างไร และยังวางแผนการดำเนินการต่อไปที่คนคิดกันว่าน่าจะหนักกว่าเดิม สังคมกำลังถูกสร้างให้ไปสู่จุดที่เหมือนคนติดมอร์ฟีนหรือฝิ่น หยุดไม่ได้"
ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะลงจากอำนาจได้หรือไม่นั้น ลงได้อยู่แล้ว และไม่คิดว่าเมื่อลงแล้วจะมีใครไปตามล้างอะไรได้ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยไม่มีกำลังอะไรที่จะไปทำอะไร พล.อ.ประยุทธ์ แต่จะลงเมื่อไหร่นั้น เป็นเรื่องที่ใครก็บอกไม่ถูกในเวลานี้ ถ้าให้ทายไม่รู้ว่าจะแม่นหรือไม่ ไม่อยากทำตัวเป็นโหร แต่วิเคราะห์ว่า ลงเมื่อไหร่นั้นไม่แน่นอน เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องผูกกันอยู่ เช่น ถ้ายังมีความขัดแย้งอยู่ อาจจะยังไม่มีเลือกตั้ง เหมือนที่นักวิเคราะห์และนักวิชาการออกมาพูดทำนองโยนหินปูทาง ดังนั้นจึงไม่แน่นอนว่า คสช.จะหมดอำนาจเมื่อไหร่ ซึ่งต่างประเทศอาจจะไม่ยอมรับหากอยู่นาน ปัญหาจะสะสมอย่างรวดเร็วและกลายเป็นความเดือดร้อนและความไม่พอใจ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาตามมามากกว่า
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เรื่องทำอย่างไรถึงจะป้องกันรัฐประหารนั้น ถ้าสามารถใช้สภาแก้ไขความขัดแย้งได้ เราจะมาไกลถึงขั้นนี้หรือไม่ เพราะสภาล้มเหลว จึงต้องออกมาบนท้องถนน สุดท้ายจบลงด้วยการรัฐประหาร ซึ่งปัญหาด้านหนึ่งเกิดจากคน โดยมากมักโทษนักการเมือง แต่ต้องไม่ลืมว่า นักการเมืองคือภาพสะท้อนประชาชนที่เลือกเข้าไป ทั้ง 2 พรรคต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน และถ้าต้องการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น แต่ในฐานะประชาชนยังชอบให้เงินตำรวจเมื่อทำผิดกฎจราจร ชอบใช้เส้นสายหรือให้สินบน นักการเมืองคือผลลัพธ์ของเราเอง แต่ก็มาโทษทหารว่า ชอบยึดอำนาจ ดังนั้นหากใช้ประชาธิปไตยให้ประสบความสำเร็จทหารจะเข้ามายุ่งไม่ได้ และการแก้ที่ยั่งยืนที่สุดคือการทำประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง เช่นเดียวกับการแก้คอร์รัปชั่นที่ต้องแก้ทั้งนักการเมืองพร้อมไปกับพวกเราด้วย การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นที่เป็นสาเหตุของการยึดอำนาจนั้น คือการทำประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง
ส่วนอำนาจพิเศษ และบทเรียนสำคัญก่อนกลับสู่ประชาธิปไตยนั้นเรื่องนี้มองได้ 2 มุม คือ ปัญหาที่คนค่อนข้างพอใจอย่างเห็นได้ชัดคือแก้ปัญหาเรื่องการบุกรุกป่า จัดการได้รวดเร็วและได้ผลกว่ารัฐบาลประชาธิปไตย แต่อีกมุมหนึ่งที่อาจเป็นปัญหาในระยะยาว โดยเฉพาะมาตรา 44 ที่มองว่า แก้ปัญหาได้ดี จะมีคนตั้งคำถามว่า ให้อำนาจนี้กับรัฐบาลประชาธิปไตย หรือที่หนักกว่านั้นคือไม่ต้องกลับสู่ประชาธิปไตยเลยดีหรือไม่ ขณะนี้คนจำนวนมากมีความสุข มองเป็นเรื่องดี และเห็นผลได้เร็วในการมีคสช.พร้อมอำนาจพิเศษใช้แก้ปัญหาต่างๆ ได้
"แต่อยากบอกว่า เราอาจจะเป็นตัวก่อปัญหาแล้วรอให้ผู้มีอำนาจมาแก้ปัญหา ถ้าไม่เริ่มแก้จากตัวเราเองเมื่อกลับสู่ประชาธิปไตยครั้งนี้ สภาพปัญหาก็จะเป็นแบบเดิม และจะสั่งสมมากขึ้นๆ เมื่อมากจนไปต่อไม่ไหว ก็ให้ผู้มีอำนาจจากการรัฐประหารเข้ามาแก้ปัญหา ซึ่งทุกครั้งที่ผ่านมาเป็นแบบนี้ สิ่งที่ควรเรียนรู้คือ ทำอย่างไรให้รัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกของประชาชน สามารถแก้ปัญหาได้ดีเหมือนกับรัฐบาลที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยทำอยู่”
มีคนถามถึงจังหวะลงจากอำนาจของหัวหน้า คสช. ง่ายที่สุดคือการทำตามโรดแม็พ เข้าใจว่าคนยอมรับได้ หมายความว่า คนจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ คนเห็นด้วยก็มี แต่ในมุมคนไม่เห็นด้วยเข้าใจว่า พวกเขารอดูรัฐธรรมนูญ และดูว่าคสช.จะสืบทอดอำนาจหรือไม่ อยากให้ดูบทเรียนพฤษภาทมิฬ 35 ที่เกิดจากผู้ยึดอำนาจสืบทอดอำนาจ ทำให้เกิดการประท้วง ถ้าคสช.ทำตามโรดแม็พไม่สืบทอดอำนาจ รัฐธรรมนูญขอให้ไม่มีปัญหา มีความเป็นประชาธิปไตย และแก้ปัญหาการเมืองไปได้ตามสมควร ก็มองว่าสังคมจะกลับสู่ประชาธิปไตยได้



